สัมมนา
กรมประมง ถอดรหัส 5 กลยุทธ์พลิกฟื้นอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้กลับมา โดย ท่านวิศณุพร รองอธิบดีกรมประมง
กรมประมง ถอดรหัส 5 กลยุทธ์พลิกฟื้นอุตสาหกรรมกุ้งไทยให้กลับมา โดย ท่านวิศณุพร รัตนตรัยวงศ์ รองอธิบดีกรมประมง
วิกฤตและความท้าทายที่ต้องก้ามข้าม
ในอดีต อุตสาหกรรมกุ้งไทยเคยเป็นมหาอำนาจระดับโลกด้วยยอดการผลิตที่สูงถึง 600000 ตันต่อปี แต่ภาพความสำเร็จในวันวานกำลังถูกทดสอบอย่างหนัก เมื่อตัวเลขในปัจจุบันลดลงเหลือเพียงประมาณ 250000 - 300000 ตัน ท่ามกลางการผันผวนของสภาพแวดล้อม โรคระบาด และการแข่งขันที่รุนแรงจากต่างประเทศ ทำให้เกิดคำถามสำคัญที่สั่นคลอนความมั่นใจของเกษตรกรและผู้ประกอบการว่า “อุตสาหกรรมกุ้งไทยจะอยู่หรือจะไป?”
แม้วิกฤตครั้งนี้จะดูหนักหน่วง แต่ในมุมมองของนักกลยุทธ์ นี่คือจังหวะสำคัญในการ “Set Zero” เพื่อก้าวข้ามจากการเน้นปริมาณ สู่การเป็น Premium Producer ของโลกด้วยความเชื่อมั่นว่า หากเราปรับตัวได้ทันท่วงที กุ้งไทยจะไม่ได้เป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ แต่จะเป็น “เพชรเม็ดงาม” ที่ทั่วโลกต้องการ
เมื่อ “สายพันธุ์” ไม่ใช่แค่เรื่องประมง แต่คือ “วาระแห่งชาติ”
การพัฒนาสายพันธุ์ถูกยกระดับให้เป็น “วาระสำคัญของชาติ” เพราะสายพันธุ์คือ “ต้นน้ำ” ที่กำหนดชะตากรรมของอุตสาหกรรม หากเรามีพันธุกรรมที่ไม่มีประสิทธิภาพ ต่อให้บริหารจัดการฟาร์มได้ดีเพียงใด ต้นทุนการผลิตและความสามารถในการแข่งขันก็ไม่อาจสู้คู่แข่งได้ การสร้างความได้เปรียบจึงต้องเริ่มจากความเข้าใจในคุณลักษณะทางเทคนิคของลูกกุ้ง 3 รูปแบบหลัก:
(1) SPF (Specific Pathogen Free): สถานะความปลอดภัยที่ยืนยันว่ากุ้ง “ปลอดจากเชื้อ” ตามรายการที่ระบุ
(2) SBR (Specific Pathogen Resistance): สายพันธุ์ที่มีพันธุกรรมโดดเด่นในการ “ต้านทานต่อโรค” เฉพาะเจาะจง
(3) SPT (Specific Pathogen Tolerance): สายพันธุ์ที่มีความ “ทนทานต่อเชื้อ” สามารถเติบโตได้แม้ในสภาวะที่มีเชื้อปนเปื้อนโดยไม่ตายง่าย
“ถ้าเรามีพันธุกรรมที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพการผลิตและความสามารถในการแข่งขันของเราจะสู้เขาได้... เราไม่ได้แข่งกันที่ปริมาณ แต่เราแข่งกันที่ประสิทธิภาพของการเพาะเลี้ยง” — รองอธิบดีกรมประมง
เจาะลึก “เพชรดา” vs “สีดา”: สองขุนพลใหม่จากกรมประมง
กรมประมงได้เปิดตัวกุ้งขาว 2 สายพันธุ์ใหม่ โดยมีเบื้องหลังที่น่าสนใจคือชื่อลงท้ายด้วยคำว่า “-ดา” (-da)” ซึ่งย่อมาจาก ARDA (สวก.) หรือสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร ซึ่งเป็นหน่วยงานผู้ให้ทุนสนับสนุนการวิจัยหลัก โดยทั้งสองสายพันธุ์มีจุดเด่นที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนตามสภาพพื้นที่:
คุณสมบัติ เพชรดา 1
ที่มาของชื่อ เพชรบุรี ARDA (สวก.)
จุดเด่นหลัก เน้นการเจริญเติบโต (Growth Focus)
วิธีการปรับปรุงพันธุ์ Within Family Selection Family
คุณสมบัติ สีดา 1
ที่มาของชื่อ นครศรีธรรมราช (สิชล) ARDA (สวก.)
จุดเด่นหลัก เน้นการรอดตาย (Survival Focus)
วิธีการปรับปรุงพันธุ์ Selection (เน้นต้านทาน EMS)
รุ่นการพัฒนา เน้นรอบการผลิตที่รวดเร็ว ปรับปรุงพันธุ์มาอย่างต่อเนื่องถึง
การสนับสนุน ทุนวิจัยจาก ARDA (สวก.)
กลยุทธ์การเลือก (Risk-based selection): เกษตรกรต้องเลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับ Biosecurity ของฟาร์มตนเอง หากฟาร์มมีระบบควบคุมโรคที่ดีเยี่ยมและต้องการรอบการผลิตที่ไวควรเลือก “เพชรดา” แต่หากอยู่ในพื้นที่เสี่ยงหรือมีความผันผวนของสภาพแวดล้อมสูง “สีดา” คือคำตอบที่จะช่วยเพิ่มอัตราการรอด นอกจากนี้ ไทยยังมีกลุ่ม Cluster กุ้งกุลาดำ (Black Tiger Shrimp) ที่แข็งแกร่งด้วยผลผลิตกว่า 30000 ตัน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสินค้าพรีเมียมที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศ
จาก “ปริมาณ” สู่ “ความแม่นยำ” (Precision Aquaculture)
โลกการค้าปัจจุบันไม่ได้วัดกันที่ใครมีสินค้ามากกว่า แต่พิจารณาว่าใครสามารถส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพสม่ำเสมอได้ตามนัดหมาย หัวใจสำคัญจึงคือการเปลี่ยนไปสู่ Precision Aquaculture หรือการเพาะเลี้ยงที่เน้น ความแม่นยำ เพื่อบรรลุเป้าหมายสำคัญ 2 ประการ:
การคาดการณ์ผลผลิตได้ (Predictability): ฟาร์มต้องสามารถการันตีผลผลิตที่จะส่งมอบให้กับคู่ค้าระดับโลกอย่าง Walmart หรือ Costco ได้อย่างแม่นยำ ไม่ใช่การเลี้ยงแบบเสี่ยงดวง
ความสามารถในการทำกำไร (Profitability): มุ่งเน้นการลดต้นทุนต่อหน่วยผ่านการจัดการ Farm Performance ที่ดี เช่น การทำค่า FCR (Feed Conversion Ratio) ให้ต่ำที่สุด และการใช้ระยะเวลาเลี้ยงสั้นลง
การจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ ต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดจาก “การผลิตนำการตลาด” (ผลิตตามความเคยชินแล้วไปลุ้นราคา) มาเป็นการใช้ “การตลาดนำการผลิต” โดยผลิตกุ้งพรีเมียมที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง เพื่อตอบโจทย์ตลาดระดับบนที่ยินดีจ่ายแพงกว่าเพื่อแลกกับคุณภาพและความยั่งยืน
Ecosystem แห่งความร่วมมือ: รัฐหนุน เอกชนนำ เกษตรกรลงมือ
ทางรอดที่ยั่งยืนของกุ้งไทยคือการสร้าง Feedback Loop ที่เข้มแข็งระหว่างภาคส่วนต่างๆ โดยกรมประมงได้วางโครงสร้างความร่วมมือผ่าน 3 กองงานหลักที่เป็นฟันเฟืองสำคัญ:
(1) กองวิจัยและพัฒนาพันธุกรรม: ทำหน้าที่ “คัดเลือกและพัฒนาสายพันธุ์” (Breeding) เพื่อให้ได้พันธุกรรมที่ดีที่สุด
(2) กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ: ทำหน้าที่ “ทดสอบความแข็งแกร่ง” (Challenge Test) เพื่อยืนยันว่าสายพันธุ์นั้นทนทานต่อโรคได้จริง
(3) กองวิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง: ทำหน้าที่ “ทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง” (Farm Trial) เพื่อเก็บข้อมูล Performance จากฟาร์มของเกษตรกร แล้วส่งข้อมูลกลับมาให้นักวิจัยปรับปรุงในรุ่นถัดไป
เมื่อ Ecosystem นี้ทำงานประสานกับภาคเอกชนที่มีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและการตลาด เช่น CP หรือ MAO Global และเกษตรกรที่พร้อมปรับตัว อุตสาหกรรมกุ้งไทยจะกลายเป็นโครงข่ายที่ไร้จุดอ่อน
“อุตสาหกรรมกุ้งไทยจะรอดได้ ต้องอาศัยคนที่มีคุณภาพในทุกภาคส่วน หากทุกคนใน Ecosystem มีคุณภาพ ทางรอดก็อยู่ไม่ไกลจากเรา” — ผู้เชี่ยวชาญจากเวทีเสวนา
อนาคตที่กุ้งไทยต้อง “เลือก” เดิน
ความยั่งยืนของอุตสาหกรรมกุ้งไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมองหาสายพันธุ์เดียวที่ “ดีที่สุดในโลก” เพราะในความเป็นจริงไม่มีสายพันธุ์ใดที่สมบูรณ์แบบในทุกสภาวะ แต่หัวใจสำคัญคือการเลือก “สายพันธุ์ที่เหมาะสมที่สุด” กับบริบทพื้นที่และการบริหารจัดการของแต่ละฟาร์ม
บรรยาย งาน สัมมนาวิชาการวาริชศาสตร์ฯ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (13/8/69)
