สัมมนา

   เมื่อ : 26 ก.พ. 2569

การตลาดกุ้งไทยภายในประเทศและการสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภค

จากการเสวนาเรื่องการตลาดกุ้งภายในประเทศ โดยเน้นการวิเคราะห์โอกาส อุปสรรค และกลยุทธ์การปรับตัวของผู้ประกอบการแพกุ้งและผู้ส่งออก เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างอุตสาหกรรมกุ้งไทยที่หันมาพึ่งพาตลาดในประเทศมากขึ้น


อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจากการพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักมาสู่การให้ความสำคัญกับตลาดภายในประเทศ ซึ่งถูกเปรียบเป็น ”อัศวินขี่ม้าขาว” ของอุตสาหกรรม ในขณะที่การส่งออกเผชิญกับการแข่งขันด้านราคาอย่างรุนแรงจากอินเดียและเอกวาดอร์ ตลาดในประเทศกลับเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากระดับ 60000-70000 ตัน เป็นกว่า 150000 ตันต่อปี โดยมีปัจจัยหนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าประเทศสูงถึง 130000 คนต่อวัน กลยุทธ์สำคัญที่ผู้ประกอบการนำมาใช้คือการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านสินค้ากลุ่มกุ้งขนาดพิเศษ อีกทางที่มองไว้คือการนำนวัตกรรม ”กุ้งนิ่ม” มาสร้างความต่าง และการจัดการห่วงโซ่อุปทานที่เน้นความสดสะอาดและปลอดสารตกค้าง อย่างไรก็ตาม ปัญหาด้านโลจิสติกส์และความสม่ำเสมอของผลผลิตยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขเพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคาในระยะยาว


การวิเคราะห์สถานการณ์และศักยภาพของตลาดในประเทศ

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริโภค

ในอดีตประเทศไทยเคยผลิตกุ้งได้สูงถึง 640000 ตัน แต่มีการบริโภคภายในประเทศเพียงเล็กน้อย (ประมาณ 7 กรัมต่อคนต่อวัน) ทว่าปัจจุบันตัวเลขการบริโภคพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยพื้นที่ภาคตะวันออกเพียงแห่งเดียวมีการบริโภคสูงถึง 140000-150000 ตัน ตลาดภายในประเทศจึงกลายเป็นกลไกหลักในการรองรับผลผลิตและพยุงราคากุ้งในช่วงที่ตลาดโลกมีความผันผวน

พลังหนุนจากภาคการท่องเที่ยว

ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นดัชนีชี้วัดสำคัญต่อความต้องการบริโภคกุ้ง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เข้ามาเฉลี่ย 30000 คนต่อวัน และนักท่องเที่ยวรวมทุกสัญชาติกว่า 130000 คนต่อวัน ตลาดในเมืองท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต พังงา และกระบี่ มีความต้องการกุ้งสูงถึงวันละ 6-8 ตันต่อผู้ประกอบการรายเดียว สะท้อนถึงช่องว่างทางการตลาดที่ยังเติบโตได้อีกมาก


กลยุทธ์และแนวทางการดำเนินงานของผู้ประกอบการ

การสร้างมูลค่าเพิ่มและตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market)

  1. กุ้งไซส์พิเศษ: การเน้นขายกุ้งขนาดใหญ่พิเศษ เช่น 12-13 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นขนาดที่โรงงานแปรรูป (ห้องเย็น) ไม่ต้องการ แต่เป็นที่ต้องการสูงในตลาดระดับบนและร้านอาหาร
  2. กุ้งนิ่ม : การพัฒนาผลิตภัณฑ์กุ้งนิ่มเพื่อบริโภคในรูปแบบใหม่ เช่น ชาบูกุ้งนิ่ม โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความแตกต่างและขยายฐานลูกค้าผ่านระบบแฟรนไชส์
  3. การบริหารสต็อกด้วยการแช่แข็ง : ผู้ประกอบการเริ่มมีการเก็บสต็อกกุ้งฟีด (Freeze) ในช่วงที่ผลผลิตล้นตลาดเพื่อนำออกมาขายในช่วงที่กุ้งขาดแคลน (เช่น ช่วงเดือนพฤศจิกายน - มกราคม) เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านราคา

การจัดการห่วงโซ่อุปทานและความสด

  1. ความรวดเร็วในการส่งมอบ: ในตลาดท่องเที่ยวภาคใต้ มีการจัดการขนส่งกุ้งจากฟาร์มในจังหวัดสุราษฎร์ธานีไปยังร้านอาหารในภูเก็ตภายในเวลาไม่เกิน 4-5 ชั่วโมง เพื่อรักษาคุณภาพความสดระดับสูงสุด
  2. การปรับตัวของแพกุ้ง: เปลี่ยนจากการส่งห้องเย็นเพียงอย่างเดียว (ขาเดียว) มาเป็นการทำตลาดในประเทศควบคู่กัน (สองขา) เพื่อลดความเสี่ยงจากการถูกกดราคาส่งออก
  3. มาตรฐานความปลอดภัย: เน้นย้ำจุดขาย ”กุ้งไทยปลอดสารตกค้าง” (Antibiotic Free) ซึ่งเป็นมาตรฐานที่ผู้บริโภคในปัจจุบันให้ความสำคัญอย่างมาก


อุปสรรคและข้อจำกัดในการดำเนินธุรกิจ

ปัญหาด้านโลจิสติกส์และกฎระเบียบ

  1. ข้อกำหนดทางกฎหมายที่ให้รถขนส่งขนาดใหญ่ต้องหยุดพักทุก 4 ชั่วโมง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสดของกุ้งและรอบการขายในตลาดค้าส่งสำคัญอย่างตลาดทะเลไทยที่ต้องไปให้ทันก่อนตลาดเปิด
  2. การติดตั้งระบบ GPS ที่เข้มงวดทำให้การบริหารเวลาขนส่งทำได้ยากขึ้น หากล่าช้าเพียง 1-2 ชั่วโมง อาจส่งผลให้สูญเสียรายได้จากการขายในวันนั้นไปทันที

ความผันผวนและความไม่ต่อเนื่องของผลผลิต

  1. ความยากลำบากในการหาขนาดกุ้งที่ตลาดต้องการให้ได้สม่ำเสมอทุกวัน (เช่น ไซส์ 30 ตัวต่อกิโลกรัม) เนื่องจากสภาพอากาศและปัจจัยการเลี้ยงของเกษตรกร
  2. พฤติกรรมการขายของเกษตรกรที่มัก ”ขี้ตกใจ” เมื่อราคาลง หรือไม่ยอมขายเมื่อราคาสูงเพื่อรอราคาที่สูงกว่า ทำให้เกิดปัญหาของล้นตลาดทับซ้อนกันในบางช่วง


ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

การกำหนดราคาและเสถียรภาพ

ผู้ประกอบการควรมีการรวมกลุ่มกันเพื่อกำหนดราคากลางสำหรับตลาดภายในประเทศให้มีความนิ่งมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องอิงราคาจากห้องเย็นเพียงอย่างเดียว เนื่องจากตลาดภายในมีอำนาจการซื้อที่ยอมรับราคาที่สูงกว่าได้หากคุณภาพถึงเกณฑ์

การขยายฐานการเข้าถึงผู้บริโภค

  1. การตลาดเชิงรุก: สนับสนุนการแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างภาคส่วน เช่น การนำกุ้งไปแลกเปลี่ยนกับผลไม้หรือข้าวสารผ่านเครือข่ายสหกรณ์
  2. การจัดกิจกรรม Fair: ควรจัดงานแสดงสินค้ากุ้งในพื้นที่ที่ประชาชนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย (Public Space) แทนการจัดในโรงแรม เพื่อให้คนในพื้นที่ได้สัมผัสและทดลองบริโภคกุ้งสดในราคาที่จับต้องได้
  3. การให้ความรู้ด้านการเก็บรักษา: ส่งเสริมวิธีเก็บรักษากุ้งในครัวเรือนอย่างถูกวิธี เช่น การแช่แข็งในน้ำเย็นจัดเพื่อรักษาความชื้นและป้องกันหัวกุ้งดำ เพื่อให้ผู้บริโภคกล้าซื้อกุ้งในปริมาณมากไปเก็บไว้

การมุ่งสู่มาตรฐานสากลในระดับท้องถิ่น

แม้มาตรฐานฟาร์มระดับสากล (ASC BAP) อาจยังไม่จำเป็นที่สุดสำหรับตลาดในประเทศในขณะนี้ แต่การรักษาคุณภาพด้านสี (กุ้งสีเข้ม) และการปลอดสารปฏิชีวนะ 100% จะเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้กุ้งไทยชนะใจทั้งผู้บริโภคชาวไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ในระยะยาว