การค้า

   เมื่อ : 16 พ.ค. 2569

วิสัยทัศน์ TFM 2030 การสร้างบรรทัดฐานใหม่ของอุตสาหกรรมสัตว์น้ำโลกด้วยยุทธศาสตร์ ”Value over Volume”


ก้าวย่างที่ 25: การเปลี่ยนผ่านสู่ทศวรรษแห่งผู้นำเชิงกลยุทธ์

ในปี 2026 บริษัท ไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TFM ก้าวเข้าสู่ปีที่ 25 อย่างสง่างาม ท่ามกลางความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานโลก เราไม่ได้เพียงแค่ปรับตัวเพื่อความอยู่รอด แต่ TFM กำลัง ”ออกแบบกระบวนทัศน์ใหม่” (Architecting a New Paradigm) ให้กับอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ จากเดิมที่เคยขับเคลื่อนด้วยสงครามราคา สู่การก้าวเป็นผู้นำที่สร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมและความยั่งยืนในระดับสากล

ความสำเร็จจากจุดเริ่มต้นในปี 2000 จนถึงปัจจุบัน พิสูจน์ให้เห็นถึงความมั่นคงที่หยั่งรากลึก แต่ใน ”Chapter ใหม่” นี้ TFM จะมุ่งเน้นไปที่:

  1. ความยั่งยืนเชิงรุก (Proactive Sustainability): เปลี่ยนข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นแต้มต่อทางการค้าที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก
  2. นิยามใหม่ของคุณภาพ (Quality through Strategic Service): การเปลี่ยนผ่านจาก ”ผู้ผลิตอาหารสัตว์” สู่การเป็น ”พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์” ที่ดูแลตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงมือผู้บริโภค


รากฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและโครงสร้างความสำเร็จ (สถานะปี 2026)

ด้วย Market Cap ที่ระดับ 6000 ล้านบาท และรายได้ปีล่าสุดที่ 6035 ล้านบาท (เติบโต 12.5% สวนทางกับภาพรวมผลผลิตกุ้งไทยที่ยังคงทรงตัวที่ 250000 - 300000 ตัน) TFM ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโมเดลธุรกิจที่แข็งแกร่ง

ตารางสัดส่วนรายได้เชิงยุทธศาสตร์

สัดส่วนตามกลุ่มผลิตภัณฑ์ (Product Mix)ร้อยละ (%)สัดส่วนตามภูมิภาค (Geographic Mix)ร้อยละ (%)
อาหารกุ้ง (Shrimp feed)66%ประเทศไทย (Thailand)87%
อาหารปลา (Fish feed)28%ประเทศอินโดนีเซีย (Indonesia)9%
สัตว์บก (Livestock)5%การส่งออก (Export)3%
อื่นๆ (Others)1%รวม100%

ความได้เปรียบนี้เกิดจากการขับเคลื่อนผ่านฐานการผลิตหลักที่มหาชัยและระโนด ซึ่งเป็นศูนย์กลางการกระจายองค์ความรู้และนวัตกรรมสู่ฐานการผลิตระดับสากล


ยุทธศาสตร์ ”Roadmap 2030”: ปักหมุดเป้าหมาย 10000 ล้านบาท

TFM วางแผนการเติบโตอย่างแม่นยำเพื่อปิดช่องว่างรายได้ (Shortfall) ประมาณ 1500-2000 ล้านบาท มุ่งสู่เป้าหมายหมื่นล้านภายในปี 2030 โดยมีกลไกขับเคลื่อนดังนี้:

  1. การขยายตัวในตลาดที่ยังเข้าไม่ถึง (Market Expansion): ในขณะที่ TFM ครองแชมป์อาหารปลากะพง แต่ในตลาดปลาพื้นเมือง (ปลานิล/ปลาทับทิม) ซึ่งมีมูลค่าตลาดสูงถึง 7000 ล้านบาท TFM ยังมีส่วนแบ่งเพียง 6-10% นี่คือ ”พื้นที่ว่าง” ขนาดใหญ่ที่เราจะเข้าไปชิงความได้เปรียบ
  2. เป้าหมาย Market Share กุ้ง: ยกระดับส่วนแบ่งการตลาดอาหารกุ้งในไทยจาก 16-17% สู่ 25% ด้วยการใช้ความสม่ำเสมอของคุณภาพ (Consistency Quality)
  3. 3 โมเดลการสร้างรายได้ระดับโลก:
  4. Direct Export: ขยายฐานลูกค้าใหม่ในตลาดที่มีศักยภาพ
  5. Subsidiaries & Partners: การดำเนินงานผ่านบริษัทลูกในอินโดนีเซียและพันธมิตร
  6. Loyalty Fee: การเก็บรายได้จากค่าสิทธิในองค์ความรู้ เช่น ความสำเร็จร่วมกับ Avanti ในอินเดียที่ครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 50%


Low Carbon Shrimp: กลยุทธ์ ”Value over Volume” สยบคู่แข่ง

ในสมรภูมิโลกที่เอกวาดอร์ครองตำแหน่งเบอร์ 1 ด้วยปริมาณ (Volume) 1.5 ล้านตัน TFM เลือกที่จะสู้ด้วย ”มูลค่า” (Value) ผ่านนวัตกรรม ”กุ้งคาร์บอนต่ำ” ซึ่งเป็น Game Changer ที่สำคัญที่สุด

  1. Synergy ของ Thai Union Group: เราคือรายแรกๆ ที่สามารถคำนวณ Carbon Footprint ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่โรงเพาะฟัก (Hatchery) ฟาร์ม โรงงานอาหาร จนถึงการแปรรูป
  2. มาตรฐานระดับสากล: TFM เป็นผู้นำในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับมาตรฐาน ASC และกำลังเตรียมเปิดตัวใบรับรองมาตรฐานใหม่ใน Q3 ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นในระดับพรีเมียม
  3. ความได้เปรียบในการเจรจา: ข้อมูลคาร์บอนที่โปร่งใสจะทำให้กุ้งไทยมีอำนาจต่อรองเหนือคู่แข่งอย่างเอกวาดอร์หรืออินเดียที่ยังไม่มีการตื่นตัวเรื่องความยั่งยืนเท่าที่ควร


Farmer Engagement: การผนึกกำลังกับเกษตรกรยุคใหม่ (Young Generation)

TFM มุ่งเน้นการสร้างกำไรให้เกษตรกรผ่าน ”ประสิทธิภาพ” ไม่ใช่การลดราคาอาหาร เราเชื่อในการลดต้นทุนด้วยค่า FCR (Feed Conversion Ratio) ที่ดีที่สุดและ Yield ที่สูงสุด

  1. The New Generation: เราให้ความสำคัญกับเกษตรกรรุ่นใหม่ (อายุ 30 ) ที่มีความทุ่มเทสูงและบริหารจัดการฟาร์มด้วยข้อมูล (Data-Driven) TFM ทำหน้าที่เป็นตัวกลางส่งต่อข้อมูล ”Market Driven Value” เช่น ไซส์กุ้งที่ตลาดต้องการและเทรนด์ราคาทั่วโลก เพื่อให้เกษตรกรผลิตสินค้าได้ตรงตามความต้องการของตลาดโลกโดยไม่ ”ตกรถไฟ”


การขยายอิทธิพลเชิงภูมิศาสตร์: จากอินโดนีเซียสู่จุดยุทธศาสตร์เอกวาดอร์

การเติบโตแบบก้าวกระโดดจะถูกขับเคลื่อนผ่านจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญ:

  1. Indonesia: จากอันดับ 6 ในปัจจุบัน TFM ตั้งเป้าก้าวสู่ อันดับ 3 ภายในปี 2030 เพื่อชิงส่วนแบ่งในตลาดที่มีผลผลิตสูงกว่าไทย
  2. Ecuador (The Next Milestone): การปักหมุดในเอกวาดอร์ซึ่งเป็นแหล่งผลิตกุ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก (เติบโตปีละ 10-15%) คือกุญแจสำคัญที่จะเติมเต็มรายได้หมื่นล้านและเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบมหาศาล
  3. Strategic Partnership: การรักษาความสัมพันธ์กว่า 20 ปีกับพันธมิตรระดับโลก เช่น Avanti ในอินเดีย และการร่วมทุนในศรีลังกาและปากีสถาน ทำให้ TFM มีอำนาจในการจัดหาวัตถุดิบ (Raw Material Buying Power) ในระดับ Global


สถานะทางการเงินและความพร้อมในการลงทุน (Financial Outlook)

ผลประกอบการ Q1 ปี 2026 ที่ 1325 ล้านบาท สะท้อนถึงความมั่นคงแม้จะเผชิญความท้าทายด้านต้นทุนวัตถุดิบ โดยเฉพาะราคาปลาป่น (Fishmeal) ที่ปรับตัวสูงขึ้น 30-40% กลับสู่ระดับปี 2023 แต่ TFM ยังสามารถรักษาเป้าหมาย GP ที่ 18-20% ได้อย่างแข็งแกร่ง

แผนการใช้เงินลงทุน (CAPEX) 680 ล้านบาท:

  1. การลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ในประเทศเอกวาดอร์เพื่อสร้างฐานการเติบโตใหม่
  2. การปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต (Smart Manufacturing) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและรับสิทธิประโยชน์จาก BOI


บทสรุป: พลังแห่ง ”Consistency Quality” และอนาคตที่ยั่งยืน

หัวใจสำคัญที่ทำให้ TFM เติบโตได้ 12.5% ในขณะที่ตลาดกุ้งโดยรวมยังไม่ขยายตัว คือ DNA ของ Thai Union ที่ยึดมั่นใน ”คุณภาพที่สม่ำเสมอ” (Consistency Quality) เราไม่ได้มุ่งหวังเพียงรายได้ 10000 ล้านบาท แต่เรามุ่งหวังที่จะนำพาอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยให้กลับมาผงาดในเวทีโลกด้วยมาตรฐานที่เหนือกว่า

TFM พร้อมจะเป็นผู้นำในการขับเคลื่อนความมั่งคั่งให้แก่เกษตรกร และสร้างความยั่งยืนให้แก่ระบบนิเวศสัตว์น้ำโลก เพื่อสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ถาม-ตอบ: ทิศทางกลยุทธ์ อุตสาหกรรมกุ้ง และการขยายตลาดระดับโลกของ ไทยยูเนี่ยน (TFM)

หัวข้อที่ 1: สถานการณ์ต้นทุนวัตถุดิบและนโยบายด้านราคา

  1. Q: สถานการณ์ต้นทุนโดยเฉพาะปลาป่นในปัจจุบันเป็นอย่างไร และบริษัทมีวิธีการบริหารจัดการอย่างไรไม่ให้กระทบกำไร (GP)?A: ปัจจุบันราคาปลาป่นปรับตัวสูงขึ้นราว 30 กว่าเปอร์เซ็นต์และขาดตลาดทั่วโลก เนื่องจากการกำหนดโควตาจับปลาในยุโรปและราคาปลาป่นจากอินเดียที่แพงที่สุดเป็นประวัติการณ์ บริษัทบริหารจัดการเพื่อรักษาอัตรากำไรโดยอาศัยการเพิ่มปริมาณยอดขาย (Volume) ให้เติบโต 8-10% เพื่อลดต้นทุนแฝงต่อหน่วย (Overhead) การรัดเข็มขัดลดค่าใช้จ่ายภายใน (SG&A) ให้เหลือประมาณ 8% และชดเชยต้นทุนด้วยวัตถุดิบอื่นที่ราคาไม่ขึ้น เช่น กากถั่วเหลืองและแป้งสาลี ซึ่งได้ล็อกราคาล่วงหน้าไว้แล้ว 3-6 เดือน
  2. Q: เมื่อต้นทุนสูงขึ้น บริษัทจะปรับลดคุณภาพหรือขึ้นราคาอาหารกุ้งหรือไม่?A: บริษัทเน้นย้ำชัดเจนว่า ”ไม่ปรับลดคุณภาพและไม่ขึ้นราคาอาหารกุ้ง” โดยจะใช้ปริมาณและคุณภาพของปลาป่นในสูตรอาหารเท่าเดิม ไม่เปลี่ยนไปใช้โปรตีนทางเลือกอื่น เพื่อส่งมอบของที่ดีที่สุดให้เกษตรกร ผู้บริหารมองว่าในภาวะที่ราคากุ้งตกต่ำ การพยุงราคาอาหารและรักษาคุณภาพไว้ จะช่วยไม่เป็นการซ้ำเติมเกษตรกร ทำให้เกษตรกรมีอัตราแลกเนื้อ (FCR) ที่ดี และอยู่รอดได้ในระยะยาว

หัวข้อที่ 2: การลงทุนและขยายฐานการผลิตในประเทศเอกวาดอร์

  1. Q: ความคืบหน้า งบลงทุน และเป้าหมายของการไปตั้งโรงงานที่เอกวาดอร์เป็นอย่างไร?A: การลงทุนในเอกวาดอร์เป็นการร่วมทุนกับบริษัท อวันติ (Avanti) จากอินเดียและพาร์ทเนอร์ท้องถิ่น คาดว่าจะจัดตั้งบริษัทเสร็จใน 1-2 เดือน ปีนี้ตั้งงบลงทุนไว้ประมาณ 400-500 ล้านบาท สำหรับซื้อที่ดิน ออกแบบ และจ่ายเงินดาวน์เครื่องจักร โรงงานจะใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 2 ปีครึ่งให้แล้วเสร็จภายในปี 2028 ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตจากปัจจุบันอีก 80%
  2. Q: ทำไมบริษัทถึงเลือกไปลงทุนที่ประเทศเอกวาดอร์?A: เอกวาดอร์เป็นผู้ผลิตกุ้งที่ใหญ่ที่สุดในโลกด้วยปริมาณกว่า 1.5 ล้านตันต่อปี มีขนาดตลาดอาหารกุ้งมหาศาลกว่า 2 แสนตัน การลงทุนนี้คาดว่าจะสร้างยอดขายในต่างประเทศได้ในระดับใกล้เคียงกับตลาดไทย บริษัทยังมองถึงโอกาสในการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี โดยนำความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคไปสนับสนุนเกษตรกรเอกวาดอร์ และเรียนรู้การใช้เครื่องจักรผลิตปริมาณสูง ระบบอัตโนมัติ และ AI ในการบริหารฟาร์มแบบลดการใช้แรงงาน กลับมาช่วยพัฒนาอุตสาหกรรมในไทย

หัวข้อที่ 3: ความท้าทายและการปรับตัวของอุตสาหกรรมกุ้งไทย

  1. Q: อะไรคือความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมกุ้งไทยในอีก 3-5 ปีข้างหน้า?A: ความเสี่ยงอันดับ 1 คือ ”โรคระบาด” ที่สามารถกวาดล้างผลผลิตได้ทั้งหมด ตามมาด้วยความท้าทายด้านต้นทุนการผลิต ค่าแรง และภูมิประเทศที่ทำให้กุ้งไทยไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับเอกวาดอร์ อินโดนีเซีย หรือเวียดนามได้ นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากการปรับตัวนำเทคโนโลยี (เช่น AI) เข้ามาใช้ในการควบคุมข้อมูลการผลิตที่ยังทำได้ช้ากว่าประเทศคู่แข่ง
  2. Q: กุ้งไทยจะแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างไรในเมื่อต้นทุนสูงกว่า?A: ต้องสร้างจุดขาย (Selling point) ในด้านคุณภาพ การตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) และมาตรฐานความยั่งยืน (Low carbon/Sustainability) แทนการแข่งราคา พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุนในฟาร์ม นอกจากนี้ ตลาดในประเทศ (ซึ่งคิดเป็นกว่า 50% ของผลผลิต) เป็นตลาดที่ขายได้ราคาสูงที่สุดในโลก จึงควรหันมาให้ความสำคัญกับตลาดในประเทศและเน้นทำสินค้าแปรรูปเพิ่มมูลค่าเพื่อการส่งออก

หัวข้อที่ 4: สถานการณ์ราคากุ้งและทางรอดของเกษตรกร

  1. Q: ทำไมช่วงนี้ราคากุ้งถึงตกต่ำ และทิศทางในอนาคตจะเป็นอย่างไร?A: ราคากุ้งลดต่ำลงมาก (กุ้งขนาด 70 ตัว/กก. เหลือประมาณ 115 บาท จากที่เคยได้ 145-150 บาท) สาเหตุหลักมาจากผลผลิตล้นตลาด (Oversupply) ทั่วโลก โดยเฉพาะเอกวาดอร์ที่ผลิตเพิ่มขึ้นมหาศาล ประกอบกับเศรษฐกิจโลกชะลอตัวทำให้ความต้องการลดลง แต่ผู้บริหารประเมินว่าราคาได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และน่าจะรีบาวด์ขึ้นประมาณ 15-20 บาทในเดือนถัดๆ ไป จากออเดอร์ที่เริ่มกลับมาและผลผลิตที่อาจขาดตลาดจากการที่เกษตรกรชะลอการเลี้ยง หากเกษตรกรประคองฟาร์มได้ แนะนำว่ายังไม่ควรรีบจับขายในช่วงที่ราคาตกลงมาก

หัวข้อที่ 5: ผลกระทบจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ และสถานการณ์โลก

  1. Q: ภาษีทุ่มตลาด (Anti-Dumping: AD) ของสหรัฐฯ กระทบไทยอย่างไร?A: ประเทศไทยมีอัตราภาษี AD ที่ค่อนข้างต่ำ (ประมาณ 1.52%) ทำให้ยังรักษาความสามารถในการแข่งขันได้ดีกว่าหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียนอย่างเวียดนาม (โดนเก็บราว 6-10%) และอินเดีย
  2. Q: สงครามในตะวันออกกลางและรัสเซีย-ยูเครน ส่งผลกระทบต่อบริษัทหรือไม่?A: ส่งผลกระทบทางอ้อมผ่านราคาน้ำมันและค่าระวางเรือที่สูงขึ้น นอกจากนี้ สงครามตะวันออกกลางทำให้บริษัทพลาดโอกาสบุกตลาดในภูมิภาคนั้นตามแผนที่วางไว้ ในส่วนของวัตถุดิบ มองว่าราคาถั่วเหลืองในตลาดโลกน่าจะเข้าสู่ภาวะล้นตลาดและไม่ปรับตัวสูงขึ้นแล้วจากผลของการขยายพื้นที่เพาะปลูกในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

หัวข้อที่ 6: เป้าหมายในอนาคต (ปี 2030)

  1. Q: บริษัทมีความมั่นใจกับเป้าหมายรายได้ 10000 ล้านบาท ในปี 2030 หรือไม่?A: ผู้บริหารมีความมั่นใจอย่างเต็มที่ว่าสามารถบรรลุเป้าหมายได้ โดยปัจจุบันดำเนินการได้ตามแผนงานที่วางไว้ การเติบโตจะมาจากตลาดในประเทศที่แข็งแกร่ง (เติบโต 8-10%) การขยายตัวในอินโดนีเซีย และการลงทุนใหม่ในเอกวาดอร์ ซึ่งจะผลักดันให้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศของบริษัทเพิ่มขึ้นจากประมาณ 10% ในปัจจุบันเป็น 50% ในอนาคต