วิชาการ

   เมื่อ : 6 มี.ค. 2569

"หยุดโรคกุ้งที่ต้นเหตุ" ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคนิคการจัดการ


จากการนำเสนอของ ดร.จำเริญศรี เกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาโรคกุ้งอย่างยั่งยืน โดยเน้นการจัดการที่ต้นเหตุผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่การผลิต เพื่อมุ่งสู่การผลิตกุ้งคุณภาพที่ปลอดโรค ปลอดสารเคมี และปลอดภัยต่อผู้บริโภค


ความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืนไม่ได้อยู่ที่การรักษาโรคที่ปลายเหตุ แต่อยู่ที่การ "หยุดโรคที่ต้นเหตุ" ซึ่งมีหัวใจสำคัญคือการผลิตกุ้งคุณภาพที่ต้องปราศจากเชื้อก่อโรคและยาตกค้าง การขับเคลื่อนเรื่องนี้ต้องอาศัยความร่วมมือตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่โรงเพาะฟัก โรงอนุบาล ฟาร์มเลี้ยง ไปจนถึงแพปลาและโรงงานแปรรูป

ประเด็นวิกฤตที่ต้องให้ความสำคัญคือการประเมินจุดเสี่ยงในแต่ละขั้นตอน การใช้ระบบเฝ้าระวังโรคเชิงรุกและเชิงรับของกรมประมง รวมถึงการยกระดับมาตรฐานโรงอนุบาลผ่านระบบ White List Hatchery นอกจากนี้ ข้อมูลทางเทคนิคชี้ให้เห็นว่าการจัดการ "ความสะอาด" และ "คุณภาพน้ำ" คือปัจจัยชี้ขาด โดยเฉพาะการรับมือกับโรคอุบัติใหม่อย่าง EHP ที่ทำลายระบบพลังงานและตับของกุ้ง และเชื้อไวรัสที่ต้องอาศัยระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) เป็นหลัก


แนวคิดการหยุดโรคกุ้งที่ต้นเหตุ

การหยุดโรคกุ้งที่ต้นเหตุมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อผลิตกุ้งคุณภาพ ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ:

  1. ปลอดเชื้อก่อโรค: การป้องกันไม่ให้เชื้อเข้าสู่ระบบตั้งแต่เริ่มต้น
  2. ปลอดยาตกค้าง: เมื่อกุ้งไม่เป็นโรค ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ยา
  3. ปลอดภัยต่อผู้บริโภค: สร้างความเชื่อมั่นในตลาดระดับสากล

ความท้าทายสำคัญคือเชื้อก่อโรคสามารถตรวจพบได้ในทุกจุดของห่วงโซ่การผลิต แต่จะมีลักษณะปรากฏของโรคที่แตกต่างกันไป ดังนั้น การจัดการจึงต้องทำแบบบูรณาการผ่านนโยบายความร่วมมือของทุกภาคส่วนเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ยั่งยืน


ระบบการเฝ้าระวังและมาตรฐานของกรมประมง

กรมประมงดำเนินกิจกรรมเฝ้าระวังโรคครอบคลุมทุกระยะการผลิตผ่าน 2 รูปแบบหลัก:

การเฝ้าระวังเชิงรุก (Active Surveillance)

  1. การควบคุมพ่อนำเข้า: มีการรับรองแหล่งนำเข้าจากต่างประเทศ (ปัจจุบันมี 7 แหล่ง) โดยกุ้งต้องผ่านการกักกันโรค 10 วัน และตรวจหาเชื้อ 9-13 ชนิดก่อนปล่อยสู่เกษตรกร
  2. มาตรฐานมกส. 7432: มาตรฐานบังคับสำหรับโรงอนุบาลที่ผลิตนอเพลียสกุ้งขาว หากไม่ปฏิบัติตามถือว่าผิดกฎหมาย โดยเน้นการปลอดโรคหลัก 6 ชนิด เช่น ตัวแดงดวงขาว (WSSV) และหัวเหลือง (YHV)
  3. ระบบ White List Hatchery: ระบบควบคุมคุณภาพลูกพันธุ์กุ้งในโรงอนุบาล ซึ่งมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจาก 317 โรงในปี 2562 เป็น 645 โรงในปี 2566 เพื่อสร้างความมั่นใจในคุณภาพลูกพันธุ์

การเฝ้าระวังเชิงรับ (Passive Surveillance)

  1. การตรวจมอนิเตอร์สุขภาพกุ้ง ดิน และน้ำในฟาร์ม
  2. การสอบสวนโรคเมื่อได้รับแจ้งกรณีสัตว์น้ำป่วย เพื่อสืบหาต้นเหตุที่แท้จริงและกำหนดแนวทางแก้ไขร่วมกับเกษตรกร


การวิเคราะห์จุดเสี่ยงในห่วงโซ่การผลิต

จากการเฝ้าระวังของกรมประมง พบจุดเสี่ยงสำคัญในแต่ละภาคส่วนดังนี้:

โรงเพาะฟักและโรงอนุบาล

  1. ความหนาแน่นเกินศักยภาพ: การเร่งผลิตตามออเดอร์ในขณะที่มีจำนวนบ่อน้อย ทำให้อาหารเหลือและน้ำเสีย
  2. อาหารสดปนเปื้อน: การใช้หมึกหรือหอยที่ติดเชื้อมาเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์
  3. ประสิทธิภาพการฆ่าเชื้อน้ำ: การใช้คลอรีนในความเข้มข้นไม่เพียงพอ หรือการใช้ไทโอซัลเฟตมากเกินไปจนน้ำหนืด
  4. การไม่ปฏิบัติตาม SOP: ฟาร์มมีขั้นตอนการปฏิบัติงานมาตรฐาน แต่พนักงานไม่ปฏิบัติตามจริง

การลำเลียงและขนส่ง

  1. เป็นจุดที่มักถูกละเลย แต่อุณหภูมิและระดับออกซิเจนระหว่างการขนส่งส่งผลโดยตรงต่ออัตราการรอดและสุขภาพกุ้งเมื่อถึงฟาร์มปลายทาง

ฟาร์มเลี้ยงและจุดรวบรวม (แพ)

  1. การประเมินศักยภาพบ่อผิดพลาด: การเลี้ยงหนาแน่นเกินกว่าที่ระบบบ่อจะรับได้
  2. ความปนเปื้อนในสถานบรรจุ: พบการตรวจพบเชื้อในแพกุ้ง ซึ่งส่งผลต่อการส่งออก โดยเฉพาะตลาดประเทศจีน


เจาะลึกข้อมูลทางวิชาการเกี่ยวกับเชื้อก่อโรค

โรคกุ้งที่สำคัญในปัจจุบันสามารถแบ่งตามระบบที่ได้รับผลกระทบได้เป็น 2 ระบบ:

โรคระบบทางเดินอาหาร (EMS Vibriosis EHP ขี้ขาว)

  1. ลักษณะ: เชื้อเพิ่มจำนวนตามปริมาณสารอินทรีย์และของเสียในบ่อ
  2. เชื้อ EHP (Enterocytozoon hepatopenaei): เป็นตัวทำลายผลผลิตที่สำคัญ โดยเชื้อจะเข้าไปดึงพลังงาน (ATP Glycogen) จากตัวกุ้งมาใช้ ทำให้กุ้งโตช้า แตกไซส์ และทำลายเนื้อเยื่อตับและตับอ่อนอย่างรุนแรง
  3. เชื้อร่วม: หากมีการติดเชื้อ EHP ร่วมกับ EMS (Vibrio) จะทำให้ความรุนแรงเพิ่มขึ้นและอัตราการตายสูงขึ้น

โรคระบบเลือด (ไวรัส: WSSV YHV IHHNV)

  1. ลักษณะ: มักไม่มีรักษาด้วยยา ต้องใช้ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity)
  2. ปัจจัยกระตุ้น: การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิและสภาพอากาศ (เช่น ฝนตกหนัก) จะกระตุ้นให้เกิดโรคตัวแดงดวงขาว (WSSV)
  3. ข้อแนะนำ: เมื่อพบเชื้อไวรัส ห้ามถ่ายน้ำเพราะจะกระตุ้นให้กุ้งลอกคราบและรับเชื้อเพิ่มขึ้น ควรเพิ่มออกซิเจนและรักษาความเสถียรของสิ่งแวดล้อม


มาตรการและข้อเสนอแนะเพื่อความยั่งยืน

เพื่อให้การหยุดโรคที่ต้นเหตุเป็นรูปธรรม รายงานสรุปแนวทางปฏิบัติไว้ดังนี้:

  1. ความสะอาดคือหัวใจ: การล้างอุปกรณ์ด้วยน้ำเปล่าหรือสารซักฟอกเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องมีการใช้ยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพและถูกต้องตามหลักวิชาการ
  2. การจัดการข้อมูลและเอกสาร: สนับสนุนให้เกษตรกรใช้ระบบเอกสารกำกับการซื้อขายลูกกุ้ง (APD/AFPD) เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) เมื่อเกิดปัญหาโรคระบาด
  3. การจัดการน้ำและของเสีย: การบริหารจัดการน้ำเป็นปัจจัยอันดับหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญตลอดห่วงโซ่ รวมถึงการกำจัดสารอินทรีย์ในบ่อเพื่อลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรีย
  4. การเลือกใช้ลูกพันธุ์: ควรเลือกซื้อลูกพันธุ์จากแหล่งที่เชื่อถือได้และอยู่ในระบบ White List ของกรมประมง เพราะคุณภาพลูกพันธุ์มักแปรผันตามราคาและมาตรฐานการผลิต
  5. การเปลี่ยนผ่านสู่การป้องกัน: เกษตรกรต้องปรับแนวคิดจากการ ”รอรักษา” เป็น ”การป้องกันเชิงรุก” โดยเริ่มจากการประเมินศักยภาพบ่อและเลือกสายพันธุ์กุ้งให้เหมาะสมกับระบบของตนเอง