สัมมนา
อัพเดทสถานการณ์แนวโน้มการส่งออกกุ้งก้ามกราม I งานวันกุ้งภาคกลาง69
เมื่อ : 23 เม.ย. 2569
จากการบรรยายของ นายประกอบ ทรัพย์ยอดแก้ว นายกสมาคมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย ในงานวันกุ้งภาคกลาง ปี2569 ชี้ว่า อุตสาหกรรมกุ้งก้ามกรามของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงรอยต่อสำคัญ โดยมีเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ในการก้าวขึ้นเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 ของโลกภายในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี ด้วยข้อได้เปรียบทางด้านภูมิศาสตร์และสภาพภูมิอากาศที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จนี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักคือการปรับตัวของเกษตรกรในการยกระดับคุณภาพสินค้าให้ได้มาตรฐานการส่งออก โดยเฉพาะการควบคุมคุณภาพกุ้งให้ปราศจากตำหนิ การเข้าสู่ระบบทะเบียนมาตรฐาน และการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเพื่อสู้กับคู่แข่งอย่างเวียดนามและเอกวาดอร์ ทั้งนี้ มีความเคลื่อนไหวสำคัญในการรวมตัวเพื่อผลักดันการส่งออกอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงปลายเดือนปัจจุบัน โดยเน้นตลาดหลักในจีนและตะวันออกกลาง
วิสัยทัศน์และยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสู่ตลาดโลก
แนวโน้มอุตสาหกรรมกุ้งก้ามกรามไทยถูกขับเคลื่อนด้วยความเชื่อมั่นในศักยภาพของพื้นที่ผลิต ซึ่งมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:
- เป้าหมายระยะยาว: การผลักดันให้ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกกุ้งก้ามกรามอันดับ 1 ของโลกภายใน 5 ปี เนื่องจากความเหมาะสมของอุณหภูมิและสภาพแวดล้อมที่เหนือกว่าคู่แข่ง
- ความจำเป็นในการตื่นตัว: เกษตรกรต้องเร่งทำความเข้าใจระบบตลาดและการขายในระดับสากล เนื่องจากมีความต้องการจากต่างประเทศสูงมาก แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ยังขาดความรู้เรื่องช่องทางการจำหน่ายและวิธีการเตรียมความพร้อม
- ปริมาณการผลิต: ปัจจุบันมีการคาดการณ์ว่าหากมีการเลี้ยงกุ้งเพศผู้ล้วนอย่างแพร่หลาย ปริมาณผลผลิตจะเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า หรือไม่ต่ำกว่า 150000 ตันต่อปี ซึ่งเกินกว่าขีดความสามารถในการบริโภคภายในประเทศ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก
มาตรฐานคุณภาพและข้อกำหนดในการส่งออก
การจะส่งออกกุ้งก้ามกรามให้ประสบความสำเร็จนั้น ข้อมูลระบุว่าต้องมีการจัดการคุณภาพที่เข้มงวดตั้งแต่อยู่ในฟาร์มจนถึงโรงงาน:
- การขึ้นทะเบียนและเอกสาร: เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียน ทบ. (ทะเบียนฟาร์ม) กับกรมประมง มีใบเกิดและใบตายของกุ้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้
- คุณภาพตัวกุ้ง: โรงงานส่งออกต้องการกุ้งที่มีสภาพสมบูรณ์ที่สุด โดยต้องไม่มีแผลสีดำ ไม่ใช่กุ้งนิ่ม และเหงือกต้องสะอาด หากพบปัญหาเหล่านี้สินค้าจะถูกตีกลับทันที
- ความสำคัญของ ”กุ้งเป็น”: การส่งออกเข้าโรงงานแปรรูปต้องการกุ้งที่มีสภาพเป็น (Live) เท่านั้น หากสามารถควบคุมคุณภาพให้เป็นไปตามมาตรฐานได้ ความต้องการจากโรงงานจะมีปริมาณมหาศาล (มากกว่า 50-100 ตันต่อวัน)
- ความปลอดภัยทางอาหาร: ห้ามใช้ยาหรือมีสารตกค้างโดยเด็ดขาด เนื่องจากมาตรการตรวจสอบของประเทศคู่ค้ามีความเข้มงวดสูง
นวัตกรรมและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
การนำเทคโนโลยีและวิธีการเลี้ยงสมัยใหม่มาใช้เป็นกุญแจสำคัญในการลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไร:
- การเลี้ยงกุ้งเพศผู้ล้วน: เป็นวิธีการที่ให้ผลผลิตสูงกว่าการเลี้ยงแบบปนเพศถึง 3 เท่า โดยกุ้งเพศผู้มีอัตราการกินอาหารน้อยกว่า 2-3 เท่า และให้ขนาดตัวที่สม่ำเสมอ ช่วยประหยัดต้นทุนค่าอาหารซึ่งคิดเป็น 70% ของต้นทุนทั้งหมด
- การเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่: ข้อมูลชี้ให้เห็นว่ามีการพัฒนาการเลี้ยงจากเดิมที่ได้ 200-250 กิโลกรัมต่อไร่ เพิ่มขึ้นเป็น 600 กิโลกรัมต่อไร่ (ในกุ้งไซซ์ 20-25 ตัวต่อกิโลกรัม)
- นวัตกรรมการขนส่ง: มีการพัฒนาระบบการขนส่งกุ้งแบบไม่ใช้น้ำ ซึ่งปัจจุบันทำได้นานถึง 15 ชั่วโมง และกำลังพัฒนาให้ถึง 20-25 ชั่วโมงในอนาคต เพื่อลดต้นทุนและรักษาคุณภาพกุ้ง
- เทคนิคการจับกุ้ง: การใช้ ”ออกซิเจนผง” หว่านลงในเลนระหว่างการจับ ช่วยให้กุ้งไม่ตายและช่วยให้กุ้งคายดินออกจากเหงือกเมื่อนำไปพักในน้ำสะอาด ทำให้เหงือกสะอาดและผ่านเกณฑ์การส่งออก
การวิเคราะห์ตลาดและคู่แข่ง
สถานการณ์การแข่งขันในตลาดโลกมีความท้าทายด้านราคาและพฤติกรรมผู้บริโภค:
- ตลาดเป้าหมาย: จีน (โดยเฉพาะเมืองฉงชิ่ง) บาห์เรน และดูไบ มีความต้องการกุ้งไทยทั้งในรูปแบบกุ้งเป็น กุ้งต้มสุก และกุ้งแช่แข็ง
- ขนาดที่เป็นต้องการ: ตลาดต่างประเทศต้องการกุ้งไซซ์ 15-20 ตัวต่อกิโลกรัม หรือ 20-25 ตัวต่อกิโลกรัม หากเป็นไซซ์ใหญ่กว่านี้จะมีราคาสูงเกินไปสำหรับการบริโภคทั่วไป
- การแข่งขันด้านราคา:
- กุ้งขาวจากเอกวาดอร์ (ไซซ์ 25 ตัว) มีราคาขายปลีกเพียงประมาณ 189 บาทต่อกิโลกรัม
- เวียดนามสามารถขายกุ้งไซซ์ 20-25 ตัวได้ในราคาต่ำกว่าไทยเนื่องจากต้นทุนค่าแรง ค่าไฟ และค่าอาหารที่ถูกกว่า
- กลยุทธ์ของไทยคือการส่งกุ้งไซซ์ใหญ่ (13-15 ตัว) ซึ่งคู่แข่งทำไม่ได้ เพื่อสร้างส่วนต่างและหนีการตัดราคา
- เป้าหมายต้นทุน: เกษตรกรควรตั้งเป้าต้นทุนการผลิตกุ้งไซซ์ 8-10 ตัว ไม่ให้เกิน 220 บาทต่อกิโลกรัม เพื่อให้เหลือส่วนต่างกำไรหลังหักค่าบริหารจัดการและค่าขนส่ง
ความเสี่ยงและข้อควรระวังในอุตสาหกรรม
การดำเนินธุรกิจกุ้งก้ามกรามมีความเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด:
- โรคระบาด: ความเสี่ยงจากการลักลอบนำเข้าลูกกุ้งจากต่างประเทศ (เช่น เวียดนาม) ซึ่งอาจนำโรคใหม่ๆ เข้ามาแพร่ระบาด เช่น Extra Small Virus หรือ Nodavirus ซึ่งจะทำลายอุตสาหกรรมในระยะยาว
- กลุ่มผู้ซื้อที่ไม่ใช่ตัวจริง: มีชาวจีนจำนวนมากเข้ามาเจรจาซื้อกุ้งแต่ไม่ใช่ผู้ซื้อตัวจริง (Middlemen) ซึ่งจะนำไปขายต่อหลายทอด ทำให้เกิดการกดราคารับซื้อจากเกษตรกรจนไม่สามารถทำกำไรได้
- สภาวะของล้นตลาด: หากไม่มีการส่งออก ผลผลิตกุ้งก้ามกรามจะล้นตลาดภายในประเทศ ส่งผลให้ราคาตกต่ำและถูกกดราคาโดยพ่อค้าคนกลาง
แผนการดำเนินงานในอนาคต
เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องได้วางแนวทางไว้ดังนี้:
- การจัดตั้งศูนย์รวบรวม: มีแผนจัดตั้งศูนย์รวบรวมกุ้งก้ามกรามที่จังหวัดราชบุรี เพื่อเป็นจุดศูนย์กลางในการรับซื้อและกระจายสินค้าจากจังหวัดต่างๆ โดยยึดประโยชน์ของเกษตรกรเป็นหลัก
- การผลักดันการส่งออก: สมาคมและกลุ่มเกษตรกรเตรียมรวมตัวกันเพื่อเริ่มส่งออกอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงปลายเดือนปัจจุบันเป็นต้นไป
- การสร้างเครือข่าย: การจัดประชุมกลุ่มเกษตรกรหลักใน 4-5 จังหวัด เพื่อสร้างความร่วมมือในการผลิตกุ้งคุณภาพให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาดโลกที่มุ่งหวังปริมาณที่ต่อเนื่อง (Mass Production)
