เรื่องเด่น

   เมื่อ : 30 มิ.ย. 2569

ส.กุ้งไทย-พันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทย ยื่นข้อเสนอต่อคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อผลักดันอุตสาหกรรมกุ้งเป็นวาระแห่งชาติ


อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์รุนแรงจากการแพร่ระบาดของโรคกุ้งที่สะสมมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้รายได้ของประเทศลดลงจากกว่า 100000 ล้านบาทในปี 2556 เหลือเพียง 40000 ล้านบาทในปัจจุบัน สร้างความเสียหายรวมกว่า 720000 ล้านบาทในช่วง 13 ปีที่ผ่านมา สมาคมกุ้งไทยและพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งจึงร่วมกันยื่นข้อเสนอต่อคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กมธ. อว.) เพื่อผลักดันให้การแก้ไขปัญหากุ้งเป็น ”วาระแห่งชาติ” โดยมุ่งเน้นการใช้ ”วิทยาศาสตร์ประยุกต์” (Applied Science) และงานวิจัยที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการจริง เพื่อฟื้นฟูความสามารถในการแข่งขันและกลับมาเป็นผลิตภัณฑ์แชมเปี้ยน (Product Champion) ของประเทศอีกครั้ง


สถานการณ์และผลกระทบทางเศรษฐกิจ

ความถดถอยของอุตสาหกรรมกุ้งไทยไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่กลุ่มผู้เลี้ยง แต่ส่งผลเป็นวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ดังนี้:

  1. มูลค่าทางเศรษฐกิจที่สูญหาย: รายได้จากการส่งออกกุ้งลดลงปีละประมาณ 60000 ล้านบาท เมื่อพิจารณาระยะเวลาต่อเนื่อง 13 ปี พบว่าประเทศสูญเสียรายได้รวมสูงถึง 720000 - 780000 ล้านบาท
  2. การกระจายรายได้: อุตสาหกรรมกุ้งมีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่กว่า 34 จังหวัด และมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุปทานมากกว่า 2 ล้านคน
  3. การสร้างมูลค่าเพิ่ม: กุ้งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้แก่พืชเกษตรอื่น ๆ เช่น มันสำปะหลังและถั่วเหลืองจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งถูกนำมาแปรรูปเป็นอาหารกุ้งเพื่อผลิตเนื้อกุ้งที่มีราคาสูง


วิกฤตการณ์และอุปสรรคสำคัญ

ปัญหาหลักที่ทำให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยไม่สามารถก้าวข้ามผ่านวิกฤตได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ประกอบด้วย:

  1. ปัญหาโรคระบาด: ทั้งโรคเดิมที่ยังคงอยู่และโรคใหม่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผลิตภาพ (Productivity) ลดลงอย่างมาก
  2. ต้นทุนแฝง: ความสูญเสียจากกุ้งที่ตายในระหว่างการเลี้ยง กลายเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้กุ้งที่รอดชีวิตมีราคาสูงจนไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
  3. ข้อจำกัดด้านสายพันธุ์: ปัจจุบันยังขาดแคลนสายพันธุ์ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของไทย ซึ่งต้องมีคุณสมบัติทั้ง ”ทนโรค” และ ”เติบโตเร็ว” ควบคู่กัน
  4. ต้นทุนพลังงาน: ค่าใช้จ่ายในระบบไฟฟ้าสำหรับเครื่องตีน้ำเพิ่มภาระให้เกษตรกรอย่างมาก ความต้องการระบบไฟฟ้า 3 เฟส และมอเตอร์ที่มีประสิทธิภาพจึงเป็นเรื่องเร่งด่วน


แนวทางการแก้ไขด้วยวิทยาศาสตร์และงานวิจัยประยุกต์

ภาคส่วนผู้เลี้ยงกุ้งมีความเห็นตรงกันว่า ”วิทยาศาสตร์คือทางออกสุดท้าย” โดยมีข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานวิจัยและรัฐบาล ดังนี้:

  1. การบูรณาการนักวิจัย: รัฐบาลควรเป็นตัวกลางในการรวบรวมนักวิจัยเก่ง ๆ จากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ที่ปัจจุบันทำงานอย่างกระจัดกระจาย ให้มาร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน
  2. งานวิจัยที่ตอบโจทย์จริง (Applied Science): เปลี่ยนเป้าหมายจากการวิจัยตามความต้องการของนักวิจัย (Pure Science) มาเป็นการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาให้เกษตรกรโดยตรง โดยต้องมีการรับฟังปัญหาจากหน้าฟาร์มก่อนเริ่มโครงการวิจัย
  3. การจัดการเชิงพื้นที่โดยมหาวิทยาลัยภูมิภาค: มอบหมายให้มหาวิทยาลัยในแต่ละภูมิภาคเป็นผู้รับผิดชอบผลิตภัณฑ์แชมเปี้ยนในท้องถิ่น เช่น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์รับผิดชอบเรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง หรือมหาวิทยาลัยขอนแก่นรับผิดชอบเรื่องมันสำปะหลัง
  4. บทเรียนจากคู่แข่ง (กรณีศึกษาเอวาดอร์): แม้ประเทศคู่แข่งอย่างเอวาดอร์จะประสบปัญหาโรคระบาดเช่นกัน แต่เขาสามารถใช้การวิจัยพัฒนาสายพันธุ์ที่ทนทานต่อสภาพแวดล้อมมาสู้กับโรคจนประสบความสำเร็จ


เป้าหมายและข้อเสนอเพื่อความยั่งยืน

เพื่อให้กุ้งไทยกลับมาเป็นผู้นำในระดับโลกอีกครั้ง อุตสาหกรรมจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนในประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  1. การพัฒนาผลิตภาพ (Productivity): มุ่งเน้นการวิจัย 3 ด้านหลัก ได้แก่
  2. สายพันธุ์: ต้องทนสภาพแวดล้อมและเติบโตเร็ว
  3. อาหาร: ต้องมีคุณภาพสูงเพื่อเปลี่ยนเป็นเนื้อได้เร็วที่สุด
  4. พลังงาน: พัฒนานวัตกรรมเพื่อลดค่าไฟฟ้าและต้นทุนการผลิต
  5. ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security): ผลักดันให้อุตสาหกรรมกุ้งเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางอาหารของประเทศ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้าช่วย
  6. การรักษาความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน: ปัจจุบันอุตสาหกรรมกุ้งไทยมีโครงสร้างที่เข้มแข็งและเป็นเนื้อเดียวกัน ตั้งแต่ต้นน้ำ (พ่อแม่พันธุ์) กลางน้ำ (บ่อเลี้ยง) จนถึงปลายน้ำ (โรงงานแปรรูป) ซึ่งเป็นฐานรากที่ดีหากได้รับการสนับสนุนจากงานวิจัยที่ตรงจุด


เกษตรกรไทยมีความเชี่ยวชาญในการเลี้ยงกุ้งเป็นอย่างสูง แต่ไม่สามารถต่อสู้กับปัญหาโรคระบาดได้ด้วยตัวคนเดียวอีกต่อไป การเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมไปสู่การขับเคลื่อนด้วยฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการทำงานร่วมกับสถาบันอุดมศึกษาอย่างใกล้ชิด คือกุญแจสำคัญที่จะนำรายได้แสนล้านบาทกลับคืนสู่ประเทศ และสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรกว่า 2 ล้านคนได้อย่างยั่งยืน