สัมมนา
ทางรอด สร้างรายได้ ใช้ให้คุ้ม โดย พี่เอ๋ เอกอนันต์
ทางรอดและแนวทางการเพิ่มกำไรในการเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืน
จากการบรรยายในงานวันสัมมนากุ้งจินดา69 จังหวัดนครปฐม โดยคุณเอกอนันต์ ยุวเบญจพล เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้ง โดยมุ่งเน้นที่การประยุกต์ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในฟาร์ม การลดต้นทุน และการปรับตัวให้เท่าทันต่อมาตรฐานการผลิตในระดับสากล เพื่อสร้างกำไรและเพิ่มอัตราการรอดของกุ้งในสภาวะปัจจุบัน
การเลี้ยงกุ้งให้ประสบความสำเร็จในยุคปัจจุบันต้องอาศัยความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับชีววิทยาของสัตว์น้ำและการจัดการสิ่งแวดล้อมที่แม่นยำ ประเด็นวิกฤตที่เกษตรกรควรให้ความสำคัญประกอบด้วย:
- การจัดการคุณภาพน้ำตามค่าเลือดกุ้ง: การรักษาระดับ pH ในบ่อให้ใกล้เคียงกับค่า pH ในเลือดของกุ้ง (ประมาณ 7.4 - 8.0) เป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มอัตราการรอด
- การใช้เกลือทะเลสีดำ: เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุดในการเสริมแร่ธาตุและรักษาแผลให้กุ้ง เนื่องจากมีแร่ธาตุสูงกว่าเกลือชนิดอื่นและราคาถูก
- กลยุทธ์ ”3 ชั่วโมง” หลังฆ่าเชื้อ: การเติมจุลินทรีย์ต้องทำภายใน 3 ชั่วโมงหลังการใช้ยาฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันเชื้อก่อโรคกลับมาขยายพันธุ์ใหม่จากมูลกุ้ง
- การใช้สมุนไพรทดแทนสารเคมี: ขมิ้นชันสามารถใช้ทดแทนยาปฏิชีวนะกลุ่มออกซีเททราไซคลินได้ผลดี และเป็นการตอบสนองต่อข้อกำหนดด้านความปลอดภัยทางอาหารระดับโลก
การจัดการคุณภาพน้ำและแร่ธาตุตามหลักชีววิทยา
ความเข้าใจเรื่องสมดุลภายในร่างกายกุ้งเป็นพื้นฐานสำคัญในการกำหนดสภาพแวดล้อมในบ่อเลี้ยง
ค่า pH ของเลือดกุ้งและผลกระทบต่ออัตราการรอด
- กุ้งขาว: มีค่า pH ในเลือดประมาณ 7.8 - 8.0 ดังนั้นน้ำในบ่อที่เหมาะสมก่อนปล่อยกุ้งควรมีค่าอยู่ที่ 8.0 - 8.2 เพื่อลดความเครียดและเพิ่มอัตราการรอด
- กุ้งก้ามกราม: มีค่า pH ในเลือดประมาณ 7.4 - 7.8 (เฉลี่ย 7.5 - 7.6) การรักษาน้ำให้มีค่า pH ใกล้เคียงจุดนี้จะช่วยให้กุ้งปรับตัวได้ดีที่สุด
แร่ธาตุที่สำคัญในเลือดกุ้ง
แร่ธาตุที่พบมากที่สุดในเลือดกุ้งทั้งสองชนิดคือ โซเดียม (Sodium) และ คลอไรด์ (Chloride) ตามด้วยแคลเซียม แมกนีเซียม โพแทสเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการเติมแร่ธาตุหรือเกลือลงในน้ำและอาหารจึงมีความจำเป็นต่อการลอกคราบและการสร้างเปลือก
ประสิทธิภาพของเกลือและการรักษาบาดแผล
เกลือเป็นทรัพยากรพื้นฐานในครัวเรือนที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้เกลือเพื่อเร่งการสมานแผล
- การผสมเกลือในอาหารกุ้งปริมาณ 25-50 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ช่วยให้แผลสีดำที่เปลือกกุ้งหายเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
- ผลการทดสอบพบว่ากุ้งที่กินอาหารผสมเกลือ 50 กรัม แผลจะสมานตัวและหายไปภายใน 4 วัน ซึ่งเร็วกว่ากุ้งที่ไม่ได้รับเกลือที่จะต้องรอจนกว่าจะมีการลอกคราบ
การเลือกประเภทเกลือที่คุ้มค่าที่สุด
จากการเปรียบเทียบเกลือ 3 ชนิด (เกลือทะเลสีขาว เกลือทะเลสีดำ เกลือสินเธาว์) พบว่า:
- เกลือทะเลสีดำ: มีคุณภาพดีที่สุดสำหรับการเพาะเลี้ยง เนื่องจากมีปริมาณโพแทสเซียม แมกนีเซียม และแคลเซียมสูงที่สุด ในขณะที่มีราคาถูกที่สุด
- เกลือสินเธาว์: มีแคลเซียมสูงแต่ขาดแร่ธาตุสำคัญอื่นๆ ที่จำเป็นต่อกุ้ง
มาตรฐานการใช้ยาและทางเลือกสมุนไพร
เพื่อให้สอดคล้องกับตลาดต่างประเทศ เช่น อินเดียที่มีกฎหมายห้ามการใช้ยาปฏิชีวนะอย่างเด็ดขาด เกษตรกรไทยจึงควรปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาโรค
ข้อกำหนดการใช้ยาปฏิชีวนะในประเทศไทย
กรมประมงอนุญาตให้ใช้ยาในกุ้งได้เพียงไม่กี่กลุ่ม เช่น:
- ออกซีเททราไซคลิน (Oxytetracycline)
- ซาราฟลอกซาซิน (Sarafloxacin)
- ซัลฟาและไตรเมโทพริม (Sulfa Trimethoprim)
- ข้อควรระวัง: ห้ามใช้ยาเอ็นโรฟลอกซาซิน (Enrofloxacin) ในกุ้งเด็ดขาด
สมุนไพรและสารสกัดทางเลือก
- ขมิ้นชัน: เป็นสมุนไพรที่นิยมใช้มากที่สุดทั่วโลก โดยขมิ้นผง 5 กรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาออกซีเททราไซคลินในการยับยั้งเชื้อโรค
- กระเทียม: ใช้ได้ดีในการกำจัดพยาธิในลำไส้และแก้ปัญหาขี้ขาวในกุ้งกุลาดำและกุ้งก้ามกราม
- นวัตกรรมอื่นๆ: การใช้โพลีฟีนอลจากพืช กรดอินทรีย์ สารสกัดจากไข่ไก่หรือเลือดอัลปาก้า (IgY) และการใช้ ”ฟาจ” (Phage) หรือไวรัสที่ทำลายแบคทีเรีย เพื่อลดการพึ่งพายาปฏิชีวนะ
กลยุทธ์การใช้ยาฆ่าเชื้อและจุลินทรีย์
การใช้ยาฆ่าเชื้อโดยขาดความเข้าใจเรื่องเวลา อาจเป็นการสิ้นเปลืองต้นทุนโดยไม่เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการ
การเลือกใช้ยาฆ่าเชื้อตามค่า pH
- BKC: ออกฤทธิ์ได้ดีที่สุดในสภาวะ pH สูง (ควรใช้ช่วงกลางวัน)
- ไอโอดีน (Iodine): ออกฤทธิ์ได้ดีในสภาวะ pH ต่ำ (ควรใช้ช่วงเช้ามืดหรือหัวค่ำที่มี pH ต่ำ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ช่วงดึก)
ช่วงเวลาวิกฤตในการเติมจุลินทรีย์
- ยาฆ่าเชื้อทำหน้าที่ทำลายแบคทีเรียในน้ำได้ทันที แต่ไม่สามารถฆ่าเชื้อในตัวกุ้งได้
- เมื่อกุ้งขับถ่ายออกมา เชื้อโรคจะกลับมาขยายพันธุ์ในน้ำอย่างรวดเร็วภายใน 3-6 ชั่วโมง
- คำแนะนำ: ต้องเติมจุลินทรีย์ลงในบ่อภายในไม่เกิน 3 ชั่วโมงหลังใส่ยาฆ่าเชื้อ เพื่อให้จุลินทรีย์ฝ่ายดีเข้ายึดพื้นที่ก่อนที่เชื้อก่อโรคจะกลับมา การรอ 2-3 วันจะทำให้การฆ่าเชื้อสูญเปล่า
ประเภทของจุลินทรีย์
- แบบต้องเพาะ (เช่น จุลินทรีย์กรมประมง): ต้องใช้ ”น้ำสะอาด” เท่านั้น ห้ามใช้น้ำจากบ่อเลี้ยงเพราะจะทำให้เชื้อก่อโรคขยายตัวแทน และต้องเพาะนาน 36-70 ชั่วโมงก่อนใช้
- แบบไม่ต้องเพาะ: สามารถละลายน้ำแล้วสาดได้ทันที แต่ต้องใช้ให้หมดภายใน 15-30 นาทีหลังละลายน้ำ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
การจัดการสภาวะอากาศแปรปรวนและการลดอุณหภูมิ
ในสภาวะที่อากาศร้อนจัด (สูงถึง 40 องศาเซลเซียส) อุณหภูมิผิวน้ำอาจสูงถึง 32-34 องศาเซลเซียส ซึ่งส่งผลกระทบต่อแพลงก์ตอนและการกินอาหารของกุ้ง
วิธีการลดอุณหภูมิน้ำ
- การเปิดเครื่องตีน้ำ: เป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพสูงสุด สามารถลดอุณหภูมิน้ำได้ 2-4 องศาเซลเซียส ช่วยให้อากาศร้อนระบายออกจากน้ำและลดความเครียดของกุ้ง
- การใช้สีน้ำเทียม: ช่วยลดอุณหภูมิได้ประมาณ 1-2 องศาเซลเซียส
- การจัดการอื่นๆ: การใช้สแลนพรางแสงหรือการเปลี่ยนถ่ายน้ำด้วยน้ำที่เย็นกว่า
แนวทางปฏิบัติและการคุ้มครองจากภาครัฐ
การปรับตัวของเกษตรกรไม่ได้มีเพียงด้านเทคนิคการเลี้ยง แต่รวมถึงด้านการบริหารจัดการความเสี่ยงด้วย
- การขึ้นทะเบียนเกษตรกร (ทบ. 1): เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์และการชดเชยกรณีเกิดอุทกภัยหรือภัยพิบัติต่างๆ จากกรมประมง
- การประยุกต์ใช้ภูมิปัญญา: เช่น การใช้ผักตบชวาในคอกกั้น (เลียนแบบเกษตรกรอินเดีย) เพื่อช่วยดูดซับแอมโมเนียและแก๊สไข่เน่าในบ่อกุ้งก้ามกราม เป็นการลดต้นทุนโดยใช้สิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติ
การสังเกต วิเคราะห์ และรู้จักประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ร่วมกับทรัพยากรในท้องถิ่น จะเป็นทางรอดที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงกุ้งได้อย่างมีกำไรและยั่งยืน
