ข่าวในกระแส
เจาะสมรภูมิกุ้งก้ามกรามไทยปี 69
เจาะสมรภูมิกุ้งก้ามกรามไทยปี 69: เมื่อ ‘ไซส์กลาง’ ทำกำไรพุ่งสวนกระแส และ ‘กำแพงมาตรฐาน’ ที่ยังก้าวข้ามไม่ได้
1. ปริศนาตลาดกุ้งไทย: ทำไมยอดส่งออกพุ่งแรง ในวันที่เศรษฐกิจดูเงียบเหงา?
ในขณะที่ทั่วโลกกำลังกังวลกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ ”กุ้งก้ามกรามไทย” กลับสร้างปรากฏการณ์ย้อนแย้งที่น่าทึ่ง ข้อมูลล่าสุดในเดือนพฤษภาคม 2569 เผยตัวเลขส่งออกที่โตจนน่าตกใจ โดยมีปริมาณพุ่งสูงขึ้นถึง 17.8% และมูลค่าทะยานไปถึง 25.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน อะไรคือแรงขับเคลื่อนเบื้องหลังตัวเลขเขียวขจีนี้? และทำไมภายใต้ความสำเร็จนี้ เกษตรกรบางกลุ่มกลับยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายเรื่องราคาที่นิ่งสนิท
2. จุดพีกของผลผลิต กับโอกาสที่ซ่อนอยู่ใน ‘กุ้งไซส์กลาง’
ภาพรวมการผลิตในปี 2569 ถือเป็นปีทองในเชิงปริมาณ โดยมีผลผลิตรวมถึง 45765 ตัน เพิ่มขึ้น 4.0% คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 9369.5 ล้านบาท แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ ‘โครงสร้างราคา’ ที่เปลี่ยนไป
หากคุณคิดว่าเลี้ยงกุ้งตัวใหญ่ที่สุดแล้วจะได้กำไรดีที่สุด คุณอาจต้องคิดใหม่ เพราะแม้กุ้งเพศผู้ขนาดใหญ่ (10-12 ตัว/กก.) จะทำราคาได้สูงสุดที่ 311 บาท/กก. แต่ในแง่ของอัตราการเติบโต ผู้ชนะตัวจริงคือ กุ้งเพศผู้ขนาด 17-19 ตัว/กก. ที่ราคาทะยานขึ้นแรงที่สุดถึง 8.6% เมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า นี่คือสัญญาณชัดเจนว่าตลาดระดับ Medium-Large กำลังเป็นที่ต้องการอย่างผิดปกติ (Outperform) และเป็นโอกาสทองของเกษตรกรที่ต้องการรอบการเลี้ยงที่สั้นลงแต่ได้ผลตอบแทนที่จูงใจ
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปที่ห่วงโซ่อุปทาน เราพบว่าราคาขายส่ง ณ ตลาดไท สำหรับกุ้งขนาดใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ 350 บาท/กก. เมื่อเทียบกับราคาหน้าฟาร์มที่ 311 บาท ทำให้เห็น ส่วนต่าง (Margin) ถึง 39 บาท/กก. ซึ่งสะท้อนถึงอำนาจต่อรองที่ยังคงอยู่ในมือของพ่อค้าคนกลางอย่างชัดเจน ในขณะที่กุ้งเพศเมียไซส์รอง (26-35 ตัว/กก.) กลับมีราคา คงที่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ากำลังซื้อในตลาดแมสเริ่มมีสัญญาณอ่อนแรง
3. ตัวเลขที่น่าตกใจ: 1.8% กับมาตรฐานที่ยังไปไม่ถึง
ท่ามกลางความหอมหวานของยอดส่งออก มีข้อเท็จจริงหนึ่งที่ขัดกับสัญชาตญาณความสำเร็จ คือเรื่อง ”มาตรฐานฟาร์ม (GAP)” จากจำนวนฟาร์มเลี้ยงกุ้งก้ามกรามทั่วประเทศที่มีถึง 13612 ฟาร์ม กลับมีเพียง 243 ฟาร์ม หรือคิดเป็น 1.8% เท่านั้น ที่ได้รับใบรับรองมาตรฐาน นี่คือ ”ระเบิดเวลา” ที่อาจกระทบต่อความยั่งยืนในตลาดโลก
เจาะลึกสัดส่วนมาตรฐาน GAP (ข้อมูล ณ พ.ค. 69):
* GAP กรมประมง: 152 ราย (มาตรฐานพื้นฐาน)
* GAP (มกษ. 7436-2563): 85 ราย (มาตรฐานยกระดับ)
* GAP (มกษ. 7438-2565): 6 ราย (มาตรฐานขั้นสูง)
สัดส่วนที่น้อยนิดนี้บอกเราว่า กุ้งไทยส่วนใหญ่ยังพึ่งพาตลาดที่ไม่ได้เข้มงวดเรื่องใบรับรองมากนัก แต่หากวันใดที่คู่ค้าอย่างจีนหรือเมียนมาปรับเกณฑ์มาตรฐานขึ้นมา ไทยจะตกที่นั่งลำบากทันที
4. ตลาดโลกที่แบ่งขั้ว: จีนเน้น Frozen เมียนมาเน้นกุ้งสด
โครงสร้างการส่งออกในปัจจุบันแสดงให้เห็นว่าตลาดเอเชียคือลมหายใจหลักของกุ้งไทย โดยมีสัดส่วนตลาดที่ชัดเจนดังนี้:
(1) จีน (44.5%): ครองแชมป์อันดับหนึ่ง เน้นนำเข้ากุ้งแบบ แช่เย็นจนแข็ง (Frozen) และกุ้งแบบไม่มีบรรจุภัณฑ์ (Unpackaged)
(2) เมียนมา (39.4%): ตลาดเพื่อนบ้านที่เติบโตแรงมาก โดยเน้นสินค้ากลุ่ม กุ้งสดแช่เย็น (Chilled) เป็นหลัก
(3) สหรัฐอเมริกา (9.3%): เน้นกุ้งแช่เย็นจนแข็ง
(4) มาเลเซีย (3.7%): ตลาดรองที่เน้นการบริโภคในภูมิภาค
(5) อื่นๆ (3.1%):
ความแตกต่างของสินค้าที่ส่งออกไปยัง ”จีน” และ ”เมียนมา” สะท้อนว่าเกษตรกรต้องมีความพร้อมในการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวที่ต่างกัน ตลาดเมียนมาต้องการความสดใหม่ในระยะใกล้ ขณะที่ตลาดจีนต้องการความสะดวกในการขนส่งทางไกลและการจัดเก็บ
5. สัญญาณเตือน ”หน้าฝน”: โรคเหงือกดำและแรงกดดันทางเศรษฐกิจ
เมื่อก้าวเข้าสู่เดือนมิถุนายน 2569 เกษตรกรต้องเผชิญกับช่วง ”สุญญากาศ” ของผลผลิต เนื่องจากเป็นรอบการพักบ่อและเริ่มปล่อยลูกพันธุ์รุ่นใหม่เพื่อรอเก็บเกี่ยวในเดือนสิงหาคม-กันยายน สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือ โรคเหงือกดำ (Black Gill Disease) ที่มักมาพร้อมกับหน้าฝน ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อคุณภาพจนเสียราคาได้
แม้ผลผลิตในตลาดจะลดลง แต่ราคาคาดว่าจะยังคง ”ทรงตัว” เนื่องจากไม่มีแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังชะลอตัว ทำให้แรงผลักดันด้านราคาฝั่งผู้บริโภคมีจำกัด เกษตรกรจึงต้องเน้นการบริหารจัดการต้นทุนมากกว่าการหวังพึ่งราคาที่พุ่งสูงขึ้น
6. บทสรุปและมุมมองทิ้งท้าย: ถึงเวลา Strategic Pivot
อุตสาหกรรมกุ้งก้ามกรามไทยกำลังมาถึงทางแยกสำคัญ ในวันที่ปริมาณการผลิตโตถึง 4% แต่มาตรฐานฟาร์มกลับขยับได้เพียง 1.8% นี่คือสัญญาณเตือนว่าเรากำลังขายของ ”เน้นปริมาณ” มากกว่า ”เน้นคุณค่า”
ยุทธศาสตร์ในอนาคตไม่ใช่เพียงการขยายพื้นที่เลี้ยง แต่คือการ Strategic Pivot หรือการปรับเปลี่ยนเชิงกลยุทธ์ จากการพึ่งพาตลาดเมียนมาและจีนในรูปแบบเดิม ไปสู่การยกระดับฟาร์มให้ได้มาตรฐาน GAP มากขึ้น เพื่อกระจายความเสี่ยงไปสู่ตลาดพรีเมียมที่ยั่งยืนกว่า
