เรื่องเด่น

   เมื่อ : 17 มี.ค. 2569

การขนส่งกุ้งก้ามกรามโดยไม่ใช้น้ำ  

นวัตกรรมโลจิสติกส์ที่เปลี่ยนโฉมหน้าอุตสาหกรรมกุ้งก้ามกรามไทย

ในโลกของโลจิสติกส์อาหารทะเล สิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การขนส่งสินค้า แต่คือการรักษา ”คุณภาพชีวิต” ของสัตว์น้ำให้สมบูรณ์จนถึงโต๊ะอาหาร ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกรามไทยต้องแบกรับข้อจำกัดของระบบขนส่งแบบดั้งเดิมที่ฝังรากลึกมานาน รถบรรทุกหนึ่งคันสามารถขนกุ้งได้เพียง 300–400 กิโลกรัมต่อเที่ยว เพราะต้องแบกน้ำหนักของน้ำที่ไร้มูลค่าสูงถึง 2–3 ตัน เพื่อรักษาชีวิตกุ้งระหว่างการเดินทาง ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูงถึง 16.25 บาทต่อกิโลกรัม

ปัญหายังไม่หยุดแค่นั้น อุณหภูมิน้ำที่ควบคุมได้ยากเมื่อเจอสภาพอากาศภายนอก บวกกับแรงกระฉอกระหว่างการเดินทาง ทำให้กุ้งบอบช้ำและมีอัตราการรอดชีวิตลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในเส้นทางระยะไกลเกิน 400 กิโลเมตร ซึ่งอัตราการรอดชีวิตอาจเหลือเพียงร้อยละ 69.72 เท่านั้น

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เมื่องานแถลงข่าวที่ประกอบฟาร์ม จ.ราชบุรี ได้เปิดตัวนวัตกรรม “การขนส่งกุ้งก้ามกรามแบบไม่ใช้น้ำ” ซึ่งจะเข้ามาพลิกโฉมอุตสาหกรรมกุ้งก้ามกรามของไทยให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น


ศาสตร์แห่งการ ”จำศีล” เปลี่ยนชีววิทยาให้เป็นกลยุทธ์

จากการให้ข้อมูลของ ศ.ดร. ฐานิตย์ เมธิยานนท์ อาจารย์ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล มหาวิทยาลัยมหานคร ได้ให้คำตอบของศาสตร์นี้ไว้ว่า เกิดจากการนำความรู้ด้านชีววิทยามาผสานกับวิศวกรรมการควบคุมอุณหภูมิอย่างแม่นยำ แนวคิดหลักของนวัตกรรมการขนส่งกุ้งก้ามกรามแบบไม่ใช้น้ำ คือการทำให้กุ้งเข้าสู่สภาวะ ”จำศีล” หรือที่เรียกทางวิทยาศาสตร์ว่า Metabolic Stasis ซึ่งเป็นการลดอัตราการเผาผลาญของร่างกายกุ้งลงจนถึงระดับต่ำสุด เปรียบได้กับเครื่องจักรที่ทำงานในโหมด Standby กุ้งยังมีชีวิตอยู่ แต่ใช้พลังงานและออกซิเจนน้อยมากจนสามารถรอดชีวิตได้ในกล่องแห้งสนิทเป็นเวลานานถึง 12 ชั่วโมง

กระบวนการนี้เริ่มต้นด้วยการลดอุณหภูมิน้ำจาก 28–29 องศาเซลเซียส ลงในอัตรา 10 องศาเซลเซียสต่อชั่วโมงเท่านั้น ความช้าของกระบวนการนี้มีความสำคัญยิ่ง เพราะหากลดอุณหภูมิเร็วเกินไป กุ้งจะเกิดภาวะ Cold Shock และตายได้ทันที ระบบ PLC จึงถูกนำมาใช้ควบคุมวาล์วผสมน้ำร้อนและน้ำเย็นโดยอัตโนมัติเพื่อให้อุณหภูมิลดลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่ออุณหภูมิถึงจุดวิกฤตที่ 14 องศาเซลเซียส กุ้งจะเริ่มนิ่งและเข้าสู่สภาวะสลบอย่างสมบูรณ์ ที่ต้องรักษาไว้ประมาณ 30–40 นาทีเพื่อให้อุณหภูมิแกนกลางของตัวกุ้งนิ่งสนิท หลังจากนั้นในระหว่างขนส่ง อุณหภูมิภายในตู้เก็บรักษาจะถูกคงไว้ที่ 16 องศาเซลเซียส (±0.5) ซึ่งเป็นที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถรักษาสภาวะจำศีลของกุ้งได้อย่างเสถียรตลอดการเดินทาง


กระบวนการทุกขั้นตอน จากบ่อสู่มือผู้บริโภค

เพื่อให้เข้าใจภาพรวมอย่างครบถ้วน กระบวนการขนส่งกุ้งก้ามกรามแบบไม่ใช้น้ำมีทั้งหมด 5 ขั้นตอนหลักที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและต่อเนื่องกัน โดยแต่ละขั้นตอนล้วนส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและอัตราการรอดชีวิตของกุ้งที่ปลายทาง

ขั้นตอนแรก คือการเตรียมกุ้งก่อนขนส่ง เริ่มจากการพักกุ้งในบ่อน้ำสะอาดเพื่อให้คลายโคลนและสิ่งสกปรกออกจากตัว จากนั้นคัดเลือกเฉพาะกุ้งเกรดพรีเมียมที่มีความสมบูรณ์สูง ไม่มีบาดแผลหรืออาการอ่อนแอ เพราะกุ้งที่ไม่แข็งแรงจะทนต่อกระบวนการจำศีลได้น้อยกว่า ขั้นตอนนี้ดูเหมือนธรรมดา แต่เป็นการคัดกรองที่กำหนดคุณภาพของสินค้าตั้งแต่ต้น

ขั้นตอนที่สอง คือการเหนี่ยวนำให้เข้าสู่สภาวะจำศีล โดยนำกุ้งลงบ่อปรับสภาพแล้วค่อยๆ ลดอุณหภูมิน้ำลงอย่างช้าๆ ในอัตรา 10 องศาเซลเซียสต่อชั่วโมง ผ่านระบบ PLC ที่ควบคุมการผสมน้ำร้อนและน้ำเย็นโดยอัตโนมัติ เมื่ออุณหภูมิลงถึง 14 องศาเซลเซียส กุ้งจะเริ่มหยุดนิ่งและหมดสติโดยไม่เกิดความเครียด ต้องรักษาอุณหภูมิดังกล่าวไว้ประมาณ 30–40 นาทีเพื่อให้อุณหภูมิแทรกซึมถึงแกนกลางลำตัวกุ้งอย่างสมบูรณ์ ณ จุดนี้กุ้งจะนิ่งสนิท หายใจช้า และพร้อมสำหรับการบรรจุ

ขั้นตอนที่สาม คือการบรรจุและจัดการก๊าซ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนที่สุดในกระบวนการทั้งหมด เริ่มด้วยการวางแผ่นซับความชื้นในกล่องและพ่นละอองน้ำเล็กน้อยเพื่อรักษาความชื้นสัมพัทธ์ภายใน จากนั้นวางกุ้งที่สลบแล้วลงในถุงหรือกล่องอย่างเป็นระเบียบ ขั้นตอนสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการ Air Purging ดูดอากาศปกติภายในถุงออกให้หมดก่อน แล้วจึงอัดออกซิเจนบริสุทธิ์ 100% เข้าไปแทนที่ เพื่อให้กุ้งมีออกซิเจนเพียงพอสำหรับการหายใจตลอดการเดินทางในสภาวะเมตาบอลิซึมต่ำ

ขั้นตอนที่สี่ คือการขนส่งและรักษาอุณหภูมิ เมื่อบรรจุกุ้งเรียบร้อยแล้ว กล่องทั้งหมดจะถูกนำเข้าเก็บในตู้ควบคุมอุณหภูมิที่รักษาระดับ 16 องศาเซลเซียสอย่างสม่ำเสมอตลอดการเดินทาง อุณหภูมิในช่วงนี้สูงกว่าจุดเหนี่ยวนำ 2 องศา เพื่อรักษาสภาวะจำศีลโดยไม่ทำให้กุ้งเย็นเกินไปจนเป็นอันตราย ระยะเวลาขนส่งต้องไม่เกิน 12 ชั่วโมงนับจากเวลาที่กุ้งเข้าสู่สภาวะสลบ และต้องวางแผนเส้นทางล่วงหน้าเสมอเพื่อหลีกเลี่ยงความล่าช้าที่อาจกระทบอัตราการรอดชีวิต

ขั้นตอนที่ห้า และสุดท้ายคือการฟื้นคืนชีพที่ปลายทาง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่หลายคนมักมองข้ามแต่มีความสำคัญไม่แพ้ขั้นตอนอื่น เมื่อกุ้งถึงปลายทาง ต้องนำกุ้งลงสู่บ่อน้ำอุณหภูมิปกติทันที โดยใช้ระบบเติมออกซิเจนแรงดันสูงที่ให้ฟองละเอียดระดับ Nano Bubble เท่านั้น ระบบฟองละเอียดนี้ช่วยให้ออกซิเจนละลายในน้ำได้เร็วและสม่ำเสมอกว่าท่อเติมอากาศแบบธรรมดา ทำให้กุ้งดูดซึมออกซิเจนได้ทันที ผลลัพธ์คือกุ้งฟื้นตัวได้สมบูรณ์ภายในเพียง 5 นาที และพร้อมส่งถึงมือผู้บริโภคในสภาพสดใหม่ประหนึ่งเพิ่งจับขึ้นมาจากบ่อ

ข้อมูลจากงานวิจัย การวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์ของการขนส่งกุ้งก้ามกรามเป็นโดยไม่ใช้น้ำ ของ คุณภัฆฑิต์ฬมณ ศิริธนเศรษฐ์ และ คุณสมหญิง งามพรประเสริฐ ได้มีการเก็บสถิติตลอดปี 2567 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่ายิ่งระยะทางไกลขึ้น ประสิทธิภาพของการขนส่งแบบไม่ใช้น้ำยิ่งเหนือกว่าอย่างเด่นชัด ในระยะใกล้ 0–200 กิโลเมตร ทั้งสองวิธีให้ผลใกล้เคียงกันที่ประมาณร้อยละ 88–89 แต่เมื่อระยะทางเพิ่มขึ้นเป็น 201–400 กิโลเมตร การขนส่งแบบไม่ใช้น้ำมีอัตราการรอดชีวิตร้อยละ 83.45 เทียบกับแบบใช้น้ำที่ร้อยละ 74.78 และในระยะ 401–500 กิโลเมตร ตัวเลขห่างกันอย่างชัดเจนที่ร้อยละ 80.11 และ 69.72 ตามลำดับ

นอกจากอัตราการรอดชีวิตที่สูงกว่าแล้ว ข้อได้เปรียบด้านต้นทุนก็ชัดเจนไม่แพ้กัน เมื่อไม่มีน้ำหนักน้ำเป็นภาระ รถบรรทุกคันเดิมสามารถบรรทุกกุ้งได้สูงถึง 1000 กิโลกรัมต่อเที่ยว เพิ่มขึ้นกว่า 2.5 เท่าจากระบบเดิม ผลที่ตามมาคือต้นทุนโลจิสติกส์ต่อกิโลกรัมลดลงจาก 16.25 บาท เหลือเพียง 6.50 บาท หรือคิดเป็นการประหยัดถึงร้อยละ 60 ส่วนต่าง 9.75 บาทต่อกิโลกรัมนี้คือกำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นโดยตรงโดยไม่ต้องปรับขึ้นราคาขายแต่อย่างใด

จากการวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์รวมของธุรกิจนี้ พบว่าต้นทุนโลจิสติกส์คิดเป็นร้อยละ 30.44 ของยอดขายรวม แบ่งเป็นต้นทุนการขนส่งร้อยละ 15.29 ต้นทุนบริหารคลังสินค้าร้อยละ 14.52 และต้นทุนอื่นๆ อีกส่วนหนึ่ง แม้ตัวเลขดังกล่าวยังถือว่าสูงอยู่ แต่ศักยภาพในการขยายปริมาณการขนส่งต่อเที่ยวและการเข้าถึงตลาดระยะไกลที่เพิ่มขึ้น ทำให้นวัตกรรมนี้คุ้มค่าต่อการลงทุนอย่างชัดเจน


จากบางแพสู่ตลาดโลก ศักยภาพที่รอการปลดล็อก

กุ้งก้ามกรามจากอำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ถือเป็นกุ้งน้ำจืดที่ได้รับการรับรองตราสัญลักษณ์สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เป็นรายแรกของประเทศไทย ซึ่งเป็นหลักประกันคุณภาพระดับสากลที่การันตีแหล่งกำเนิดและมาตรฐานระดับพรีเมียม อย่างไรก็ตาม คุณภาพที่เป็นเลิศเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากโลจิสติกส์ยังเป็นคอขวดที่จำกัดการเข้าถึงตลาดระยะไกล

จากปากของ คุณประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว เจ้าของ ประกอบฟาร์ม ได้ยืนยันว่านวัตกรรม “การขนส่งกุ้งก้ามกรามแบบไม่ใช้น้ำ” เป็นตัวผลักดันสำคัญที่ช่วยปลดล็อกข้อจำกัดนี้ เนื่องจากไม่มีของเหลวเป็นส่วนประกอบในการบรรจุภัณฑ์ การขนส่งทางอากาศ ซึ่งเคยเป็นไปไม่ได้ในกุ้งก้ามกราม ทำให้กุ้งก้ามกรามบางแพสามารถเดินทางไปถึงตลาดไต้หวัน ฮ่องกง หรือตลาดพรีเมียมอื่นๆ ทั่วเอเชียได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงหลังจับขึ้นจากบ่อ

ปัจจุบันได้มีการทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับไปรษณีย์ไทยเพื่อรองรับการขนส่งแบบแห้งครอบคลุมทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่สำคัญ เส้นทางไปรษณีย์ที่ครอบคลุมทุกอำเภอหมายความว่ากุ้งก้ามกรามสดจากบ่อสามารถส่งตรงถึงบ้านผู้บริโภคได้ทุกที่ในไทย ขณะที่ในฝั่งระหว่างประเทศ การที่บรรจุภัณฑ์ไม่มีของเหลวทำให้ผ่านข้อกำหนดของสายการบินได้โดยตรง เปิดประตูสู่ตลาดส่งออกที่เคยเป็นแค่ความฝัน


ความร่วมมือและจุดที่ต้องพัฒนาต่อ

แม้นวัตกรรมนี้จะมีศักยภาพสูง แต่ก็ต้องการการบริหารจัดการที่แม่นยำและการลงทุนในอุปกรณ์ราคาสูง ทั้งระบบ PLC ควบคุมอุณหภูมิและตู้แช่เย็นสำหรับขนส่ง ซึ่งเป็นต้นทุนที่เกษตรกรรายเดี่ยวอาจแบกรับได้ยาก การรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์จึงเป็นกลไกสำคัญในการแบ่งปันต้นทุนและบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกัน

อีกจุดที่ต้องเร่งพัฒนาคือประสิทธิภาพของกระบวนการโดยรวม จากการวิเคราะห์คุณค่ากิจกรรมทั้งหมด พบว่ากิจกรรมที่เพิ่มคุณค่าแท้จริงคิดเป็นเพียงร้อยละ 53.8 ขณะที่กิจกรรมที่ไม่เพิ่มคุณค่าสูงถึงร้อยละ 30.8 ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานที่ซ้ำซ้อน การรอคอย และขั้นตอนที่ไม่จำเป็น การนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการการสั่งซื้อ การพยากรณ์ความต้องการ และการวางแผนเส้นทาง จะช่วยลดส่วนสูญเสีย ลดความถี่ในการจับกุ้งที่ไม่จำเป็น ลดการขนส่งที่ไม่เต็มประสิทธิภาพ และป้องกันสภาวะกดดันต่อกุ้งก่อนเข้าสู่กระบวนการจำศีล ทุกวินาทีของความล่าช้าในกระบวนการล้วนส่งผลโดยตรงต่ออัตราการรอดชีวิตและคุณภาพสินค้าที่ปลายทาง

นวัตกรรม “การขนส่งกุ้งก้ามกรามแบบไม่ใช้น้ำ” คือบทพิสูจน์ว่าเกษตรกรรมยุคใหม่สามารถเติบโตได้จากการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาที่ฝังรากลึกมานาน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการแพ็คกุ้งในกล่องแห้ง แต่คือการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจจากการ ”ส่งสินค้า” ไปเป็นการ ”ส่งมอบคุณค่าและความสด” ที่ไร้ขีดจำกัดด้านระยะทาง

เมื่อต้นทุนการขนส่งลดลงร้อยละ 60 ปริมาณบรรทุกเพิ่มขึ้น 2.5 เท่า และประตูสู่ตลาดส่งออกทางอากาศถูกเปิดออก นวัตกรรมนี้จึงไม่ใช่แค่การปรับปรุงกระบวนการ แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ที่ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของเกษตรกรไทยให้ก้าวทัดเทียมระดับสากล


ขอบคุณข้อมูล

  1.  งานวิจัย การวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์ของการขนส่งกุ้งก้ามกรามเป็นโดยไม่ใช้น้ำ ของ คุณภัฆฑิต์ฬมณ ศิริธนเศรษฐ์ และ คุณสมหญิง งามพรประเสริฐ 
  2. งานแถลงข่าว นวัตกรรม “การขนส่งกุ้งก้ามกรามแบบไม่ใช้น้ำ” ณ ประกอบฟาร์ม จ.ราชบุรี