สัมมนา

   เมื่อ : 25 ก.ค. 2569

การจัดการฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยุคใหม่เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ


จากการบรรยายของ ดร.ชัยวุฒิ สุดทองคง ในงานเทศกาลส่งเสริมการบริโภคสัตว์น้ำไทย ครั้งที่ 1 ได้อธิบายถึงปัจจุบัน ที่อุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ก้าวข้ามผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยมีผลผลิตแซงหน้าการประมงจากธรรมชาติเป็นที่เรียบร้อย อย่างไรก็ตาม เกษตรกรต้องเผชิญกับความท้าทายรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่ส่งผลให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้นและสภาพอากาศแปรปรวน ”การเลี้ยงให้รอด” เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอต่อการแข่งขันในตลาดปัจจุบันอีกต่อไป แต่ต้องเปลี่ยนผ่านสู่ระบบ ”Climate Smart Aquaculture” ที่เน้นการลดความเสี่ยง เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างกำไรสูงสุด โดยอาศัยการจัดการเชิงรุก (Proactive Management) การนำเทคโนโลยีประหยัดพลังงานมาใช้ และการรักษาสมดุลของระบบนิเวศในบ่อเลี้ยงเพื่อควบคุม ”ต้นทุนแฝง” ที่เกิดจากโรคสัตว์น้ำ


สถานการณ์และความท้าทายของอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้:

  1. การเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลก: อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นประมาณ 0.5 ถึง 2 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ระบบสมดุลธรรมชาติเสียหาย กระทบต่อการทำงานของแพลงก์ตอน สัตว์น้ำ และปะการัง
  2. ความเปราะบางของฟาร์มรายย่อย: บ่อเลี้ยงขนาดเล็กและตื้นจะได้รับผลกระทบสูงเนื่องจากมวลน้ำน้อย ทำให้อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงฉับพลันได้ง่าย
  3. การเปลี่ยนแปลงจาก ”การประมง” สู่ ”การเพาะเลี้ยง”: รายงานของ FAO ปี 2020-2022 ระบุว่าผลผลิตจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีสัดส่วนมากกว่าการประมงแล้ว โลกจึงให้ความสำคัญกับการจัดการฟาร์มที่ยั่งยืนมากขึ้น


ผลกระทบของสภาพอากาศต่อระบบนิเวศและสุขภาพสัตว์น้ำ

การแปรปรวนของอากาศไม่ได้ทำลายสัตว์น้ำโดยตรงในทันที แต่เป็นการทำลายระบบสมดุลที่นำไปสู่ความสูญเสีย:

  1. วงจรความร้อนในบ่อ: ในเวลากลางวันน้ำจะเก็บสะสมความร้อนไว้ และจะถ่ายเทลงสู่พื้นบ่อในเวลากลางคืน เมื่อดินคายความร้อนออกมาจะพาเอาแก๊สพิษที่สะสมอยู่ (แอมโมเนีย มีเทน แก๊สไข่เน่า) ขึ้นมาสู่มวลน้ำ
  2. สภาวะเครียด (Stress): การเปลี่ยนแปลงฉับพลันของอุณหภูมิ ค่า pH ความเค็ม และปริมาณออกซิเจน (DO) ทำให้สัตว์น้ำมีภูมิคุ้มกันลดลง กินอาหารน้อยลง และเกิดสภาวะ Metabolic Stress
  3. คุณภาพลูกพันธุ์: อุณหภูมิที่สูงเกินไปในโรงเพาะฟักส่งผลกระทบโดยตรงต่อเซลล์สืบพันธุ์ของพ่อพันธุ์ ทำให้ลูกสัตว์น้ำที่เกิดมามีคุณภาพต่ำ พิการ หรือเติบโตไม่เท่ากัน (แตกไซส์)
  4. การแพร่ระบาดของเชื้อก่อโรค: อุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นกระตุ้นการขยายตัวอย่างรวดเร็วของแบคทีเรียกลุ่มวิบริโอ (Vibrio) ในกุ้ง และสเตปโตคอกคัส (Streptococcus) หรือแอโรโมแนส (Aeromonas) ในปลา


กลยุทธ์การจัดการอาหารและต้นทุน

การจัดการอาหารอย่างแม่นยำคือหัวใจสำคัญของการลดมลพิษในบ่อและควบคุมต้นทุน:

  1. การปรับการให้อาหารตามสภาพจริง: ไม่ควรใช้ผลการเช็คยอในช่วงเช้ามาตัดสินใจให้อาหารในช่วงบ่ายที่มีอากาศร้อนจัด เกษตรกรควรสังเกตความต้องการอาหารที่แท้จริงอย่างน้อย 1-2 วันก่อนปรับเพิ่มปริมาณ
  2. หลักการ ”ขาดดีกว่าเกิน”: การให้อาหารเกินความต้องการในสภาพแวดล้อมที่แปรปรวนจะทำให้สัตว์น้ำเครียดและเกิดโรคได้ง่ายขึ้น
  3. ต้นทุนแฝงจากโรค: อัตราการรอดคือตัวแปรสำคัญของกำไร หากสามารถทำอัตราการรอดได้มากกว่า 80% และควบคุม FCR ให้ต่ำกว่า 1.4 จะสามารถแข่งขันได้แม้ในช่วงที่ราคาสัตว์น้ำตกต่ำ
  4. การบริหารจัดการรอบการเลี้ยง: ควรหลีกเลี่ยงการลงลูกสัตว์น้ำเต็มทุกบ่อในช่วงที่มีความเสี่ยงอากาศเปลี่ยน เช่น ช่วงรอยต่อหน้าหนาว เพื่อป้องกันการขาดทุนสะสมทั้งฟาร์ม


นวัตกรรมและการจัดการเชิงระบบ (Climate Smart Tools)

กรมประมงส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการ ดังนี้:

  1. อุปกรณ์ Turbo Blow (Magnetic Blower): ใช้ระบบแม่เหล็กถาวรแทนระบบเดิม ช่วยให้ลมที่ผลิตออกมามีอุณหภูมิใกล้เคียงอุณหภูมิห้อง ส่งผลให้ออกซิเจนละลายน้ำได้ดีขึ้นและลดความเสี่ยงการเพิ่มขึ้นของแบคทีเรียก่อโรค
  2. ระบบโซล่าเซลล์และมอเตอร์ประสิทธิภาพสูง:
  3. ส่งเสริมการใช้มอเตอร์ที่ได้มาตรฐาน IE3 ขึ้นไป ร่วมกับโซล่าเซลล์เพื่อรวมตะกอนในเวลากลางวัน
  4. การรวมตะกอนและดูดออก (วันละ 1-3 นาที) ก่อนที่ขี้กุ้งหรือเศษอาหารจะละลายเป็นสารอินทรีย์ ช่วยลดโอกาสการเกิดโรคขี้ขาว
  5. โครงการสนับสนุน ”คนละครึ่ง” จากกรมประมง อุดหนุนงบประมาณสูงสุดไม่เกิน 50000 บาทต่อราย สำหรับเกษตรกร 1000 ราย
  6. การจัดการพื้นที่: การออกแบบบ่อให้มีครูรอบบ่อเป็น Buffer Zone เพื่อรับผลกระทบจากภายนอกก่อนเข้าสู่บ่อเลี้ยง และการยกจุดเก็บอาหาร/เครื่องปั่นไฟให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมอย่างน้อย 50 เซนติเมตร


การใช้จุลินทรีย์และการจัดการคุณภาพน้ำ

การใช้จุลินทรีย์ทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะเป็นแนวทางสำคัญในการรักษาความยั่งยืน:

  1. จุลินทรีย์กลุ่มหลัก: แนะนำให้ใช้ 3 กลุ่ม คือ บาซิลลัส (Bacillus) แบคทีเรียแลคติก และจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง
  2. จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง (PSB) ชนิดไม่สะสมซัลเฟอร์:
  3. เป็นพระเอกในการย่อยสลายสารอินทรีย์ทั้งในน้ำและหน้าดิน โดยเฉพาะในระบบที่ไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ
  4. ช่วยกำจัดสารอินทรีย์ก่อนจะเน่าเสียเป็นแก๊สไข่เน่า
  5. สามารถใช้แช่อาหารสด (เช่น ปลาเหยื่อสำหรับปู) เพื่อเป็นโปรไบโอติกช่วยระบบทางเดินอาหารและย่อยเศษอาหารที่เหลือในบ่อ
  6. อันตรายจากการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น: การใช้ยาเพื่อ ”ป้องกัน” แทนการ ”รักษา” ทำให้เกิดเชื้อดื้อยา (เช่น E. coli) ซึ่งสามารถถ่ายทอดสู่มนุษย์ผ่านห่วงโซ่อาหาร ส่งผลร้ายแรงต่อการรักษาโรคในคน


แนวทางปฏิบัติสำหรับสัตว์น้ำแต่ละประเภท

  1. ปูทะเล: ต้องรักษาความเค็มไม่ให้ต่ำกว่า 10 ppt ในช่วงฝนตกหนัก หากไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ ให้ใช้จุลินทรีย์บาซิลลัสร่วมกับจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเพื่อรักษาคุณภาพน้ำ
  2. ปลากะพงขาว: ปัญหาสุขภาพปลามักเกิดจากคุณภาพน้ำต่ำ สารอินทรีย์สูง ทำให้แผลที่เกิดจากการกระทบกระทั่งกันขณะแย่งอาหารติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน การใช้จุลินทรีย์และการเพิ่มเครื่องตีน้ำจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น
  3. หอยแครง: การใช้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงเป็นประจำช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ ทำให้หอยมีสีสวย สะอาด และมีผลผลิตเพิ่มขึ้น


บทสรุปเชิงกลยุทธ์เพื่อความยั่งยืน

เพื่อให้ฟาร์มอยู่รอดในยุคสภาวะอากาศแปรปรวน เกษตรกรควรยึดหลักการดังนี้:

  1. ข้อมูลต้องแม่นยำ: ต้องมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำสม่ำเสมอและจดบันทึกสถิติเพื่อคาดการณ์ภัยธรรมชาติในแต่ละรอบปี
  2. จัดการเชิงรุก: อย่ารอให้ปัญหาเกิดแล้วค่อยแก้ (เช่น รอให้ปลาลอยหัว) แต่ต้องควบคุมปัจจัยพื้นฐานให้คงที่ที่สุด
  3. รักษาสภาพน้ำให้ ”นิ่ง”: สัตว์น้ำจะสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีที่สุดเมื่อสภาพแวดล้อมไม่มีการเปลี่ยนแปลงฉับพลัน การเปลี่ยนถ่ายน้ำในปริมาณมากเกินไปอาจทำให้สัตว์น้ำเครียดและติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
  4. พลังงานสำรอง: ต้องมีเครื่องปั่นไฟและระบบฉุกเฉินที่พร้อมทำงานทันทีเมื่อเกิดเหตุไฟดับจากพายุลมแรง ซึ่งมีความถี่สูงขึ้นในปัจจุบัน