สัมมนา

   เมื่อ : 1 มิ.ย. 2569

สูตรสำเร็จการเลี้ยงกุ้งเพื่อความยั่งยืนและวิกฤตการณ์โลก


จากการบรรยายโดย รศ.ดร.ชลอ ลิ้มสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญ ในงานสัมมนาจินดา 69 จ.นครปฐม ซึ่งมุ่งเน้นไปที่สถานการณ์การเลี้ยงกุ้งในปัจจุบัน ท่ามกลางความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์โลก มาตรการทางการค้าที่เข้มงวด และเทคนิคการบริหารจัดการฟาร์มเพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง


อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากมาตรการตรวจสอบสารเคมีที่เข้มงวดของสหรัฐอเมริกาภายใต้นโยบาย ”เผาทิ้งหากพบสารตกค้าง” และวิกฤตพลังงานโลกที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตโดยตรง การปรับตัวของเกษตรกรจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการจัดการฟาร์มในสภาวะอากาศร้อนจัดและการรับมือกับน้ำฝน ซึ่งต้องอาศัยการสังเกตพฤติกรรมกุ้งและการรักษาสมดุลของแร่ธาตุอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ ความซื่อสัตย์ต่อคุณภาพผลผลิตและการหลีกเลี่ยงสารเคมีต้องห้ามเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้อาชีพการเลี้ยงกุ้งดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก


สถานการณ์กุ้งในตลาดโลกและมาตรการกีดกันทางการค้า

การเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการค้าของประเทศคู่ค้าหลักอย่างสหรัฐอเมริกาส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานกุ้งไทย ดังนี้:

  1. มาตรการเผาทิ้งของสหรัฐฯ: มีการบังคับใช้กฎหมายใหม่ที่ระบุว่า หากตรวจพบยาหรือสารเคมีตกค้างในกุ้งที่ส่งออกมาจากต่างประเทศ (รวมถึงประเทศไทย) ทางสหรัฐฯ จะดำเนินการ ”เผาทิ้งทันที” โดยไม่มีการตีกลับสินค้า เพื่อป้องกันการแอบนำสินค้าไปขายผ่านช่องทางอื่น มาตรการนี้สร้างความเสียหายมหาศาลแก่ผู้ส่งออกและห้องเย็น ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องมายังการกดราคารับซื้อจากเกษตรกร
  2. การแข่งขันกับอินเดีย: แม้อินเดียจะเป็นผู้ส่งออกกุ้งอันดับหนึ่งไปยังสหรัฐฯ และต้องเผชิญกับภาษีที่สูงกว่าไทย แต่ต้นทุนการผลิตโดยรวมของอินเดียยังคงต่ำกว่าไทย ทำให้กุ้งไทยเสียเปรียบในเชิงการแข่งขันด้านราคา
  3. สารเคมีต้องห้าม: มีการเน้นย้ำเรื่อง ”คริสตัลไวโอเลต” (Crystal Violet) ซึ่งเป็นสารย้อมสีที่ห้ามใช้ในสัตว์น้ำเพื่อบริโภคโดยเด็ดขาด หากตรวจพบจะส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของประเทศและนำไปสู่การถูกแบนสินค้า


วิกฤตพลังงานและภูมิรัฐศาสตร์ที่กระทบต่อต้นทุน

ปัจจัยภายนอกประเทศส่งผลให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้:

  1. ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง: สถานการณ์ระหว่างอิหร่านและอิสราเอลส่งผลกระทบต่อช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ (1 ใน 5 ของโลก) หากเส้นทางนี้ถูกปิดหรือมีการตัดสายเคเบิลอินเทอร์เน็ตใต้น้ำในพื้นที่ จะทำให้ระบบการเงินโลกหยุดชะงักและราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น
  2. การปรับตัวของนานาประเทศ: หลายประเทศเริ่มปรับตัวเพื่อความอยู่รอด เช่น ญี่ปุ่นที่หันไปซื้อน้ำมันจากรัสเซียเพื่อลดต้นทุน ในขณะที่หลายประเทศในยุโรปเริ่มมีการเจรจาด้านพลังงานใหม่เพื่อบรรเทาวิกฤตเศรษฐกิจภายใน
  3. ราคาอาหารสัตว์: ต้นทุนอาหารสัตว์เพิ่มสูงขึ้นตามราคาวัตถุดิบโลก เช่น ปลาป่นและกากถั่วเหลือง รวมถึงค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างผู้ผลิตอาหารและเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในหลายภูมิภาค


เทคนิคการจัดการฟาร์มในสภาวะอากาศแปรปรวน

การบริหารจัดการด้านเทคนิคเป็นสิ่งสำคัญในการลดความเสี่ยงจากการสูญเสียผลผลิต:

การรับมือกับอากาศร้อนจัด (อุณหภูมิสูงกว่า 32 องศาเซลเซียส):

  1. ควรเปิดเครื่องตีน้ำในช่วงกลางวันเพื่อเพิ่มออกซิเจน เนื่องจากในสภาวะร้อนจัด แพลงก์ตอนจะหยุดการสังเคราะห์แสงแต่ยังคงหายใจและแย่งออกซิเจนจากกุ้ง
  2. ระวังปัญหากุ้งลอกคราบแล้วตาย (ตัวนิ่ม) เนื่องจากแคลเซียมและแมกนีเซียมในน้ำจะตกตะกอนได้ง่ายเมื่ออุณหภูมิสูง ทำให้แร่ธาตุในน้ำไม่เพียงพอต่อการสร้างเปลือก
  3. แนวทางแก้ไข: เติมเกลือแกง (เกลือสมุทร) ประมาณ 300-600 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อช่วยปรับสมดุลแร่ธาตุและดึงแคลเซียมที่ตกตะกอนกลับมาใช้ประโยชน์

การรับมือกับฝนตกหนักต่อเนื่อง:

  1. ลดการให้อาหารทันที: เมื่อฝนตกหนักอุณหภูมิน้ำจะลดลงอย่างรวดเร็ว (น้ำฝนมีอุณหภูมิประมาณ 24 องศาเซลเซียส) กุ้งซึ่งเป็นสัตว์เลือดเย็นจะกินอาหารลดลง ควรลดอาหารลงอย่างน้อย 60% หรือหยุดให้หากฝนยังไม่หยุดตก
  2. รักษาค่า pH: น้ำฝนมีค่า pH ต่ำ (ประมาณ 6.8) ควรใช้ปูนขาวละลายน้ำสาดเพื่อประคองค่า pH ในบ่อไม่ให้ต่ำกว่า 7.6
  3. การสังเกตหลังฝนหยุด: หากแดดออกแล้วกุ้งกินอาหารดีขึ้นแสดงว่าพื้นบ่อยังดี แต่หากกุ้งขึ้นมาขอบบ่อ ตัวสกปรก หรือไม่กินอาหาร แสดงว่าพื้นบ่อเน่าเสียและขาดออกซิเจน ต้องรีบแก้ไขโดยการเพิ่มเครื่องตีน้ำหรือดูดเลน


ธรรมาภิบาลและการยกระดับคุณภาพผลผลิต

เพื่อความยั่งยืนของอาชีพ เกษตรกรควรหลีกเลี่ยงพฤติกรรมที่บั่นทอนคุณภาพสินค้า:

  1. การใช้ยาผิดประเภท: ห้ามนำยาสำหรับสัตว์น้ำสวยงามมาใช้กับสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค และหลีกเลี่ยงความเชื่อผิดๆ เช่น การใส่ ”ยาทำใจ” เพื่อให้กุ้งเปลือกแข็ง ซึ่งเป็นการสร้างสารตกค้างที่เป็นอันตราย
  2. กลโกงน้ำหนัก: การดองกุ้งในน้ำแข็งนานเกินไปเพื่อเพิ่มน้ำหนัก (กุ้งดูดน้ำ) ส่งผลให้คุณภาพเนื้อเสื่อมลงและเสียรสชาติ ซึ่งเป็นผลเสียต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อในระยะยาว
  3. การวัดค่าแร่ธาตุ: แนะนำให้เกษตรกรวัดค่าแคลเซียมและแมกนีเซียมในช่วงเช้า (07:00 น.) เทียบกับช่วงบ่าย (14:00 น.) หากมีความแตกต่างกันมาก แสดงว่ากุ้งเตรียมลอกคราบชุดใหญ่ ให้เตรียมเติมแร่ธาตุหรือเกลือเพื่อป้องกันความเสียหาย


มุมมองต่อโครงสร้างสังคมและเศรษฐกิจที่มีต่อภาคเกษตร

ผู้เชี่ยวชาญได้วิเคราะห์ถึงอุปสรรคเชิงโครงสร้างที่ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย:

  1. ปัญหาคอร์รัปชัน: การเปรียบเทียบกับสิงคโปร์ที่ให้ความสำคัญกับการปราบปรามคอร์รัปชันและการใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาราชการเพื่อดึงดูดการลงทุน ในขณะที่ไทยยังประสบปัญหาเรื่องการใช้เส้นสายและระบบอุปถัมภ์ในองค์กรอิสระและหน่วยงานรัฐ
  2. การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP): ปัจจุบันค่า GDP ของไทยค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ทั้งที่มีทรัพยากรธรรมชาติที่สมบูรณ์กว่า
  3. นโยบายพลังงานสะอาด: การใช้โซลาร์เซลล์หรือพลังงานลมในฟาร์มกุ้งไทยยังมีข้อจำกัดด้านความคุ้มทุน เนื่องจากราคาอุปกรณ์นำเข้าที่สูงและการสนับสนุนจากภาครัฐที่ไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับต่างประเทศ เช่น บราซิลที่มีสภาพลมแรงและเหมาะสมกว่า