สัมมนา

   เมื่อ : 19 ม.ค. 2569

กลยุทธ์การฝ่าวิกฤตกุ้งไทยปี 2569

โดย รศ.ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ | งานวันกุ้งท่าทอง ครั้งที่ 4


ภาพรวมสถานการณ์

การเลี้ยงกุ้งในปี 2569 ต้องเผชิญความท้าทายที่สำคัญในช่วงอายุ 30-40 วัน ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตที่กุ้งมักเกิดการตายสะสมไม่ว่าจะเป็นสายพันธุ์ใด หัวใจสำคัญของการก้าวข้ามวิกฤตนี้อยู่ที่การจัดการพื้นบ่อเพื่อป้องกันเชื้อ ESP และการรักษาสมดุลของแพลงก์ตอนพืช

ปัจจัยสำคัญที่ต้องเฝ้าระวัง

สภาพอากาศ: ปี 2569 คาดว่าจะเป็นปีที่แล้งและร้อน (El Niño) โดยจะเห็นผลชัดเจนตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป

สถานการณ์ตลาด: กุ้งกุลาดำมียอดผลิตเพิ่มสูงจนทำให้ราคาตกต่ำ ผู้เลี้ยงต้องมีความชัดเจนเรื่องตลาดรองรับก่อนตัดสินใจลงกุ้ง


การบริหารจัดการสายพันธุ์

กุ้งกุลาดำ (กุ้งดำ)

ข้อควรพิจารณา:

  1. ต้องมีเป้าหมายชัดเจน: จะขายใคร ขนาดเท่าไหร่ ขายเมื่อไหร่ และราคาเท่าไหร่
  2. ผลผลิตเพิ่มสูงมาก (โดยเฉพาะที่นครศรีธรรมราช) ส่งผลให้ราคาตกต่ำ
  3. เลี้ยงง่ายและโตได้ดี แต่ต้องระวังการตลาดรองรับ

คำเตือนสำคัญ: ผู้ปรับปรุงพันธุ์ไม่ควรทำให้กุ้งดำโตเร็วกว่าปัจจุบัน เพราะอาจประสบปัญหาโรคระบาดซ้ำรอยกุ้งขาว

กุ้งขาว

สายพันธุ์โตเร็ว (Turbo):

  1. มีความเสี่ยงสูงในช่วง 30-40 วันแรก
  2. แนะนำให้คุมอาหารในช่วงแรก ไม่ควรให้กินเต็มที่เกินไป

สายพันธุ์ทนทาน:

  1. เหมาะกับสภาพอากาศแปรปรวน เช่น ฝนตกหนักหรืออากาศหนาว
  2. โตช้าในช่วงอากาศปิด แต่จะพุ่งพรวดเมื่อสภาพอากาศดีขึ้น

เป้าหมายการผลิตที่แนะนำ

กลยุทธ์ ”70 วัน 70 ตัว” สำหรับกุ้งขาว โดยห้องเย็นมีความต้องการไซส์ 70 ตัว/กิโลกรัมสูง แนะนำให้ปล่อยลูกกุ้งให้แน่นขึ้นและใช้วิธีทยอยจับ (Partial Harvest)


เทคนิคการเตรียมบ่อและป้องกันโรค

การป้องกันเชื้อ ESP

ค่า pH ที่เหมาะสม:

  1. ผลวิจัยพบว่า pH 9.5 สามารถกระตุ้นให้สปอร์ของ ESP ยิงสายงวงออกมาและหมดฤทธิ์ก่อนเข้าสู่ตัวกุ้ง

เทคนิคการลงปูนที่ถูกต้อง:

  1. ไม่ควรหว่านปูนผงแห้งเพียงอย่างเดียว เพราะจะส่งผลแค่ผิวหน้าดินและอาจเกิดแผ่นปูนเน่าข้างใต้
  2. แนะนำให้ใช้ปูนร้อนหรือปูนขาวละลายน้ำ ฉีดพ่นให้ทั่วพื้นบ่อและสโลปเพื่อให้ซึมลงสู่ใต้ดิน
  3. วิธีนี้จะช่วยกำจัดเชื้อในทุกระดับชั้นดิน

การป้องกันไบโอฟิล์ม

คราบลื่นบนพื้นบ่อ คือแหล่งสะสมเชื้อโรค

วิธีตรวจสอบ:

  1. ต้องลงไปเดินสำรวจด้วยเท้าเปล่าว่าพื้นลื่นหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 20 วันขึ้นไป

วิธีแก้ไข:

  1. ต้องมั่นใจว่างระแสน้ำจากเครื่องตีน้ำแรงพอที่จะพัดพาตะกอนเข้ากลางบ่อและทำให้พื้นสะอาดจริง


การจัดการระบบนิเวศและแพลงก์ตอน

การรักษาสีน้ำให้เสถียรเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันเชื้อวิบริโอ (Vibrio) บูม

การควบคุมค่า pH

หลักการสำคัญ: ควรควบคุมความแตกต่างของ pH เช้าและบ่ายไม่ให้เกิน 0.15

สัญญาณเตือน: หากค่า pH ต่างกันถึง 0.3 แสดงว่าแพลงก์ตอนบูมหนาแน่นเกินไปและเสี่ยงต่อการล้ม ซึ่งจะนำไปสู่การป่วยของกุ้งในเวลาต่อมา


การติดตั้งอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ

การวางเครื่องตีน้ำ

  1. ใบพัดตัวสุดท้ายต้องอยู่ตรงตีนสโลปพอดี เพื่อให้กระแสน้ำพัดพาตะกอนและล้างพื้นบ่อได้มีประสิทธิภาพสูงสุด
  2. ฟองอากาศต้องวิ่งวนรอบบ่อและไม่เหนียวหนืด

เครื่องให้อากาศ

  1. ควรติดตั้งในด้านน้ำตื้นเพื่อให้กระจายอาหารได้ทั่วถึงและลดการหมักหมมในที่ลึก

การระบายฟอง

  1. ใช้ท่อระบายที่วางสูงกว่าระดับน้ำเล็กน้อย เพื่อให้แรงกระฉอกของน้ำพาฟองและสิ่งสกปรกออกไปโดยไม่สูญเสียน้ำในบ่อมากเกินไป


การสังเกตสุขภาพกุ้ง

ตับ (Hepatopancreas)

  1. ต้องเป็นรูปทรงคล้ายคนเล่นกล้าม (ทรงสามเหลี่ยมปีกใหญ่)
  2. ไม่ควรเป็นทรงกระบอก

ลำไส้

  1. ต้องมีอาหารเต็ม เส้นบางแต่ตรง
  2. ไม่บวมหนาเตอะ (ซึ่งแสดงถึงอาการอาหารอืด)


สรุป: จุดสำคัญสู่ความสำเร็จ

การฝ่าวิกฤตกุ้งในปี 2569 ต้องอาศัยการเตรียมการที่รอบคอบในทุกมิติ ตั้งแต่การเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับตลาด การเตรียมบ่อที่ถูกวิธี การควบคุมระบบนิเวศให้สมดุล ไปจนถึงการติดตั้งอุปกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ

สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจว่าช่วงอายุ 30-40 วันเป็นช่วงวิกฤตที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ และการป้องกันมีความสำคัญมากกว่าการแก้ไข


ที่มาของข้อมูล: รศ.ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ งานวันกุ้งท่าทอง ครั้งที่ 4