สัมมนา

   เมื่อ : 11 ม.ค. 2569

โครงสร้างและหน้าที่ของระบบทางเดินอาหารและตับในกุ้ง

จากการนำเสนอโดย รศ.ดร. รพีพรรณ วานิชยวิริยกิจ จากหน่วยวิจัยเพื่อรักษาความเป็นเลิศเทคโนโลยีชีวภาพกุ้ง (Centex Shrimp) และภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมุ่งเน้นที่การวิเคราะห์โครงสร้างเชิงลึกและกลไกการทำงานของระบบทางเดินอาหารกุ้ง ซึ่งเป็นปัจจัยวิกฤตต่อการเจริญเติบโตและสุขภาพโดยรวมของกุ้งในอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยง


ระบบทางเดินอาหารของกุ้ง เป็นระบบที่มีความซับซ้อนและทำหน้าที่สำคัญหลายประการ ทั้งการย่อยอาหาร การดูดซึมสารอาหาร การกักเก็บพลังงานสำรอง และการสร้างภูมิคุ้มกัน อวัยวะที่สำคัญที่สุดคือ ตับและตับอ่อน (Hepatopancreas) ซึ่งทำหน้าที่ควบคู่กันในการผลิตน้ำย่อยและสะสมพลังงานในรูปไขมันและไกลโคเจน ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ตะแกรงกรอง (Gastric Sieve) ที่มีขนาดรูเพียง 0.2 - 0.7 ไมโครเมตร เป็นหัวใจสำคัญในการทำความเข้าใจว่าทำไมเชื้อโรคบางชนิดถึงเข้าสู่ตับได้ ขณะที่บางชนิดทำลายได้เพียงภายนอกผ่านสารพิษ การเปลี่ยนแปลงของเซลล์ตับและการลดลงของไขมันสะสมเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญของสุขภาพกุ้งและการเข้าทำลายของโรคอุบัติใหม่ เช่น EHP AHPND (EMS) และ TPD


1. ความสำคัญและปัจจัยที่มีผลต่อระบบทางเดินอาหาร

สุขภาพของระบบทางเดินอาหารส่งผลโดยตรงต่อประสิทธิภาพการผลิต (FCR) และการเจริญเติบโตของกุ้ง โดยมีปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบดังนี้:

  1. ปัจจัยภายใน: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงการสืบพันธุ์ และวงจรการลอกคราบ ซึ่งส่งผลให้กุ้งหยุดกินอาหารชั่วคราวและมีความอ่อนแอทางสรีรวิทยา
  2. ปัจจัยภายนอก: การจัดการสภาพแวดล้อมในบ่อเลี้ยง และการเปลี่ยนแปลงสูตรอาหาร เช่น การลดปลาป่น การเพิ่มกากถั่วเหลือง หรือการใช้โปรตีนทางเลือกและสารเสริมอาหาร
  3. เชื้อก่อโรค: เชื้อไวรัส แบคทีเรีย และพาราไซต์ มุ่งเป้าไปที่การทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหารและตับ ทำให้ประสิทธิภาพการดูดซึมอาหารลดลง


2. โครงสร้างและกระบวนการย่อยอาหาร

ระบบทางเดินอาหารของกุ้งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก ได้แก่ ส่วนต้น ส่วนกลาง และส่วนปลาย โดยมีกระบวนการทำงานดังนี้:

การย่อยเชิงกลและเคมีในส่วนต้น (Foregut)

  1. ปากและหลอดอาหาร: ทำหน้าที่รับและส่งอาหารในระยะสั้น
  2. กระเพาะอาหารส่วนหน้า (Cardiac Stomach): ทำหน้าที่ย่อยเชิงกลผ่านโครงสร้างที่เรียกว่า Gastric Mill หรือ ”ฟันในกระเพาะ” ซึ่งมีสารเคลือบแข็งคล้ายฟันมนุษย์สำหรับบดเคี้ยวอาหาร
  3. กระเพาะอาหารส่วนหลัง (Pyloric Stomach): เป็นที่ตั้งของ Gastric Sieve (ตะแกรงกรอง) ซึ่งเป็นขนซี่เล็กๆ สานกันอย่างละเอียด ทำหน้าที่คัดแยกอนุภาคอาหาร

การคัดกรองขนาดอนุภาค

  1. อนุภาคขนาดเล็ก (0.2 - 0.7 ไมโครเมตร) จะสามารถผ่านตะแกรงกรองเข้าสู่ตับ (Hepatopancreas) ได้โดยตรงเพื่อให้เกิดการย่อยและดูดซึมที่รวดเร็ว
  2. อนุภาคขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถผ่านตะแกรงกรองได้ จะถูกส่งต่อไปยังลำไส้ส่วนกลางเพื่อขับถ่ายออกไป


3. ตับและตับอ่อน (Hepatopancreas): ศูนย์กลางการจัดการสารอาหาร

ตับกุ้งเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในส่วนหัว ประกอบด้วยท่อตับ (Tubules) จำนวนมากที่มีลักษณะคล้ายนิ้วมือ เรียงตัวกันเป็นพู ภายในท่อตับประกอบด้วยเซลล์หลัก 4 ชนิดที่ทำงานประสานกัน:

  1. E-cells (Embryonic cells): อยู่บริเวณปลายท่อตับ ทำหน้าที่เป็นสเต็มเซลล์ในการแบ่งตัวเพื่อทดแทนเซลล์ที่เสียหาย
  2. F-cells (Fibrillar cells): ทำหน้าที่หลักในการสังเคราะห์และหลั่งเอนไซม์ย่อยอาหาร โดยเฉพาะโปรตีนและไขมัน
  3. B-cells (Blister cells): มีถุงบรรจุขนาดใหญ่ (Vacuole) ทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารและย่อยอาหารภายในเซลล์
  4. R-cells (Resorptive cells): ทำหน้าที่สะสมพลังงานสำรองในรูปของหยดไขมัน (Lipid droplets) และไกลโคเจน เป็นดัชนีชี้วัดความสมบูรณ์ของกุ้ง


4. ลำไส้และถุงปลายตัน (Cecum)

  1. ลำไส้ส่วนกลาง (Midgut): เป็นท่อยาวตรงอยู่ด้านบนของตัวกุ้ง ทำหน้าที่ส่งผ่านและดูดซึมสารอาหารเพิ่มเติม
  2. ถุงปลายตัน (Cecum): กุ้งมีถุงปลายตันทั้งส่วนหน้า (Anterior) และส่วนหลัง (Posterior)
  3. จากการวิจัยพบว่า ถุงปลายตันส่วนหน้า (AMC) มีบทบาทสำคัญในการสร้างเอนไซม์ Amylase เพื่อย่อยแป้งในปริมาณสูง
  4. ลำไส้ส่วนปลาย (Hindgut): มีต่อมสร้างเมือกขนาดใหญ่เพื่อหล่อลื่นกากอาหาร (ขี้กุ้ง) ให้ขับถ่ายออกได้สะดวก


5. กลไกการติดเชื้อและผลกระทบจากโรคสำคัญ

การศึกษาเชิงลึกพบว่าเชื้อโรคแต่ละชนิดมีกลยุทธ์ในการเข้าทำลายระบบทางเดินอาหารที่แตกต่างกัน:

AHPND (Early Mortality Syndrome - EMS)

  1. เชื้อแบคทีเรียกลุ่มวิบริโอจะเกาะกลุ่มอยู่ที่ตะแกรงกรองในกระเพาะอาหาร ไม่เข้าสู่ตับโดยตรง
  2. แบคทีเรียปล่อยสารพิษ (Toxins) เข้าไปทำลายเซลล์ท่อตับ ทำให้เซลล์ตับอักเสบ หลุดลอก และสูญเสียการสะสมไขมัน

EHP (Enterocytozoon hepatopenaei)

  1. สปอร์ของ EHP มีขนาดประมาณ 1 ไมโครเมตร ซึ่งใหญ่กว่ารูของตะแกรงกรอง
  2. ข้อค้นพบสำคัญ: มีช่องทางพิเศษบริเวณรอยต่อระหว่างลำไส้ส่วนต้นและตับที่ไม่มีตะแกรงกรองกั้น ซึ่งอาจเป็นช่องทางหลักที่สปอร์ EHP ใช้เข้าสู่ตับ
  3. ส่งผลให้การย่อยแป้งและโปรตีนลดลง แต่การย่อยไขมันเพิ่มขึ้น และทำให้ไขมันสะสมในตับหายไปอย่างรวดเร็วภายใน 7 วัน

TPD (Translucent Post-Larva Disease)

  1. ทำให้เกิดภาวะตับฝ่อ เซลล์ตับหลุดลอก และพบแบคทีเรียภายในตับ
  2. พบการตายของเซลล์กล้ามเนื้อรอบลำไส้ ส่งผลต่อระบบการบีบตัวเพื่อไล่อาหารและการย่อยอาหาร


6. นวัตกรรมการวิเคราะห์และเทคโนโลยีการวิจัย

การทำความเข้าใจระบบภายในที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าต้องอาศัยเทคนิคทางวิทยาศาสตร์ขั้นสูง:

  1. Histology (จุลพยาธิวิทยา): การตัดเนื้อเยื่อบาง 4-5 ไมครอน ย้อมสี H&E เพื่อดูลักษณะความผิดปกติของเซลล์ตับและลำไส้
  2. Electron Microscopy: ทั้งแบบส่องผ่าน (TEM) และส่องกราด (SEM) เพื่อดูโครงสร้าง 3 มิติของตะแกรงกรองและตำแหน่งของเชื้อโรค
  3. Synchrotron X-ray CT scan: การใช้แสงซินโครตรอนสร้างภาพจำลอง 3 มิติ เพื่อศึกษาจุดรอยต่อที่ซับซ้อนระหว่างอวัยวะ ซึ่งนำไปสู่การค้นพบช่องทางการติดเชื้อใหม่ๆ
  4. Fluorescent Bead Testing: การใช้เม็ดบีดเรืองแสงขนาดต่างๆ เพื่อพิสูจน์ขีดจำกัดของตะแกรงกรองในการคัดกรองอนุภาค



ความรู้พื้นฐานด้านกายวิภาคและสรีรวิทยาของระบบทางเดินอาหารกุ้ง ไม่เพียงแต่ช่วยในการวินิจฉัยโรคได้อย่างแม่นยำ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการประเมินประสิทธิภาพของ ”อาหาร” และ ”สารเสริมอาหาร” หากกุ้งมีโครงสร้างตะแกรงกรองที่แข็งแรงและเซลล์ตับที่ทำงานปกติ (โดยเฉพาะ R-cells ที่สะสมไขมันได้ดี) จะส่งผลให้กุ้งมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีและมีภูมิคุ้มกันต่อโรคในสภาวะการเพาะเลี้ยงที่กดดันได้ การตรวจพบความผิดปกติของเซลล์ตับตั้งแต่ระยะแรกเริ่มจึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันความเสียหายมหาศาลในอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งน้ำจืดและน้ำเค็มในปัจจุบัน


ที่มา:งานสัตว์น้ำไทย2025