สัมมนา

   เมื่อ : 25 ก.ย. 2569

เสวนา ปัญหาและผลกระทบ การนำเข้าปลากะพงของมาเลเซีย การส่งออกกุ้งทะเลของไทย จะคลี่คลายและสำเร็จ ได้อย่างไร


ภาวะการค้าระหว่างไทยและมาเลเซียในกลุ่มสัตว์น้ำกำลังเผชิญวิกฤตการณ์ครั้งสำคัญ อันเนื่องมาจากมาตรการตอบโต้ทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานกุ้งและปลากะพงอย่างรุนแรง ปัญหานี้เริ่มต้นจากการที่ประเทศไทยเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจจับและอายัดการนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซีย หลังพบการตกค้างของสารเคมีและยาปฏิชีวนะที่เป็นสารก่อมะเร็ง (เช่น ไนโตรฟูแรน คลอแรมเฟนิคอล และออกซีเตตราไซคลีน) ส่งผลให้ฝ่ายมาเลเซียตอบโต้ด้วยการประกาศระงับการนำเข้ากุ้งทุกชนิดจากประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2567 โดยอ้างเหตุผลด้านความปลอดภัยทางชีวภาพ


การระงับการนำเข้ากุ้งไทยของมาเลเซียสร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่ 5-6 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งเดิมมีปริมาณการส่งออกกุ้งผ่านด่านชายแดนและช่องทางธรรมชาติสูงถึงวันละ 50-60 ตัน (หรือประมาณ 1500-3000 ตันต่อเดือน) การปิดเส้นทางระบายสินค้าเปรียบเสมือนการปิดทางไหลของน้ำที่ส่งผลให้ผลผลิตกุ้งไหลย้อนกลับเข้าสู่ตลาดภายในประเทศ สร้างแรงกดดันต่อราคารับซื้อหน้าฟาร์ม และคาดว่าจะเกิดวิกฤตราคากุ้งตกต่ำขั้นรุนแรงในอีก 2 เดือนข้างหน้า เมื่อผลผลิตกุ้งรอบใหญ่ของไทยออกสู่ตลาด


อย่างไรก็ตาม กรมประมงและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้เร่งดำเนินมาตรการแก้ไข โดยได้จัดทำข้อมูลตอบข้อซักถาม 35 ข้อของมาเลเซียเสร็จสิ้นแล้ว ซึ่งฝ่ายมาเลเซียยืนยันในทางเทคนิคว่าระบบการผลิตกุ้งของไทยไม่มีข้อติดขัด ขณะที่ฝ่ายไทยพบจุดอ่อนเชิงเทคนิคในระบบปลากะพงของมาเลเซีย ทั้งเรื่องระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (MyGAP และ MyFoodTag) และความพร้อมของห้องปฏิบัติการ โดยมีไทม์ไลน์สำคัญคือการส่งรายงานประเมินขั้นสุดท้าย (Final Report) ผ่านระบบ Zoom พร้อมกันในวันที่ 15 กันยายน 2567 และการประชุมกำหนดท่าทีการเจรจาในวันที่ 16 กันยายน 2567 เพื่อหาจุดผ่อนปรนทางการค้าร่วมกัน


การวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ (Main Themes & Detailed Analysis)


1. จุดเริ่มต้นและสาเหตุของข้อขัดแย้งทางการค้า

ข้อขัดแย้งทางการค้าระหว่างไทยและมาเลเซียในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากมาตรการทางด้านสุขอนามัยและมาตรการตอบโต้ทางการค้า โดยมีลำดับเหตุการณ์และสาเหตุสำคัญดังนี้:

  1. มาตรการควบคุมปลากะพงนำเข้าของไทย: ไทยมีการนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียผ่านระบบเป็นทางการประมาณ 15000 ตันต่อปี กรมประมงได้สุ่มตรวจสุขอนามัย (COA) และพบสารเคมีตระกูลยาปฏิชีวนะตกค้าง เช่น ไนโตรฟูแรน (Nitrofurans) คลอแรมเฟนิคอล (Chloramphenicol) และออกซีเตตราไซคลีน (Oxytetracycline) ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งและผิดกฎหมาย อย. ไทยจึงยกระดับมาตรการจากการสุ่มตรวจ 10% เพิ่มเป็น 20-30% และใช้วิธีการ ”อายัดสินค้าไว้ก่อน” เพื่อรอผลตรวจ หากพบสารตกค้างจะทำการทำลายหรือส่งกลับ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ
  2. มาตรการตอบโต้จากมาเลเซีย: ฝ่ายมาเลเซียมองว่ามาตรการของไทยเป็นการกีดกันการค้า จึงตอบโต้ด้วยการแจ้งระงับการนำเข้ากุ้งจากไทยอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 และมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มิถุนายน 2567 โดยไม่มีการระบุเหตุผลทางเทคนิคที่ชัดเจนในหนังสือแจ้ง แต่กล่าวอ้างในเวทีหารือว่าเป็นการยกระดับความปลอดภัยทางชีวภาพที่จะใช้เต็มรูปแบบในปี 2570
  3. การจับกุ้งเป็นตัวประกัน: ฝ่ายมาเลเซียกำหนดเงื่อนไขประเมินระบบการผลิตกุ้งและปลากะพงของทั้งสองประเทศแบบผูกเป็น ”แพ็กเกจ” เดียวกัน โดยไทยต้องยินยอมให้มาเลเซียตรวจประเมินระบบผลิตกุ้งและปลากะพงควบคู่กันไป


2. ความสำคัญของตลาดมาเลเซียและสถิติการค้ากุ้งไทย

ตลาดมาเลเซียมีความสำคัญระดับยุทธศาสตร์ต่ออุตสาหกรรมกุ้งไทย โดยเฉพาะเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคใต้:

ตัวเลขทางราชการ (กรมประมง):

  1. ปี 2566: ไทยส่งออกกุ้งไปมาเลเซียรวมทุกชนิด 9000 ตัน มูลค่า 774 ล้านบาท
  2. ปี 2567: มูลค่าการส่งออกลดลงเหลือประมาณ 540 ล้านบาท (ข้อมูลมกราคม - เมษายน 2567 มีมูลค่าเพียง 157 ล้านบาท)
  3. ข้อน่าสังเกต: กุ้งกุลาดำมีการส่งออกเพิ่มขึ้น โดยปี 2566 ส่งออก 58 ตัน (มูลค่า 5 ล้านบาท) ส่วนปี 2567 เพิ่มเป็น 86 ตัน


ตัวเลขการค้าจริงในพื้นที่ (ภาคเอกชนและแพกุ้ง):

  1. ปริมาณการค้ารวมผ่านช่องทางด่านชายแดนและช่องทางธรรมชาติสูงกว่าสถิติทางการอย่างมาก โดยเฉลี่ยอยู่ที่วันละ 50-60 ตัน (คิดเป็นเดือนละ 1500 - 1700 ตัน หรือปีละ 17000 - 30000 ตัน)
  2. กุ้งที่ผลิตได้ในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง (สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช สงขลา ปัตตานี พัทลุง ตรัง กระบี่ สตูล) ถูกส่งออกไปมาเลเซียโดยตรงโดยไม่ได้ผ่านตลาดกลางมหาชัย คิดเป็นสัดส่วน 50-60% ของผลผลิตในพื้นที่
  3. แพกุ้งหลักในพื้นที่ เช่น แพมัดอิหอม สุราษฎร์ธานี และแพเครือข่ายอีก 7 แห่ง เคยระบายกุ้งส่งรถตู้ไปมาเลเซียเฉลี่ยรายละ 5-15 ตันต่อวัน
  4. บทบาทการเป็นทางระบายน้ำ (Flow Mechanism): การค้าชายแดนมาเลเซียทำหน้าที่เหมือนทางระบายน้ำของอุตสาหกรรมกุ้งไทย หากทางระบายนี้ถูกปิด น้ำ (ผลผลิตกุ้ง) วันละกว่า 100 ตันจะเอ่อล้นย้อนกลับเข้าสู่ตลาดมหาชัย ห้องเย็น และตลาดสดในประเทศ ส่งผลให้ราคากุ้งหน้าฟาร์มถูกกดต่ำลงทันที


3. สถานะการตรวจประเมินทางเทคนิค 35 ข้อ และจุดอ่อนของมาเลเซีย

จากการที่มาเลเซียตั้งคำถามและข้อกำหนด 35 ข้อเพื่อตรวจประเมินระบบสัตว์น้ำของไทย กรมประมงได้ดำเนินการและพบข้อเท็จจริงทางเทคนิคดังนี้:

สถานะฝ่ายไทย: กรมประมงได้ส่งเอกสารตอบครบถ้วนทั้ง 35 ข้อ และในการประชุมร่วมเมื่อวันที่ 7 กันยายน 2567 ฝ่ายมาเลเซียยืนยันว่า ระบบการผลิตกุ้งของไทยไม่มีข้อติดขัด และไม่มีข้อแนะนำให้ปรับปรุงแก้ไข

จุดอ่อนในระบบปลากะพงของมาเลเซีย:

  1. ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability): มาเลเซียขาดความชัดเจนในการแยกฟาร์มที่ได้มาตรฐาน MyGAP (Malaysia GAP) ออกจากฟาร์มทั่วไป ระบบ MyFoodTag ของกระทรวงสาธารณสุขมาเลเซียยังไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงฟาร์มต้นทางได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  2. ห้องปฏิบัติการ (Lab Capabilities): จากห้องปฏิบัติการ 8 แห่งของมาเลเซีย มีเพียง 1 แห่งเท่านั้นที่สามารถวิเคราะห์รายการยาสารตกค้างได้ครบตามที่ไทยกำหนด ส่วนอีก 7 แห่งตรวจได้เพียงบางพารามิเตอร์ ซึ่งจะทำให้เกิดคอขวดในการออกใบรับรอง COA
  3. การเฝ้าระวังโรคกุ้ง: มาเลเซียขาดการเฝ้าระวังโรคบางชนิดในแผน เช่น NHPB โดยอ้างว่าตรวจไม่พบตั้งแต่ปี 2015 แต่ไทยมองว่ายังต้องบรรจุไว้ในแผนเฝ้าระวัง

ไทม์ไลน์การดำเนินงานสำคัญ:

  1. 15 กันยายน 2567: ไทยและมาเลเซียกำหนดแลกเปลี่ยนรายงานประเมินขั้นสุดท้าย (Final Report) พร้อมกันผ่านระบบ Zoom เพื่อป้องกันการคัดลอกข้อมูล
  2. 16 กันยายน 2567: ทีมเจรจากรมประมง นำโดยอดีตอธิบดีกรมประมง (นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์) จะประชุมร่วมกับทีมกระทรวงเกษตรฯ เพื่อสรุปแนวทางยืดหยุ่นและข้อเสนอใหม่ในการนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซีย


4. ผลกระทบต่อเกษตรกรและแนวโน้มวิกฤตในอีก 2 เดือนข้างหน้า

แม้ว่าราคากุ้งในปัจจุบัน (เช่น ขนาด 40 ตัว/กิโลกรัม ราคาประมาณ 200 กว่าบาท) จะอยู่ในเกณฑ์ดีเนื่องจากมีออเดอร์จากจีน อเมริกา และการส่งเสริมการบริโภคในประเทศ แต่ภาคอุตสาหกรรมยังคงมีความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ในอนาคต:

  1. ความเสี่ยงผลผลิตล้นตลาด (Oversupply): จากข้อมูลการจำหน่ายลูกกุ้งและยอดสั่งซื้ออาหารกุ้ง พบว่าเกษตรกรลงกุ้งเต็มพื้นที่เนื่องจากแรงจูงใจด้านราคา ส่งผลให้ผลผลิตกุ้งชุดใหญ่จะเก็บเกี่ยวและทะลักเข้าสู่ตลาดในอีก 2 เดือนข้างหน้า (ประมาณเดือนตุลาคม - พฤศจิกายน)
  2. การสูญเสียโอกาสทางการค้า: การที่ไทยส่งกุ้งไปมาเลเซียไม่ได้ ทำให้กุ้งจากประเทศคู่แข่งฉวยโอกาสเข้าไปทำตลาดแทนที่ และไทยยังเสี่ยงสูญเสียตลาดการค้าชายแดนที่สะดวก (ที่ไม่ต้องแช่แข็ง ไม่ต้องผ่านกระบวนการแปรรูปซับซ้อน)
  3. ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน: หากไม่สามารถเปิดตลาดมาเลเซียได้ทันเวลา และห้องเย็นไม่สามารถรับซื้อกุ้งส่วนเกินวันละ 100 ตันได้ จะเกิดปัญหากราฟราคากุ้งดิ่งลงอย่างรุนแรง กระทบต่อสายป่านทางการเงินของเกษตรกรรายย่อย


5. ข้อเสนอเชิงนโยบายและทางออกเพื่อความยั่งยืน

ผู้แทนจากสมาคม เกษตรกร และผู้ประกอบการ ได้เสนอแนะแนวทางการแก้ไขปัญหาต่อภาครัฐและ Shrimp Board ดังนี้:

มาตรการเจรจาทางการค้าแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย:

  1. เสนอให้ไทยยอมผ่อนปรนการนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียอย่างมีเงื่อนไข โดยเริ่มต้นอนุญาตเฉพาะฟาร์มที่ผ่านการประเมิน Green Lane (เช่น ฟาร์ม Weng Soon Thai จำนวน 3 ฟาร์ม) โดยมีใบรับรอง COA แนบ และใช้วิธีสุ่มตรวจหน้าด่านโดยไม่อายัดสินค้า เพื่อแลกกับการที่มาเลเซียยอมเปิดนำเข้ากุ้งไทย
  2. จำกัดปริมาณการนำเข้าปลากะพงจากมาเลเซียให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม (เช่น ไม่เกิน 1500 ตันต่อปี) เพื่อไม่ให้กระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากะพงภายในประเทศ


การบริหารจัดการผลผลิตส่วนเกิน (แก้มลิงกุ้ง):

  1. ส่งเสริมให้เกษตรกรที่มีศักยภาพทางการเงิน ร่วมมือกับห้องเย็นในการนำกุ้งส่วนเกิน 10-20% ของผลผลิต เข้าฝากแช่แข็ง (Stock) ในช่วงที่กุ้งล้นตลาด เพื่อนำออกมาขายในช่วงที่สินค้าขาดแคลน
  2. เสนอให้มีการทำสัญญาข้อตกลงราคารับซื้อขั้นต่ำ (Contract Farming/Price Wall) ระหว่างกลุ่มเกษตรกรและห้องเย็นในช่วงวิกฤต


การขยายตลาดบริโภคภายในประเทศ:

  1. ผลักดันการทำ MOU ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อบรรจุเมนูกุ้งในโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน (ครอบคลุมเด็กประมาณ 5 ล้านคน)
  2. จัดทำความร่วมมือกับโรงพยาบาลและหน่วยงานภาครัฐในการใช้วัตถุดิบกุ้งเพื่อการปรุงอาหาร


การยกระดับมาตรฐานสินค้าไทย:

  1. ยกระดับปลากะพงไทย (เช่น ปลากะพงทะเลสาบสงขลา) ให้เป็นสินค้าเกรดพรีเมียม เพื่อแยกตลาดออกจากปลากะพงนำเข้าน้ำจืด/น้ำเค็มจากมาเลเซียที่มีต้นทุนต่ำกว่า
  2. จัดตั้งคณะทำงานติดตามสถานการณ์ไทย-มาเลเซียเป็นการเฉพาะกิจ ภายใต้บอร์ดกุ้ง (Shrimp Board) เพื่อประเมินข้อมูลการผลิตและราคาอย่างใกล้ชิด


ส่วนหนึ่งการเสวนาในงานวันกุ้งไทยแดนใต้ 69