ส่องฟาร์ม
30 ปี บนเส้นทางคนเลี้ยงกุ้ง ของ ”นายหัวจอย เพชรบุรี”
เมื่อ : 2 ก.ค. 2569
30 ปี บนเส้นทางคนเลี้ยงกุ้ง ของ "นายหัวจอย เพชรบุรี"
คุณชยานันท์ อินทรัตน์ หรือ "นายหัวจอย" ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งถ่ายทอดองค์ความรู้จากการทำฟาร์มกุ้งมาอย่างยาวนานกว่า 3 ทศวรรษ โดยครอบคลุมตั้งแต่การปรับตัวต่อวิกฤตโรคระบาด เทคนิคการเลี้ยงกุ้งแบบยั่งยืน ไปจนถึงการบริหารจัดการต้นทุนและการตลาดในอุตสาหกรรมกุ้งไทย
ความสำเร็จในอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งไม่ได้วัดที่ปริมาณผลผลิตสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการปรับตัวตามสภาพแวดล้อมและการบริหารจัดการความเสี่ยง บทเรียนสำคัญจากประสบการณ์ 30 ปีชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านจากการเลี้ยงแบบหนาแน่นสูงมาสู่ "ทางสายกลาง" ที่เน้นความสมดุลระหว่างศักยภาพของพื้นที่และอัตราการปล่อยกุ้ง เป็นหัวใจสำคัญของความยั่งยืน การใช้ระบบน้ำหมุนเวียนแบบปิด การพึ่งพาจุลินทรีย์ธรรมชาติแทนการใช้สารเคมี และการบริหารจัดการต้นทุนด้วยเทคโนโลยีพลังงานสะอาด คือกลยุทธ์หลักที่ช่วยให้ฟาร์มสามารถยืนหยัดอยู่ได้ท่ามกลางความผันผวนของราคาและโรคระบาด
วิวัฒนาการและการปรับตัวต่อวิกฤตโรคระบาด
ตลอดระยะเวลา 30 ปี เส้นทางการเลี้ยงกุ้งต้องเผชิญกับจุดเปลี่ยนสำคัญที่เกิดจากโรคระบาดและปัจจัยภายนอก ดังนี้:
- การเปลี่ยนสายพันธุ์: เริ่มต้นจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในช่วง 2 ปีแรก ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นกุ้งขาวแวนนาไมตามการส่งเสริมของบริษัทอาหารสัตว์รายใหญ่ ซึ่งให้ผลผลิตที่ดีกว่าในขณะนั้น
- วิกฤตโรคระบาด: ประสบปัญหาใหญ่หลายครั้ง ตั้งแต่โรคทอร่า (Taura Syndrome) ในปี 2550 และวิกฤตที่หนักหนาสุดคือโรคตายด่วน (EMS) ในช่วงปี 2554-2555 ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตเสียหายอย่างรุนแรงจนเกือบต้องเลิกอาชีพ
- ทางออกในปัจจุบัน: ปรับมาใช้สายพันธุ์กุ้งที่มีความ ”ทนทาน” มากกว่าเน้นการเจริญเติบโตเพียงอย่างเดียว เพื่อรับมือกับปัญหาโรคขี้ขาวและแบคทีเรียในปัจจุบัน
ยุทธศาสตร์การบริหารจัดการฟาร์มสมัยใหม่
แนวทางการเลี้ยงกุ้งได้เปลี่ยนจากระบบเน้นปริมาณมาเป็นระบบเน้นประสิทธิภาพและการจัดการที่แม่นยำ:
1. การบริหารความหนาแน่นและศักยภาพการเลี้ยง
- การลดความหนาแน่น: จากเดิมที่เคยปล่อยกุ้งหนาแน่นถึง 250000 ตัวต่อไร่ ได้ปรับลดลงมาเหลือ 100000 ถึง 150000 ตัวต่อไร่ เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพการจัดการและลดความสูญเสีย
- เป้าหมายผลผลิต: มุ่งเน้นที่การจับกุ้งไซส์ขนาด 35-40 ตัวต่อกิโลกรัม โดยมีการทำ ”พาร์เชียล” (Partial Harvest) หรือการทยอยจับออกเมื่อกุ้งเริ่มหนาแน่นเกินไป (ที่ขนาด 50-55 ตัวต่อกิโลกรัม) เพื่อให้กุ้งที่เหลือเติบโตได้เต็มที่
2. ระบบน้ำและสิ่งแวดล้อม
- ระบบปิด (Recirculation System): ใช้การหมุนเวียนน้ำภายในฟาร์ม 100% โดยไม่ปล่อยน้ำออกสู่ธรรมชาติภายนอก มีการจัดสรรพื้นที่กว่า 50 ไร่จากทั้งหมด 200 ไร่เพื่อเป็นบ่อพักน้ำ
- การกำจัดของเสีย: เน้นการดูดเลนออกจากบ่อทุกวัน วันละ 3-4 ครั้ง (เช้า เที่ยง เย็น และเพิ่มช่วงค่ำเมื่อกุ้งโต) โดยดูดจนน้ำใสเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมในบ่อให้สะอาดอยู่เสมอ
3. เทคนิคทางชีวภาพและแร่ธาตุ
- จุลินทรีย์น้ำสับปะรด: เป็นนวัตกรรมของชมรมผู้เลี้ยงกุ้งเพชรบุรีที่ใช้ทดแทนสารเคมีและยา ช่วยทั้งการปรับสภาพน้ำและผสมอาหารให้กุ้งกิน เพื่อป้องกันโรคขี้ขาว
- การจัดการแร่ธาตุ: เนื่องจากเป็นการเลี้ยงในพื้นที่ความเค็มต่ำ จึงต้องให้ความสำคัญกับแคลเซียมและแมกนีเซียมตามโปรแกรมที่กำหนด เพื่อป้องกันปัญหากุ้งเปลือกบางหรือตัวนิ่ม โดยเฉพาะในช่วงหน้าฝน
การบริหารจัดการต้นทุนและการเพิ่มมูลค่า
ในยุคที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น การจัดการที่มีประสิทธิภาพถือเป็นกุญแจสำคัญสู่กำไร:
- พลังงานสะอาด: ติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ขนาด 50 กิโลวัตต์ ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 20000 - 30000 บาทต่อเดือน
- กลยุทธ์การให้อาหาร (Underfeeding): ใช้วิธีให้อาหารน้อยกว่าความต้องการจริงประมาณ 10-15% ในช่วงเดือนสุดท้ายก่อนจับ เพื่อลดของเสียในบ่อและประหยัดต้นทุนอาหาร โดยใช้ระบบออโต้ฟีดหลังจากกุ้งอายุครบ 20 วัน
- การกลับสู่พื้นฐาน (Back to the Basic): ลดการใช้พลาสติก PE รองพื้นบ่อและเปลี่ยนมาใช้ระบบออกซิเจนแบบเรียบง่ายเพื่อลดต้นทุนการก่อสร้างและการบำรุงรักษา
- การสร้างมูลค่าเพิ่ม: เน้นการแต่งสีกุ้งให้เข้มตามความต้องการของตลาดโดยแพ/แม่ค้าที่ต้องการจับกุ้งเป็น ซึ่งสามารถเพิ่มราคาขายได้อีก 3-5 บาทต่อกิโลกรัม
บทบาททางสังคมและความร่วมมือในอุตสาหกรรม
การเลี้ยงกุ้งในจังหวัดเพชรบุรีมีความโดดเด่นในด้านความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ:
- เครือข่ายชมรม: การรวมกลุ่มเกษตรกรเพื่อแลกเปลี่ยนเทคนิคการเลี้ยงและการแก้ปัญหา มีการดูงานข้ามจังหวัดเพื่อนำความรู้มาประยุกต์ใช้
- การตลาดท้องถิ่น: ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ที่ใกล้ตลาดทะเลไทย และการสนับสนุนจากภาครัฐ (ผู้ว่าราชการจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด) ช่วยให้การกระจายสินค้าสู่ร้านอาหารและโรงแรมทำได้ดี
- ภาพลักษณ์และการบริโภค: การจัดงาน ”วันกุ้งเพชรบุรี” เพื่อส่งเสริมการบริโภคกุ้งในราคาถูกและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้อุตสาหกรรมกุ้งในพื้นที่
- ความรับผิดชอบต่อชุมชน: การจัดการของเสียอย่างเป็นระบบทำให้ฟาร์มสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้โดยไม่มีข้อขัดแย้ง
"การไม่หยุดพัฒนาการเรียนรู้" คือหัวใจสำคัญของการเป็นคนเลี้ยงกุ้งมืออาชีพ ผู้เลี้ยงต้องรู้จักประเมินศักยภาพของตนเอง เลือกวิธีการเลี้ยงที่เหมาะสมกับพื้นที่ และต้องมีการเก็บข้อมูลสถิติ (ต้นทุน ผลผลิต กำไร) ในทุกรอบการเลี้ยงเพื่อนำมาปรับปรุงในรอบถัดไป เหนือสิ่งอื่นใด มิตรภาพและการช่วยเหลือกันในวงการคือปัจจัยเกื้อหนุนที่ทำให้เกษตรกรสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ต่างๆ มาได้ตลอด 30 ปี
