ส่องฟาร์ม
เกือบ 4 ทศวรรษ ความสำเร็จและยั่งยืนของ ”ยอดพินิจฟาร์ม”
แนวทางการเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืนและกลยุทธ์การก้าวข้ามวิกฤต ฉบับยอดพินิจฟาร์ม
จากการนำเสนอของยอดพินิจฟาร์ม ในงานวันกุ้งไทย ครั้งที่ 35 โดยมุ่งเน้นไปที่ประสบการณ์การเลี้ยงกุ้งกว่า 38 ปี การปรับตัวเพื่อก้าวข้ามวิกฤตการณ์สำคัญ และกลยุทธ์การบริหารจัดการฟาร์มเพื่อให้เกิดความยั่งยืนและผลกำไรในระยะยาว
อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ใหญ่ในรอบ 3 ทศวรรษถึง 4 ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ตั้งแต่การเปลี่ยนระบบเลี้ยงไปจนถึงการเปลี่ยนสายพันธุ์ ยอดพินิจฟาร์มยึดถือปรัชญาการเลี้ยงที่เน้น ”ความเรียบง่าย” และ ”ไม่โลภ” โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงผ่านการเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการใช้ความรู้ความสามารถในการจัดการ หัวใจสำคัญของความสำเร็จคือการรักษาระบบการเลี้ยงให้สะอาด (3 สะอาด) การใช้ลูกกุ้งคุณภาพสูง (Super PL) เพื่อลดระยะเวลาความเสี่ยง และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศในบ่อผ่านการไหลเวียนของน้ำที่มีประสิทธิภาพ เป้าหมายสูงสุดไม่ใช่เพียงผลผลิตที่สูงที่สุด แต่คือความยั่งยืนของอาชีพที่สามารถส่งต่อสู่คนรุ่นหลังได้
การวิเคราะห์วิกฤตการณ์สำคัญในอุตสาหกรรมกุ้งไทย
ในรอบกว่า 30 ปีที่ผ่านมา ยอดพินิจฟาร์มระบุว่าอุตสาหกรรมกุ้งไทยผ่านวิกฤตใหญ่ทุก ๆ 10 ปี โดยประมาณ ดังนี้:
- วิกฤตครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2534-2535): การเผชิญกับโรคหัวเหลืองและตัวแดงดวงขาว นำไปสู่การเปลี่ยนระบบจากการเลี้ยงแบบระบบเปิด (Open System) ที่เน้นการถ่ายน้ำ เป็นระบบปิด (Closed System)
- วิกฤตครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2545-2546): ปัญหาความแคระแกร็นในกุ้งกุลาดำ (น่าจะเกิดจากเชื้อ IHNV) เลี้ยงไม่โต ทำให้ต้องเปลี่ยนสายพันธุ์มาเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม (Vannamei) ซึ่งประเทศไทยสามารถพัฒนาศักยภาพการผลิตจนพุ่งสูงถึง 640000 ตันในเวลาต่อมา
- วิกฤตครั้งที่ 3 (พ.ศ. 2555-2556): วิกฤตโรคตายด่วน (EMS) ที่รุนแรงจนฟาร์มจำนวนมากต้องหยุดการผลิต นำไปสู่การนำเข้าระบบ ”3 สะอาด” จากประเทศจีนมาปรับใช้ ซึ่งช่วยให้เกษตรกรที่ปรับตัวได้สามารถกลับมาเลี้ยงกุ้งได้อีกครั้ง
- วิกฤตครั้งที่ 4 (พ.ศ. 2566): ปัญหาโรคขี้ขาวที่ระบาดรุนแรงทั่วประเทศ ซึ่งเป็นโจทย์สำคัญที่เกษตรกรต้องร่วมกันแก้ไขด้วยองค์ความรู้ใหม่ ๆ
ปรัชญาและแนวคิดการบริหารจัดการฟาร์ม
ความสำเร็จของยอดพินิจฟาร์มไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ซับซ้อน แต่เกิดจากแนวคิดที่ชัดเจน:
- การตั้งเป้าหมายที่พอเหมาะ: ไม่ยึดติดกับราคาขายที่ต้องสูงที่สุด แต่เน้นที่ ”การเลี้ยงให้รอด” และพอใจกับผลผลิตที่ระดับ 3-4 ตันต่อไร่ เพื่อลดความกดดันและความเสี่ยงต่อระบบ
- การเริ่มต้นใหม่เสมอ (Set Zero): ไม่นำความสำเร็จเก่ามาเป็นตัวตั้ง แต่ต้องกลับไปเริ่มต้นด้วยความละเอียดรอบคอบในทุกรอบการเลี้ยง
- การใช้ ”ความเก่ง” ผสาน ”ความเฮง”:
- ความเก่ง: คือการจัดการที่เป็นระบบ ทีมงานที่มีความมุ่งมั่น อุปกรณ์ที่เพียงพอ และระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) ที่เข้มงวด
- ความเฮง: คือการเลือก ”โอกาส” และ ”สมรภูมิ” เช่น การเลือกเลี้ยงในเวลาที่อุณหภูมิและความเค็มเหมาะสม และการหยุดพักบ่อในช่วงที่มีความเสี่ยงสูง (เช่น เดือนธันวาคม-มกราคม)
กลยุทธ์ทางเทคนิคเพื่อความสำเร็จ
ยอดพินิจฟาร์มให้รายละเอียดเกี่ยวกับการจัดการเชิงเทคนิคที่ช่วยให้การเลี้ยงมีประสิทธิภาพสูง:
1. การจัดการระบบน้ำและอากาศ
- การหมุนเวียนน้ำ (Circulation): ให้ความสำคัญมากกว่าระดับออกซิเจนที่ละลายในน้ำเพียงอย่างเดียว ระบบหมุนเวียนน้ำที่ดีจะนำมาซึ่งออกซิเจนที่ดีและการเก็บเลนที่มีประสิทธิภาพ
- กำลังเครื่องตีน้ำ: ใช้ประมาณ 8-10 แรงม้าต่อไร่ เพื่อสร้างกระแสการไหลเวียนที่ทั่วถึง ช่วยให้กุ้งแข็งแรงและมีอัตราการเติบโตรายวัน (PDG) ที่สม่ำเสมอ
2. การจัดการพันธุ์กุ้งและความหนาแน่น
- ความเร็วคือความปลอดภัย: เลือกใช้ลูกกุ้งขนาดใหญ่ (Super PL) ของ CPF เพื่อลดระยะเวลาการเลี้ยงในบ่อ ลดความเสี่ยงต่อโรค และประหยัดค่าใช้จ่ายด้านอาหารและไฟฟ้าในระยะยาว
- ความหนาแน่นที่เหมาะสม: ปล่อยกุ้งประมาณ 100000 - 120000 ตัวต่อไร่ ตามสภาพฤดูกาล เพื่อให้ระบบสามารถรองรับและควบคุมได้ง่าย
3. การจัดการพื้นบ่อและสิ่งแวดล้อม
- ระบบปูพื้น PE 100%: ช่วยในเรื่องความสะอาดและการจัดการ EHP รวมถึงลดความเสี่ยงจากโรคตัวแดงดวงขาว
- การพักบ่อและตากบ่อ: หยุดพักบ่ออย่างน้อยปีละ 2 เดือน เพื่อกวาดล้างเชื้อโรคและปรับปรุงโครงสร้างใต้ผ้าใบ โดยมีการใช้โดโลไมท์เพื่อกำจัดแก๊สพิษและรักษาสมดุลดิน
4. การจัดการคุณภาพน้ำทางเคมี
- ค่าอัลคาไลน์ (Alkalinity): เน้นการรักษาระดับไบคาร์บอเนตที่ pH ประมาณ 7.6-7.8 ซึ่งเป็นสภาวะที่ปลอดภัยและลดความเป็นพิษของแอมโมเนีย
- การใช้สีน้ำ: ใช้สีน้ำเทียมเฉพาะในช่วง 7-14 วันแรกเพื่อลดความระแวงของกุ้ง หลังจากนั้นให้ระบบนิเวศตามธรรมชาติ (ไฟโตแพลงก์ตอนและซูแพลงก์ตอน) ทำงานเอง
ผลผลิตและประสิทธิภาพการดำเนินงาน
จากสถิติของฟาร์มในปีที่ผ่านมา ผลลัพธ์ที่ได้มีความโดดเด่นดังนี้:
- อัตราการเติบโต: สามารถเลี้ยงกุ้งขนาด 21 ตัวต่อกิโลกรัม ได้ภายในระยะเวลาประมาณ 110-120 วัน
- ผลผลิตต่อไร่: อยู่ในระดับเฉลี่ย 3.6 - 4.0 ตันต่อไร่
- อัตราแลกเนื้อ (FCR): สำหรับกุ้งขนาดใหญ่ (20 ตัว/กก.) อยู่ที่ประมาณ 1.6-1.7 แต่หากเป็นกุ้งขนาดทั่วไป (70 ตัว/กก.) จะอยู่ที่ประมาณ 1.1
ความยั่งยืนและการส่งต่อสู่อนาคต
ยอดพินิจฟาร์มให้ความสำคัญกับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม:
- มาตรฐานฟาร์ม (ASC): การทำมาตรฐานไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อราคาสูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ช่วยให้ ”ขายกุ้งง่าย” ในยามวิกฤต และทำให้ฟาร์มมีความเป็นระเบียบสะอาด
- ความเป็นมิตรต่อชุมชน: มีกิจกรรมเพื่อชุมชน เช่น การปลูกผักบุ้งปลอดสารพิษในบ่อพักช่วงเทศกาลกินเจเพื่อแจกจ่ายชาวบ้าน
- การส่งต่ออาชีพ: การพิสูจน์ว่าอาชีพเลี้ยงกุ้งไม่ใช่ ”ไร่เลื่อนลอย” แต่เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนจนสามารถส่งต่อสู่ทายาทรุ่นที่ 3 ได้
