ข่าวน่าติดตาม
ส.กุ้งไทย-พันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย เดินหน้าลุยชี้แจงต่อ กมธ อว. ทวงความหวัง ฟื้นอุตสาหกรรมกุ้งไทย
เมื่อ : 10 ก.ค. 2569
ตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งบุกสภาฯ ชงกรรมาธิการ อว. จี้หน่วยงานวิจัยรัฐเร่งแก้วิกฤตโรคระบาด-ลดต้นทุน ทวงคืนแชมป์ส่งออก
9 กรกฎาคม 2569 – ตัวแทนเกษตรกรและสมาคมผู้เลี้ยงกุ้งไทย เดินทางเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรรมาธิการ อว.) สภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาวิกฤตอุตสาหกรรมกุ้งไทยและเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานวิจัยของรัฐนำผลงานวิชาการมาแก้ปัญหาให้เกษตรกรใช้งานได้จริง
นางฐิติมา ฉายแสง ประธานคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กรรมาธิการ อว.) ได้กล่าวเปิดประเด็นและตั้งคำถามสำคัญต่อตัวแทนหน่วยงานภาครัฐกลางที่ประชุมอย่างตรงไปตรงมาว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยมีศักยภาพด้านวิทยาศาสตร์ มีสถาบันการศึกษา มีนักวิจัยจำนวนมาก และมีการลงทุนด้านงานวิจัยมาอย่างต่อเนื่อง แต่เหตุใดภาคการเกษตรของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกุ้ง จึงยังคงเผชิญปัญหาสำคัญอย่างหนัก ทั้งผลผลิตที่ต่ำ ต้นทุนที่สูง และโรคระบาด
"กรรมาธิการไม่ได้ต้องการทราบเพียงว่า แต่ละหน่วยงานมีผลงานวิจัยอะไรบ้าง แต่ต้องการทราบว่าเหตุใดงานวิจัยเหล่านั้น จึงยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้"
นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย เปิดเผยกลางที่ประชุมว่า อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเผชิญวิกฤตอย่างหนัก จากที่เคยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลก ปัจจุบันตกลงมาอยู่อันดับ 6 ทำให้ในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยสูญเสียโอกาสและรายได้ไปกว่าปีละ 60000 ล้านบาท หรือรวมความเสียหายเกือบ 780000 ล้านบาท
นายเอกพจน์ ระบุว่า ปัญหาหลักที่เกษตรกรต้องการให้หน่วยงานวิทยาศาสตร์และการวิจัยเร่งช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน คือ "ปัญหาโรคระบาด” โดยเฉพาะโรคขี้ขาว (EHP) ที่สร้างความเสียหายรุนแรงที่สุดในขณะนี้ รองลงมาคือ EMS และโรคตัวแดงดวงขาว รวมถึง "ปัญหาต้นทุนอาหารกุ้ง” ที่เกษตรกรต้องการงานวิจัยเพื่อพัฒนาประสิทธิภาพอาหารให้กุ้งกินน้อยแต่ได้เนื้อมาก (FCR ต่ำ) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกได้ทันที พร้อมทั้งเรียกร้องให้มหาวิทยาลัยต่างๆ ลงพื้นที่รับเป็น "เจ้าภาพ” ในการแก้ปัญหาแต่ละด้านให้กับเกษตรกรอย่างจริงจัง
ด้าน นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ได้สะท้อนปัญหาเพิ่มเติมว่า เกษตรกรต้องการ ”สายพันธุ์กุ้ง” ที่ตอบโจทย์ทั้งการโตเร็วและต้านทานโรค นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาของอาหารกุ้งในปัจจุบันที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ เนื่องจากกุ้งมีลำไส้ตรง ทำให้การย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ ของเสียที่เหลือจากการขับถ่ายได้กลายเป็นต้นตอทำให้น้ำเสียและเพิ่มต้นทุนการจัดการให้เกษตรกร เป็นปัญหาที่นักวิจัยต้องเร่งดำเนินการ
ขณะที่ นายชาลี จิตรประสงค์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้นำเสนอประเด็นการเข้าถึงนวัตกรรมของเกษตรกรรายย่อย โดยระบุว่า ต้นเหตุของโรคเกิดจากสารอาหารที่ตกค้างในน้ำซึ่งเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อวิบริโอ (Vibrio) เกษตรกรจึงมีความจำเป็นต้องใช้จุลินทรีย์หรือแบคทีเรียในการบำบัดน้ำและยับยั้งเชื้อก่อโรค แต่ที่ผ่านมา เมื่อเกษตรกรหรือกลุ่มชมรมฯ ที่ไม่ได้แสวงหาผลกำไรต้องการเข้าถึงเชื้อแบคทีเรียที่มีประโยชน์จากหน่วยงานวิจัยของรัฐอย่าง สวทช. กลับพบว่ามีเงื่อนไขและค่าใช้จ่ายที่สูงมาก จึงเสนอให้รัฐเปิดช่องทางให้เกษตรกรเข้าถึงงานวิจัยเหล่านี้ได้ง่ายขึ้นเพื่อนำไปใช้แก้ปัญหาจริงในพื้นที่
นอกจากนี้ นายอภิชิต วรกิจ เลขาธิการพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย ได้เสนอแนวทางการสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ของอุตสาหกรรมกุ้งผ่านการทำ ”Knowledge Hub” โดยดึงความร่วมมือ 3 ประสาน (Triple Helix) ได้แก่ 1. นักวิชาการ/หน่วยงานวิจัยรัฐ 2. มหาวิทยาลัย และ 3. เกษตรกรผู้ประกอบการ เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาแบบครบวงจร โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มอัตรารอด ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพกุ้งไทยให้เป็นสินค้าพรีเมียมของโลก
ดร.กัลยา ศรีธัญญลักษณา (แดงติ๊บ) ผู้อำนวยการวิจัยสัตว์น้ำ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ลุกขึ้นชี้แจงถึงบทบาทของหน่วยงานวิจัย โดยระบุว่า สวทช. มีผลงานวิจัยที่ครอบคลุม ทั้งการสร้างชุดตรวจโรคกุ้งทั้ง 4 ชนิด การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งกุลาดำโตเร็ว (ซึ่งขณะนี้กำลังทดสอบร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์) รวมถึงการผลิตสารชีวภัณฑ์เพื่อทดแทนการใช้ยาและสารเคมี
อย่างไรก็ตาม ดร.กัลยา ยอมรับว่าอุปสรรคสำคัญที่ทำให้งานวิจัยเหล่านี้ยังไม่ถึงมือเกษตรกรเกิดจาก 2 ปัจจัยหลัก คือ ขาดการวิจัยเชิงประยุกต์ในพื้นที่ (Translational Research): การนำนวัตกรรมลงไปใช้จริงในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันของแต่ละพื้นที่ยังทำได้ไม่เต็มที่ เนื่องจากกำลังพลของ สวทช. ไม่เพียงพอ
ความล่าช้าในการขึ้นทะเบียน: ผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์และนวัตกรรมหลายตัวพร้อมใช้งานแล้ว แต่ต้องติดหล่มขั้นตอนการขออนุญาตและขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ที่ใช้เวลานานมาก ทำให้เข้าสู่อุตสาหกรรมได้ช้า
ข้อเสนอแนะ: ดร.กัลยา เสนอให้มีการบูรณาการทีมงานจากกระทรวง อว. ลงพื้นที่ร่วมกัน และเสนอให้ตั้ง "ทุนวิจัยร่วม” โดยให้ภาคเอกชนหรือผู้ประกอบการเป็นผู้กำหนด ”โจทย์” และดึงบุคลากรที่เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนมาทำงานร่วมกันแบบระยะยาว (หลายปี) เพื่อแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำให้เสร็จสิ้นกระบวนการ
