ข่าวทั่วไทย
รัฐขยับกรอบ 350 ล้าน! เร่ง 7 มาตรการสกัด “ปลาหมอคางดำ” หลังโผล่เขื่อนลำปาว
รัฐขยับกรอบ 350 ล้าน! เร่ง 7 มาตรการสกัด “ปลาหมอคางดำ” หลังโผล่เขื่อนลำปาว
จาก 41 ตัวที่จับพบในเขื่อนลำปาว…คราวนี้รัฐบาลขยับระดับ 29 หน่วยงาน
สถานการณ์ “ปลาหมอคางดำ” ที่เขื่อนลำปาว จังหวัดกาฬสินธุ์ กำลังเปลี่ยนจากเรื่องการเฝ้าระวังในพื้นที่ ไปสู่การจัดการระดับประเทศ หลังวันที่ 16 กันยายน 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานประชุมศูนย์อำนวยการติดตามสถานการณ์และแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถึง 29 หน่วยงาน
เป้าหมายคือการบูรณาการตั้งแต่ระดับนโยบายจนถึงพื้นที่ และเดินหน้า 7 มาตรการเดิมของกรมประมง ให้เข้มข้นขึ้น พร้อมวางกรอบการทำงาน 180 วัน โดยต้องมีผลลัพธ์ที่สามารถตรวจสอบและวัดผลได้
350 ล้านบาท — ต้องดูให้ไกลกว่าตัวเลข
ประเด็นใหญ่จากการประชุมครั้งนี้คือวงเงินงบกลางที่เหลืออยู่ประมาณ 350 ล้านบาท
ข้อมูลจากไทยรัฐวันที่ 16 กันยายน ระบุว่าที่ประชุมเห็นชอบการขอใช้วงเงินดังกล่าวเพื่อขับเคลื่อนการทำงาน ขณะที่รายงานของประชาชาติธุรกิจวันที่ 17 กันยายนระบุว่า กระทรวงเกษตรฯ อยู่ระหว่างศึกษาและทบทวนการจัดทำร่างข้อเสนองบกลางคงเหลือประมาณ 350 ล้านบาท เพื่อขยายพื้นที่และเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมการแพร่ระบาด ดังนั้น ตัวเลข 350 ล้านบาทในขณะนี้ควรมองเป็น “กรอบงบประมาณที่กำลังผลักดันเข้าสู่การปฏิบัติ” มากกว่าจะตีความว่าเงินทั้งหมดถูกเบิกจ่ายลงพื้นที่แล้ว
สิ่งที่ต้องติดตามจากนี้จึงไม่ใช่เพียงคำว่า “350 ล้านบาท” แต่คือเงินจะถูกจัดสรรลงไปทำอะไร พื้นที่ใดได้รับก่อน และมีตัวชี้วัดผลลัพธ์อย่างไร
7 มาตรการ มีอะไรบ้าง?
มาตรการที่กำลังถูกนำกลับมาเร่งดำเนินการไม่ใช่แผนใหม่ทั้งหมด แต่เป็น 7 มาตรการภายใต้แผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำ พ.ศ. 2567–2570 ซึ่ง ครม.เคยเห็นชอบให้เป็นวาระแห่งชาติ ได้แก่
1. ควบคุมและกำจัด ปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำที่พบการแพร่ระบาด
2. ปล่อยปลาผู้ล่า ในแหล่งน้ำธรรมชาติเพื่อลดประชากรลูกปลาหมอคางดำ
3. นำปลาที่กำจัดได้ไปใช้ประโยชน์ และสร้างช่องทางรับซื้อ/แปรรูป
4. สำรวจและเฝ้าระวังพื้นที่เขตกันชน รวมถึงแหล่งน้ำที่ยังไม่พบการระบาด
5. สร้างความรู้ ความตระหนัก และการมีส่วนร่วมของประชาชน
6. พัฒนางานวิจัยและนวัตกรรม เพื่อรับมือสัตว์น้ำต่างถิ่นรุกราน
7. ฟื้นฟูระบบนิเวศ และความหลากหลายของสัตว์น้ำพื้นถิ่น
รอบนี้ยังมีแนวทางเพิ่มความเข้มข้นในเชิงพื้นที่ เช่น การพิจารณากั้นฝายเพื่อตัดวงจรตามลำน้ำเชื่อมต่อ การใช้กำลังจากหลายหน่วยงาน รวมถึงเครือข่ายท้องถิ่นเข้ามาช่วยปฏิบัติการ
ทำไม “เขื่อนลำปาว” จึงเป็นจุดที่ต้องจับตา?
ข้อมูลวันที่ 16 กันยายน ระบุว่า เจ้าหน้าที่จับปลาหมอคางดำเพิ่มอีก 26 ตัวในวันเดียว ทำให้ยอดสะสมตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคมถึง 16 กันยายนเพิ่มเป็น 41 ตัว โดยการตรวจพบอยู่บริเวณเหนือเขื่อนลำปาว และหน่วยงานในพื้นที่ยังเร่งสำรวจขอบเขตการกระจายต่อเนื่อง
จุดสำคัญจึงไม่ใช่เพียงจำนวน 41 ตัว แต่คือการตรวจให้ได้ว่า การกระจายตัวอยู่กว้างเพียงใด และสามารถจำกัดวงได้เร็วแค่ไหน
สำหรับภาคการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สิ่งที่ควรติดตามเป็นพิเศษคือมาตรการป้องกันแหล่งน้ำและพื้นที่เพาะเลี้ยง โดยเฉพาะพื้นที่เลี้ยง กุ้งก้ามกรามและสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่ใช้น้ำจากระบบแหล่งน้ำเชื่อมต่อ
“กุ้งไทย” ชวนจับตา 4 ตัวเลข มากกว่า 350 ล้าน
จากนี้ควรติดตามว่า ในกรอบ 180 วัน
จับและกำจัดได้กี่ตัน — จำกัดพื้นที่แพร่กระจายได้กี่แห่ง — ป้องกันแหล่งน้ำและพื้นที่เพาะเลี้ยงได้กี่จุด — และเงิน 350 ล้านบาทถูกใช้จริงไปกับอะไรบ้าง
เพราะการแก้ปัญหาชนิดพันธุ์ต่างถิ่นรุกรานไม่ได้วัดความสำเร็จจาก “งบประมาณที่ประกาศ” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากจำนวนประชากรที่ลดลง การหยุดการขยายพื้นที่ การป้องกันพื้นที่ใหม่ และผลกระทบต่อเกษตรกรที่ลดลง
— น้องกุ้งไทย
