ส่องฟาร์ม

   เมื่อ : 27 มี.ค. 2569

”แปดริ้วโมเดล” นวัตกรรมการเลี้ยงกุ้งเพื่อความสำเร็จที่ยั่งยืน


 คุณกิตติพัฒน์ ศรีสมวงศ์ รองประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งฉะเชิงเทรา ได้มาอธิบายถึง "แปดริ้วโมเดล" ที่เป็นระบบการจัดการการเลี้ยงกุ้งที่พัฒนาโดยชมรมผู้เลี้ยงกุ้งฉะเชิงเทรา ซึ่งมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความล้มเหลวในการเลี้ยงกุ้งผ่าน 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การใช้ลูกกุ้งสายพันธุ์ทนโรค การจัดการน้ำด้วยจุลินทรีย์นวัตกรรม การควบคุมคุณภาพน้ำอย่างเข้มงวด และการบริหารจัดการต้นทุนด้วยพลังงานทางเลือก โมเดลนี้พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลผลิตได้สูงถึง 3-4 ตันต่อไร่ (หรือมากกว่า 10 ตันต่อบ่อขนาด 4 ไร่) โดยมีอัตราการรอดสูงถึง 92% แม้ในระบบน้ำเดียว (Closed System) ที่ไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำตลอดฤดูกาลเลี้ยง


1. ปัจจัยแห่งความสำเร็จของแปดริ้วโมเดล

ความสำเร็จที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในฟาร์มต้นแบบมาจากการผสมผสานยุทธศาสตร์การเลี้ยงที่ตอบโจทย์สภาวะแวดล้อมในปัจจุบัน:

  1. ผลผลิตและประสิทธิภาพ: สามารถทำจำนวนตันได้สม่ำเสมอ โดยเฉลี่ย 3-4 ตันต่อไร่ จับกุ้งไซส์ประมาณ 40-50 ตัวต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นไซส์ที่ตลาดต้องการ
  2. ระบบน้ำเดียว (Single Water System): เป็นระบบปิดที่ไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำตลอดกระบวนการเลี้ยง เพื่อป้องกันการนำเข้าเชื้อก่อโรคจากภายนอก
  3. อัตราการรอดสูง: ด้วยการคัดกรองลูกกุ้งและจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดี ทำให้รักษาอัตราการรอดได้สูงถึงประมาณ 92%
  4. การจัดการที่เป็นระบบ: การใช้เทคนิคการเลี้ยงที่ผ่านการทดลองและเก็บข้อมูลจริงร่วมกับหน่วยงานวิจัยอย่าง สวทช. นานกว่า 1 ปี


2. นวัตกรรมจุลินทรีย์และเวชภัณฑ์ (The Biological Strategy)

หัวใจสำคัญของแปดริ้วโมเดลคือการใช้จุลินทรีย์ที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ปัญหาเฉพาะจุด:

2.1 ตัวอย่างผลิตภัณฑ์หลักในตระกูล ”8 ริ้ว”

  1. ปร 1 (Amdrop): ใช้สำหรับลดแอมโมเนียในบ่อกุ้ง
  2. ปร 3 (VSC40): สูตรจุลินทรีย์ LB2 (Lactobacillus) ที่ได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อช่วยระบบทางเดินอาหารและคุณภาพน้ำ
  3. M40 : จุลินทรีย์นัตโตะที่มีประสิทธิภาพสูง มีทั้งรูปแบบน้ำและผงเพื่อความสะดวกในการใช้งาน
  4. อาหารเลี้ยงเชื้อ: นวัตกรรมที่ช่วยให้การขยายเชื้อจุลินทรีย์ทำได้รวดเร็วขึ้นภายใน 12-24 ชั่วโมง และป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อรา

2.2 ยุทธศาสตร์จุลินทรีย์เม็ด (Gripen & F16 Plus)

การใช้ชื่อเรียกตามเครื่องบินรบสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาอย่างรวดเร็ว:

  1. Gripen (กริพเพน): จุลินทรีย์ชนิดเม็ดจมที่หว่านลงพื้นบ่อโดยตรง เพื่อลดสารอินทรีย์ ข่มเชื้อก่อโรค และลดแก๊สไข่เน่าที่ก้นบ่อซึ่งเป็นจุดที่ขาดออกซิเจน ใช้ได้ตั้งแต่ช่วงเตรียมบ่อจนถึงตลอดระยะเวลาการเลี้ยง
  2. F16 Plus: สารปรับสภาพน้ำที่เน้นการลดพิษจากไนไตรท์ (Nitrite) โดยจะเริ่มใช้งานเมื่อค่าไนไตรท์สูงเกิน 2 ppm เพื่อประคองให้กุ้งสามารถกินอาหารและเติบโตได้ตามปกติ


3. การจัดการสายพันธุ์และการให้อาหาร

  1. สายพันธุ์ทนโรค (Tolerant Strains): เลือกใช้ลูกกุ้งที่เน้นความทนทานต่อโรคและสภาพอากาศ (เช่น สายพันธุ์บูรพา) แม้ช่วงแรกจะโตช้าแต่จะไปชดเชยการเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลัง 60-70 วัน
  2. การคัดกรองโรค: มีการตรวจแล็บอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะเชื้อ ESP ถึง 2-3 ครั้งก่อนปล่อยกุ้ง เพื่อป้องกันปัญหาการแตกไซส์
  3. การลดต้นทุนอาหาร:ใช้โปรตีนต่ำ (35-36%) หรืออาหารกุ้งก้ามกามผสมเพื่อลดต้นทุนและลดการเกิดแอมโมเนียในน้ำ รักษา FCR (อัตราแลกเนื้อ) ให้อยู่ในระดับ 1.3 - 1.4 แม้จะเป็นการเลี้ยงระยะเวลานาน (120 วัน)


4. เทคนิคการควบคุมคุณภาพน้ำเชิงลึก

4.1 การล็อกค่า pH (pH Locking)

  1. ต้องตรวจวัดค่า pH ทุกวันเวลา 06:00 น. หากต่ำกว่า 8.0 ต้องเติมปูนร้อนทันที
  2. เป้าหมายคือการรักษา pH ให้อยู่ที่ 7.8 - 8.0 เพื่อลดความเป็นพิษของไนไตรท์ที่สะสมในระบบน้ำเดียว

4.2 การจัดการแร่ธาตุและความเค็ม

  1. ในช่วงเริ่มต้นจะเลี้ยงที่ความเค็มต่ำ (ไม่เกิน 10 ppt) เพื่อลดการขยายตัวของเชื้อก่อโรคอย่าง EMS
  2. ในช่วงท้าย (ประมาณ 70 วันขึ้นไป) หากกุ้งมีอาการร่วงจากการลอกคราบ จะใช้วิธีทางลัดด้วยการเติม ”น้ำเค็มนาเกลือ” (ความเข็ม 300 ppt) เพื่อเพิ่มแร่ธาตุแมกนีเซียมและแคลเซียมอย่างรวดเร็วและสมดุล

4.3 การจัดการออกซิเจน

  1. กุ้งสายพันธุ์ทนโรคสามารถอยู่ได้ในระดับออกซิเจนที่ไม่ต้องสูงมาก (ประมาณ 2.5 ppm ขึ้นไป) ทำให้ประหยัดพลังงานจากการตีน้ำได้ในระดับหนึ่งเมื่อเทียบกับสายพันธุ์โตเร็ว


5. การบริหารจัดการต้นทุนและพลังงาน

เพื่อรับมือกับวิบากกรรมน้ำมันแพงและค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น แปดริ้วโมเดลนำเสนอแนวทาง:

  1. โซล่าเซลล์ (Solar Cell): การลงทุนติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ (เช่น ขนาด 20 กิโลวัตต์) สามารถลดค่าไฟฟ้าในช่วงกลางวันได้มหาศาล จนอาจเหลือ 0 บาทในช่วงที่มีแสงแดด ช่วยคืนทุนได้จริงและเป็นทางรอดในระยะยาว
  2. ระบบสมาร์ทฟาร์ม (IOT): ใช้เครื่องมือวัดค่าในน้ำที่แม่นยำเพื่อควบคุมการทำงานของเครื่องตีน้ำอัตโนมัติ ช่วยลดการสูญเสียพลังงานโดยไม่จำเป็น


6. บทสรุปและข้อเสนอแนะ

แปดริ้วโมเดลแสดงให้เห็นว่า ”การทำให้สำเร็จคือการลดต้นทุนที่ดีที่สุด” เพราะหากเลี้ยงไม่สำเร็จ เงินลงทุนทั้งหมดจะกลายเป็นต้นทุนที่สูญเปล่า การปรับเปลี่ยนมาใช้สายพันธุ์ที่ทนทาน ควบคู่ไปกับการใช้จุลินทรีย์คุณภาพสูงราคาประหยัด และการจัดการน้ำที่แม่นยำ คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้เกษตรกรไทยอยู่รอดได้ในสภาวะวิกฤตเศรษฐกิจและสภาพอากาศปัจจุบัน

ปัจจัยหลักแนวทางปฏิบัติในแปดริ้วโมเดล
ลูกกุ้งเลือกสายพันธุ์ทนโรค ตรวจ ESP เข้มงวด ใช้กุ้งในพื้นที่เพื่อลดความเครียดจากการเดินทาง
จุลินทรีย์เน้นจุลินทรีย์เม็ด (Kripen) ลงพื้นบ่อ ขยายเชื้อด้วยอาหารเลี้ยงเชื้อคุณภาพ
คุณภาพน้ำล็อก pH ที่ 8.0 ทุกเช้า คุมไนไตรท์ด้วย F16 Plus เติมน้ำเค็มนาเกลือช่วงท้ายเพื่อเพิ่มแร่ธาตุ
พลังงานติดตั้งโซล่าเซลล์และระบบ IOT เพื่อลดค่าไฟ