วิชาการ

   เมื่อ : 29 พ.ย. 2568

ปัจจัยก่อให้เกิดโรค และแนวทางแก้ไข

ดร.จำเริญศี ถาวรสุวรรณ กรมประมง

การบรรยายในหัวข้อ ”ปัจจัยก่อให้เกิดโรค และแนวทางแก้ไข” โดยสรุปสถานการณ์ ปัญหา และแนวทางแก้ไขที่สำคัญที่สุดในการเลี้ยงกุ้งทะเลของไทยในปัจจุบัน ประเด็นหลักที่ต้องให้ความสำคัญมีดังนี้:

  1. ความท้าทายหลักของอุตสาหกรรม: อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งไทยกำลังเผชิญกับสองปัญหาหลักคือ ต้นทุนการผลิตที่สูง และ ปัญหาสุขภาพกุ้งที่อ่อนแอ อันเนื่องมาจากการสะสมของเชื้อก่อโรคในระบบการเลี้ยง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการทำกำไรและความยั่งยืนของเกษตรกร
  2. โรคคือปลายเหตุของการจัดการที่ผิดพลาด: หัวใจสำคัญของการควบคุมโรคคือการตระหนักว่า ”โรคคือปลายเหตุ” ไม่ใช่ต้นเหตุ การเกิดโรคเป็นผลลัพธ์สุดท้ายที่เกิดจากการสะสมของปัญหาในการจัดการฟาร์ม ทั้งด้านคุณภาพลูกพันธุ์ สิ่งแวดล้อม และการให้อาหาร ดังนั้น การป้องกันจึงเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนกว่าการรักษา
  3. การใช้ยาและสารเคมีอย่างไม่ถูกต้อง: มีการใช้ยาปฏิชีวนะและสารเคมีอย่างแพร่หลายและมักไม่ตรงจุด เช่น การใช้ยาเพื่อ ”ป้องกัน” หรือใช้ยาปฏิชีวนะรักษาโรคไวรัส ซึ่งไม่สามารถทำได้ พฤติกรรมนี้นำไปสู่ปัญหา เชื้อดื้อยา ที่รุนแรงขึ้น (เช่น Super EMS) และความเสี่ยงของการมี สารตกค้าง ในผลผลิต ซึ่งกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการส่งออก
  4. ความสำคัญของการวินิจฉัยโรคที่แม่นยำ: เกษตรกรจำนวนมากยังขาดความเข้าใจในการแยกแยะสาเหตุของโรคว่าเกิดจากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือปรสิต ซึ่งนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ไม่ตรงจุด การวินิจฉัยที่ถูกต้องเป็นก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการเลือกใช้วิธีการจัดการที่เหมาะสม
  5. การจัดการแบบบูรณาการคือคำตอบ: ไม่มีวิธีแก้ปัญหาใดวิธีหนึ่งที่สามารถแก้ไขได้ทุกโรค การเลี้ยงกุ้งให้ประสบความสำเร็จในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัย การจัดการแบบบูรณาการ ที่ครอบคลุมทุกมิติ ตั้งแต่การคัดเลือกลูกพันธุ์ที่เหมาะสมกับระบบการเลี้ยง การจัดการคุณภาพน้ำและของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ (ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาเชื้อแบคทีเรีย) การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กุ้ง และการเฝ้าระวังเชื้อก่อโรคในฟาร์มอย่างสม่ำเสมอ


สถานการณ์และปัญหาท้าทายของการเลี้ยงกุ้งไทย

อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งทะเลของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพและผลกำไรของเกษตรกร โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  1. ต้นทุนการผลิตสูง: เมื่อต้นทุนการผลิตสูง แต่ราคาขายกุ้งมีความผันผวนและเคยตกต่ำ ทำให้เกษตรกรไม่สามารถทำกำไรได้ตามเป้าหมาย
  2. สุขภาพกุ้งอ่อนแอและปัญหาโรคเรื้อรัง: ปัญหานี้แก้ไขได้ยาก เนื่องจากมีเชื้อก่อโรคหลายชนิดตกค้างและหมุนเวียนอยู่ในระบบการเลี้ยง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการจัดการน้ำในฟาร์มที่ติดเชื้อโดยไม่มีการฆ่าเชื้อก่อนปล่อยออกสู่ภายนอก ทำให้เชื้อกลับเข้ามาในระบบได้อีกครั้ง
  3. การใช้ยาและสารเคมีที่ไม่เหมาะสม: เมื่อเกิดโรค เกษตรกรจำนวนมากหันไปใช้ยาและสารเคมีโดยขาดความเข้าใจที่ถูกต้อง ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการดื้อยาของเชื้อ และความเสี่ยงที่จะเกิดสารตกค้างในเนื้อกุ้ง ซึ่งเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญ ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ค้าปัจจัยการผลิต ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ
  4. ความท้าทายในการเลี้ยงกุ้งแบบ ”ปลอดสาร ต้นทุนต่ำ”: การจะไปถึงเป้าหมายนี้จำเป็นต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจในการจัดการฟาร์มแบบองค์รวม ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน

ข้อมูลเฉพาะพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี

  1. สัดส่วนการเลี้ยง: จังหวัดเพชรบุรีมีสัดส่วนการเลี้ยงกุ้งขาวแวนาไม 93% และกุ้งกุลาดำ 7% (ข้อมูลทั้งประเทศ) แต่หากพิจารณาเฉพาะในกลุ่มจังหวัดภาคกลาง พบว่าเพชรบุรีมีผลผลิตกุ้งขาวคิดเป็น 19% และมีผลผลิตกุ้งกุลาดำสูงถึง 42% ซึ่งถือเป็นจังหวัดที่มีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในสัดส่วนที่สูง
  2. หน่วยงานสนับสนุน: กรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเพชรบุรี มีกิจกรรมลงพื้นที่ ”คลินิกโรคสัตว์น้ำ” เพื่อให้ความรู้และสนับสนุนการผลิตจุลินทรีย์ (เช่น บาซิลลัส 3 สายพันธุ์) เพื่อช่วยลดปัญหาโรคให้กับเกษตรกร


ปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดโรค: สามห่วงแห่งความสัมพันธ์

การเกิดโรคในกุ้งเป็นผลมาจากความสัมพันธ์ที่เสียสมดุลของ 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ตัวกุ้ง (Host) เชื้อโรค (Pathogen) และ สิ่งแวดล้อม (Environment)

1. ปัจจัยด้านตัวกุ้ง (ลูกพันธุ์)

คุณภาพของลูกพันธุ์เป็นหัวใจสำคัญของการเลี้ยงกุ้ง ปัจจัยที่ต้องพิจารณาได้แก่:

  1. สายพันธุ์: ต้องเลือกสายพันธุ์ (โตไว ทนโรค สมดุล) ให้เหมาะสมกับระบบการเลี้ยงและความพร้อมของฟาร์ม กุ้งโตไวอาจไม่เหมาะกับฟาร์มที่จัดการไม่ดีพอ
  2. โภชนาการ: ลูกกุ้งที่ได้รับโภชนาการสมบูรณ์ (เช่น ได้รับอาร์ทีเมียเพียงพอ) จะมีความแข็งแรงและมีโอกาสรอดสูงกว่า ราคาลูกกุ้งที่ต่ำเกินไปมักแลกมาด้วยคุณภาพด้านโภชนาการ
  3. การปนเปื้อนเชื้อ: ลูกกุ้งอาจมีการปนเปื้อนเชื้อก่อโรคมาตั้งแต่โรงอนุบาล เช่น EHP Vibrio และไวรัสบางชนิด
  4. การใช้ยาในโรงอนุบาล: การใช้ยาปฏิชีวนะมาตั้งแต่ลูกกุ้งจะทำลายจุลินทรีย์ทั้งหมดในตัวกุ้ง ทำให้กุ้งดู ”สะอาด” แต่สุขภาพไม่แข็งแรง และอาจต้องใช้ยาต่อเนื่องเมื่อนำไปเลี้ยงในบ่อดิน
  5. ความหนาแน่น: การปล่อยกุ้งหนาแน่นเกินศักยภาพของบ่อจะทำให้ทรัพยากรไม่เพียงพอและเกิดของเสียสะสม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเลี้ยงล้มเหลว การเลี้ยงแบบหนาแน่นจำเป็นต้องมีการจัดการแบ่งจับ (Partial Harvest)

2. ปัจจัยด้านเชื้อก่อโรค และกลไกการติดเชื้อ

เชื้อก่อโรคสามารถเข้าสู่ตัวกุ้งได้ 2 ช่องทางหลัก ซึ่งมีผลต่อการแพร่กระจายและความรุนแรงของโรคแตกต่างกัน

A. การติดเชื้อผ่านระบบเลือด (Systemic Infection)

  1. เชื้อส่วนใหญ่: เป็นกลุ่มไวรัส เช่น ตัวแดงดวงขาว (WSSV) หัวเหลือง (YHV) IHHNV
  2. กลไก: เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านเหงือกหรือรูเปิดต่างๆ และแพร่กระจายไปทั่วร่างกายผ่านระบบเลือดซึ่งเป็นระบบเปิด ทำให้กุ้งตายอย่างรวดเร็ว
  3. การถ่ายทอด: เชื้อกลุ่มนี้สามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่สู่ลูกได้ (Vertical Transmission) ผ่านทางไข่และสเปิร์ม ทำให้การคัดกรองลูกพันธุ์มีความสำคัญสูงสุด

B. การติดเชื้อผ่านระบบทางเดินอาหาร (Enteric Infection)

  1. เชื้อส่วนใหญ่: เป็นกลุ่มแบคทีเรีย (Vibrio spp.) และปรสิต (EHP)
  2. กลไก: เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านการกินอาหารหรือน้ำที่มีเชื้อปนเปื้อน และเข้าไปทำลายระบบทางเดินอาหาร โดยเฉพาะตับและตับอ่อน
  3. ความสำคัญปัจจุบัน: หลังจากการระบาดของ EMS/AHPND โรคกลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญมากขึ้น และเป็นเป้าหมายหลักในการจัดการฟาร์มประจำวัน

3. ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการฟาร์ม

  1. ระบบการเลี้ยง: เกษตรกรต้องเลือกระบบที่เหมาะสมกับความพร้อมของตนเอง
  2. ระบบตะกอนน้อย/น้ำหมุนเวียน: ลงทุนสูง แต่ลดภาระการจัดการเชื้อก่อโรคได้ดี
  3. ระบบแพลงก์ตอน/ตะกอนมาก: ต้องยอมรับความเสี่ยงและต้องมีการตรวจติดตามเชื้อแบคทีเรียและคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ
  4. การจัดการของเสีย: ของเสียและสารอินทรีย์ในบ่อเป็น ”อาหาร” ชั้นดีของเชื้อก่อโรค โดยเฉพาะกลุ่ม Vibrio การลดของเสียที่ต้นเหตุ (เช่น การจัดการการให้อาหาร) เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืนกว่าการใช้ยาฆ่าเชื้อ
  5. การใช้จุลินทรีย์: เป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการคุณภาพน้ำและควบคุมเชื้อก่อโรค
  6. บาซิลลัส (Bacillus): ย่อยสลายของเสีย (เป็นชนิดที่กรมประมงผลิตแจก)
  7. จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง (PSB): เช่น จุลินทรีย์น้ำแดง ช่วยในการย่อยสลายของเสีย
  8. โปรไบโอติก (Probiotic): ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและรักษาสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้กุ้ง


แนวทางการจัดการและแก้ไขปัญหาโรค

การจัดการโรคติดเชื้อผ่านระบบเลือด (ส่วนใหญ่เป็นไวรัส)

เนื่องจากไม่มียารักษา จึงต้องเน้นการป้องกันและการจัดการเพื่อลดความเสียหาย กรณีศึกษา: โรคตัวแดงดวงขาว (WSSV)

  1. การแพร่กระจาย: เชื้อแพร่กระจายได้รวดเร็วมากผ่าน การกินกันเอง ของกุ้งในบ่อ ซึ่งรุนแรงกว่าการติดเชื้อผ่านทางน้ำหลายเท่า
  2. ปัจจัยกระตุ้น: ไวรัส WSSV ชอบอุณหภูมิต่ำและไม่ชอบอุณหภูมิสูง การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิอย่างรวดเร็ว (เช่น ฝนตก) จะทำให้ภูมิคุ้มกันกุ้งตกและไวรัสแสดงอาการรุนแรงขึ้น
  3. แนวทางการจัดการเมื่อเกิดโรค:
  4. ปิดกั้นพื้นที่: ป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อไปยังบ่ออื่นหรือภายนอกฟาร์ม
  5. เพิ่มออกซิเจน: กุ้งที่ติดเชื้อจะมีเม็ดเลือดลดลงอย่างรวดเร็ว การเพิ่มออกซิเจนจะช่วยยืดชีวิตและลดความเสียหายระหว่างรอจับ
  6. ลดการลอกคราบ: ไวรัสจะโจมตีเนื้อเยื่อใต้เปลือก ทำให้กระบวนการสร้างเปลือกล้มเหลว (เกิดเป็นดวงขาว) การทำให้กุ้งลอกคราบน้อยที่สุดจะช่วยลดอัตราการตาย
  7. ฆ่าเชื้อหลังจับ: ต้องให้ความสำคัญกับการฆ่าเชื้อในบ่อและอุปกรณ์อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการระบาดในรอบถัดไป

การจัดการโรคติดเชื้อผ่านระบบทางเดินอาหาร (แบคทีเรียและปรสิต)

หัวใจสำคัญคือ การควบคุมปริมาณเชื้อก่อโรค โดยเฉพาะ Vibrio spp. และ การลดปัจจัยเอื้ออำนวย ซึ่งก็คือของเสียในบ่อ แนวทางการควบคุมเชื้อ Vibrio

  1. ใช้จุลินทรีย์ดีควบคุมเชื้อร้าย: เติมจุลินทรีย์กลุ่มบาซิลลัสหรือโปรไบโอติกเป็นประจำเพื่อย่อยสลายของเสียและแข่งขันกับเชื้อ Vibrio
  2. ใช้สารฆ่าเชื้อในน้ำ: ใช้สารเคมีที่ได้รับอนุญาต เช่น ไอโอดีน BKC ด่างทับทิม อย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ (ความเข้มข้นและค่า pH ของน้ำมีผลต่อประสิทธิภาพ)
  3. ใช้ยาปฏิชีวนะ (เมื่อจำเป็นเท่านั้น): ใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย และต้องผ่านการตรวจความไวของเชื้อต่อยาก่อนเสมอ เพื่อให้แน่ใจว่ายาที่ใช้จะได้ผลและไม่สร้างปัญหาดื้อยาในระยะยาว

คุณสมบัติของเชื้อ Vibrio ที่ต้องระวัง:

  1. สร้างสารพิษ (Toxin): Vibrio แต่ละชนิดสร้างสารพิษที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กุ้งป่วยและตาย (เช่น สารพิษในโรค EMS)
  2. สร้างไบโอฟิล์ม (Biofilm): ทำให้ยึดเกาะกับพื้นผิวได้ดีและทนทานต่อสารฆ่าเชื้อมากขึ้น
  3. หลบเลี่ยงภูมิคุ้มกัน: Vibrio บางชนิดสามารถหลบเลี่ยงกลไกการป้องกันของกุ้งได้


ความท้าทายสำคัญ: การใช้ยาและสารเคมีอย่างสมเหตุสมผล

การใช้ยาที่ไม่ถูกต้องเป็นหนึ่งในปัญหาที่ใหญ่ที่สุดและสร้างผลกระทบในระยะยาวต่ออุตสาหกรรม

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อย

  1. ยาปฏิชีวนะ = ยาแก้อักเสบ: เกษตรกรบางรายไปซื้อยาจากร้านขายยาของคนมาใช้ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งและเร่งให้เกิดเชื้อดื้อยาที่อาจส่งผลต่อสุขภาพคน
  2. ยิ่งแรง ยิ่งมาก ยิ่งดี: การใช้ยาเกินขนาดไม่ช่วยให้รักษาได้ดีขึ้น แต่จะเพิ่มความเสี่ยงของสารตกค้างและเชื้อดื้อยา
  3. ใช้หลายชนิดพร้อมกัน: ยาบางชนิดออกฤทธิ์ขัดแย้งกัน (ตีกัน) ทำให้ประสิทธิภาพลดลง
  4. ใช้เพื่อป้องกัน: ยาปฏิชีวนะใช้เพื่อ ”รักษา” การติดเชื้อแบคทีเรียเท่านั้น การใส่ยาเพื่อ ”ป้องกัน” โดยที่ยังไม่มีปัญหานอกจากจะสิ้นเปลืองแล้ว ยังเป็นการทำลายจุลินทรีย์ดีในระบบและสร้างเชื้อดื้อยา

ผลกระทบจากการใช้ยาผิดวิธี

  1. เกิดเชื้อดื้อยา ”Super EMS”: ปัจจุบันมีการตรวจพบเชื้อ Vibrio ในฟาร์มที่ดื้อต่อยาหลายชนิด โดยเฉพาะยาที่ไม่ได้รับอนุญาต ทำให้การรักษาในอนาคตทำได้ยากขึ้น
  2. ปัญหาสารตกค้าง: หากใช้ยาที่ไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่เว้นระยะหยุดยาก่อนจับ จะเกิดการตรวจพบสารตกค้าง ซึ่งอาจถูกปฏิเสธจากโรงงานแปรรูปและกระทบต่อการส่งออกของประเทศ
  3. ความสำคัญของการเปิดเผยข้อมูล: การเปิดเผยข้อมูลตัวเลขการดื้อยาหรือการระบาดของโรคอย่างละเอียดต่อสาธารณะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เพราะอาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือกีดกันทางการค้าได้

คำแนะนำในการใช้สารเคมีและยา

  1. ศึกษาข้อมูลผลิตภัณฑ์: ทำความเข้าใจคุณสมบัติของสารเคมีแต่ละชนิด เช่น คลอรีน ไอโอดีน BKC ด่างทับทิม และปัจจัยที่มีผลต่อประสิทธิภาพ (เช่น ค่า pH) เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ
  2. ตรวจสอบฉลาก: ใช้ยาและผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนกับกรมประมง มีฉลากชัดเจน และมีเลขทะเบียนยาที่สามารถตรวจสอบได้
  3. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: ผู้ค้าปัจจัยการผลิตมีบทบาทสำคัญ แต่ต้องทำงานอย่างมีจรรยาบรรณและให้คำแนะนำที่ถูกต้องแก่เกษตรกร


สรุปแนวทางป้องกันและบูรณาการ

การเลี้ยงกุ้งให้ประสบความสำเร็จในสภาวะปัจจุบันต้องอาศัยการจัดการเชิงรุกและการเฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอ

  1. การเตรียมบ่อและน้ำ: ก่อนปล่อยกุ้ง ควรส่งตัวอย่างดินและน้ำตรวจหาเชื้อก่อโรคสำคัญ (เช่น เชื้อก่อโรค EMS) เพื่อจัดการและลดความเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้น
  2. การจัดการระหว่างเลี้ยง:
  3. เฝ้าระวังสุขภาพ: ตรวจสอบสุขภาพกุ้งและเพาะเชื้อแบคทีเรีย (Vibrio plate count) เป็นประจำ เพื่อประเมินความเสี่ยงและจัดการได้ทันท่วงที
  4. ควบคุมของเสีย: ลดการให้อาหารเมื่อพบปัญหาสุขภาพ ใช้จุลินทรีย์เพื่อย่อยสลายของเสีย และรักษาระดับออกซิเจนให้เพียงพอ
  5. Biosecurity: ป้องกันการนำเชื้อเข้าฟาร์ม ป้องกันการแพร่กระจายระหว่างบ่อ และป้องกันการปล่อยเชื้อออกสู่สิ่งแวดล้อม
  6. ใช้ประโยชน์จากแหล่งข้อมูล: กรมประมงได้จัดทำคู่มือ เอกสาร และวิดีโอให้ความรู้ในด้านต่างๆ ซึ่งเกษตรกรสามารถเข้าถึงได้ผ่านช่องทางออนไลน์ (QR Code) เพื่อนำไปปรับใช้ในฟาร์มของตนเอง