ส่องฟาร์ม

   เมื่อ : 23 ก.ย. 2569

กฤษณะโมเดล ระบบการเลี้ยงกุ้งลดต้นทุน ต้นแบบเมืองชุมพร


"กฤษณะโมเดล" เป็นระบบการบริหารจัดการฟาร์มกุ้งที่คิดค้นและพัฒนาโดย อาจารย์กฤษณะ จ.ชุมพร ผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีประสบการณ์เลี้ยงกุ้งมานานถึง 39 ปี ณ อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร โมเดลนี้นำเสนอแนวทางการลดต้นทุนและการป้องกันโรคในกุ้งขาวอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาโรคสำคัญในอุตสาหกรรมกุ้ง ได้แก่ โรคตับวายเฉียบพลัน (EMS), โรคขี้ขาว และโรคสปอร์โนซีมา (EHP)


จากการทดสอบใช้งานจริงจำนวน 12 บ่อติดต่อกัน พบว่ากุ้งในทุกบ่อมีความแข็งแรง ไม่พบการติดเชื้อ EMS, โรคขี้ขาว หรือ EHP แม้แต่บ่อเดียว โดยสามารถเลี้ยงกุ้งได้จนถึงขนาดจับขายที่ 20 กว่าตัวต่อกิโลกรัม (หน้า 2)


หัวใจสำคัญของกฤษณะโมเดล ประกอบด้วย:

  1. การอนุบาลในบ่อชำยกสูง (Nursery System): การอนุบาลลูกกุ้งในบ่อขนาดเล็กเพื่อควบคุมสิ่งแวดล้อม โภชนาการ และการส่งออกซิเจนได้อย่างทั่วถึง ก่อนส่งผ่านท่อใต้ดินไปยังบ่อเลี้ยง
  2. การคัดแยกน้ำบรรจุลูกกุ้งและตัดเชื้อ: ปฏิเสธการใช้น้ำที่มากับถังบรรจุลูกกุ้งเพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียเรืองแสง (เชื้อเขียว-เชื้อเหลือง) และใช้สารไอโอดีนฆ่าเชื้อในขั้นตอนเตรียมพักกุ้ง
  3. การคัดขนาดจับกุ้งบางส่วนผ่านประตูน้ำ (Water Gate Partial Harvesting): ใช้ประตูน้ำระบายกุ้งออกเพื่อป้องกันบาดแผลและการติดเชื้อจากการใช้อวนลาก ซึ่งส่งผลให้กุ้งเกิดการลอกคราบครั้งใหญ่และเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว
  4. การใช้น้ำหมักสับปะรดและแนวคิด "ของถูกและของฟรี": ลดต้นทุนอาหารและสารเคมีโดยการเสริมน้ำหมักสับปะรดที่มีวิตามินซีสูงและจุลินทรีย์ธรรมชาติในอาหารทุกมื้อ และนำกากไปหมักทำปุ๋ยใส่สวนปาล์ม
  5. การชีวอนามัยและการใช้ปลาบำบัดน้ำ: ใช้ปลากะพงขาวในบ่อพักน้ำเพื่อกำจัดพาหะนำโรค เช่น ปลาหมอคางดำและปูเปรี้ยว รวมถึงการใช้เมือกปลาช่วยบำบัดน้ำในระบบปิด จนผ่านการรับรองมาตรฐานระดับโลก ASC (Aquaculture Stewardship Council)


ประวัติความเป็นมาและแนวคิดพื้นฐานของกฤษณะโมเดล

ผู้คิดค้น: อาจารย์กฤษณะ ชุมพร อายุ 73 ปี อดีตข้าราชการครู 25 ปี (ลาออกเมื่ออายุประมาณ 45-48 ปี) และทำฟาร์มกุ้งมานาน 39 ปี

ที่ตั้งฟาร์ม: อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร (พื้นที่ตั้งอยู่ระหว่างอำเภอสวีและอำเภอหลังสวน ห่างจากทะเลประมาณ 5 กิโลเมตร)

จุดเริ่มต้นในการพัฒนาระบบ: ในอดีตฟาร์มประสบความสำเร็จจากการเลี้ยงกุ้งกุลาดำและปรับมาเลี้ยงกุ้งขาว ซึ่งเคยจับกุ้งได้บ่อละ 20 กว่าตัน แต่ต่อมาเกิดวิกฤตโรค EMS ทำให้ผลผลิตลดลงเหลือเพียงบ่อละ 500–600 กิโลกรัม จึงต้องพัฒนาระบบการเลี้ยงใหม่

ระยะลองผิดลองถูก: เคยทดลองเลี้ยงกุ้งร่วมกับปลานิล (สายพันธุ์จิตรลดา) ซึ่งช่วยแก้ปัญหา EMS ได้ (จับกุ้งได้ 11–12 ตัน และจับปลาได้ 3–4 ตัน) แต่พบปัญหาภาระในการระบายปลาซึ่งต้องใช้เวลาขายนาน จึงเปลี่ยนมาพัฒนาระบบ "บ่อชำ" ยกระดับแทนการใช้ปลาเลี้ยงร่วม ซึ่งใช้งานมานานกว่า 10 ปีโดยไม่พบปัญหา EMS อีกเลย

การใช้วัตถุดิบราคาถูก: ปรับลดสิ่งฟุ่มเฟือย เช่น เลิกใช้กระเทียม, ข่า, เหล้าขาว และนม เนื่องจากทดลองแล้วไม่สามารถป้องกันโรคขี้ขาวได้จริง แต่หันมาเน้นนโยบายใช้ "ของถูกและของฟรี" เพื่อลดต้นทุนฟาร์ม


โครงสร้างบ่อเลี้ยงและการจับกุ้งบางส่วน (Partial Harvesting)

โครงสร้างและการเตรียมบ่อเลี้ยง

ขนาดและลักษณะบ่อ: บ่อดั้งเดิมขนาด 4 ไร่ ความลึกน้ำประมาณ 170 เซนติเมตร ปูพลาสติก PE 100%

ข้อแนะนำเกี่ยวกับพลาสติก PE: สำหรับผู้เลี้ยงที่มีทุนน้อย แนะนำให้ปูพลาสติก PE แบบบางเพื่อประหยัดต้นทุน เนื่องจากผลการเลี้ยงไม่แตกต่างจากการใช้ PE หนา

การปรับสีตัวกุ้ง: การปูพลาสติก PE ช่วยแก้ปัญหากุ้งสีส้มจากการเลี้ยงบ่อดิน ทำให้กุ้งปรับสีตัวเป็นสีเข้ม (ระดับ 24–25 ขึ้นไป) ซึ่งเป็นที่ต้องการของห้องเย็นและแพกุ้ง โดยไม่ต้องใช้สารเร่งสีใด ๆ


เทคนิคการจับกุ้งบางส่วนผ่านประตูน้ำ

หลักการสำคัญ: ต้องทำผ่าน "ประตูน้ำ" เท่านั้น ไม่เห็นด้วยกับการใช้อวนลากลงบ่อเพราะเป็นการนำเชื้อโรคลงไปสัมผัสตัวกุ้ง และทำให้กุ้งเป็นแผลติดเชื้อร่วงตายได้

ผลดีของการเปิดประตูน้ำ: กุ้งจะไหลออกตามน้ำ ใช้เวลาสั้นเพียง 1–2 ชั่วโมง เหมือนเป็นการถ่ายน้ำครั้งใหญ่ กระตุ้นให้กุ้งที่เหลือในบ่อลอกคราบพร้อมกันอย่างมโหฬารและเติบโตอย่างรวดเร็ว

วงรอบการจับกุ้งบ่อขนาด 4 ไร่ (ปล่อยลูกกุ้ง 700,000 – 900,000 ตัว):

  1. ครั้งที่ 1 (อายุ ~80 วัน): จับกุ้งบางส่วนที่ขนาด 40 ตัวต่อกิโลกรัม ออกประมาณ 5.5 ตัน
  2. ครั้งที่ 2 (อายุ ~90 วัน): สุ่มตรวจไซส์ คาดว่าจะได้ขนาด 30 ตัวต่อกิโลกรัม แล้วทำการจับบางส่วนอีกครั้ง
  3. ครั้งสุดท้าย (เลี้ยงต่ออีก ~13–15 วัน): ปิดบ่อที่อายุไม่เกิน 114–115 วัน ได้กุ้งขนาดหน้า 2 (ประมาณ 22–23 ตัวต่อกิโลกรัม)
  4. ผลผลิตรวมต่อบ่อ: ได้ผลผลิตประมาณ 19–20 ตัน (หากปล่อย 900,000 ตัว คาดการณ์ผลผลิตสูงถึง 23 ตัน)


ระบบบ่อชำและการย้ายลูกกุ้งอย่างปลอดภัย (Nursery & Transfer System)

โครงสร้างและการจัดการบ่อชำ

ลักษณะบ่อชำ: บ่อดินถมยกสูงจากพื้นประมาณ 2 เมตรกว่า ด้านในปู PE 100% บรรจุน้ำได้ 1,000 ลูกบาศก์เมตร ความลึกน้ำ 1.50 เมตร

ระยะเวลาการชำ: ประมาณ 20–25 วัน ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ (หากเป็น CP ใช้เวลาประมาณ 22 วัน, สายพันธุ์ทนทาน/กุ้งบ้านๆ ใช้เวลาประมาณ 25–30 วัน)

ความหนาแน่น: ปล่อยลูกกุ้ง 800,000 ถึง 1,000,000 ตัวต่อบ่อชำ

เหตุผลที่ต้องชำ: บ่อขนาดเล็กสามารถดูแล ออกซิเจน และอาหารได้อย่างทั่วถึง ช่วยป้องกัน EMS ทำให้กุ้งแข็งแรงเต็มที่ก่อนลงบ่อใหญ่

ระบบท่อส่งกุ้งใต้ดิน: ฝังท่อใต้ดินจากบ่อชำไปยังบ่อเลี้ยงทุกบ่อ (ระยะทางท่อตั้งแต่ 200 เมตร จนถึงไกลสุดเกือบ 1 กิโลเมตร) สามารถปล่อยกุ้งไหลตามท่อเข้าบ่อเลี้ยงได้โดยกุ้งไม่บอบช้ำ ไม่หลังขาว หรือเกร็ง

การฆ่าเชื้อในท่อส่ง: ก่อนการใช้งานท่อส่งกุ้งข้ามรอบ (เว้นช่วง 3–4 เดือน) จะใช้คลอรีนประมาณ 3 กิโลกรัม เติมน้ำขังไว้ในท่อเพื่อฆ่าเชื้อ แล้วจึงปล่อยทิ้งก่อนส่งกุ้ง


เทคนิคการรับลูกกุ้งและการคัดแยกน้ำ (Biosecure Stocking Technique)

การปฏิเสธน้ำจากถังส่งกุ้ง: น้ำที่มากับถังส่งลูกกุ้งมักมีเชื้อแบคทีเรียเรืองแสง (เชื้อเขียว เชื้อเหลือง) เข้มข้น จึงต้อง "เอาแต่ตัวกุ้ง ไม่เอาน้ำ" โดยเด็ดขาด

ขั้นตอนการรับลูกกุ้ง:

  1. นำสวิงลงไปรองรับตัวกุ้งในถังส่งกุ้ง และใช้น้ำในบ่อชำสลัด/ล้างตัวกุ้ง ให้สะเด็ดน้ำที่สุดโดยไม่เอาน้ำเดิมติดมา
  2. เตรียมถังพักกุ้ง (ถังน็อก) โดยใช้น้ำจากบ่ออนุบาล ใส่สารไอโอดีนชนิดน้ำ 1 ช้อนแกงต่อถัง ให้ออกซิเจนทิ้งไว้ 2 ชั่วโมงก่อนรถกุ้งมาถึง
  3. นำตัวกุ้งที่ล้างแล้วลงพักในถังน็อกเป็นเวลา 30 นาที เพื่อล้างเชื้อและปรับสภาพ
  4. ช้อนเฉพาะตัวกุ้งใส่ถังลำเลียงเพื่อปล่อยลงบ่อชำผ่านระบบท่อ ทำให้อัตราการรอดชีวิตสูงถึง 100%


ระบบออกซิเจนและการให้อาหารในบ่อชำ

  1. ระบบออกซิเจน: ใช้เครื่องเป่าอากาศ (Root Blower) เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ร่วมกับหัวทรายสายเบิ้ล (ท่อ PVC ถ่วงทรายให้หนัก) รอบบ่อ และใบพัดตีน้ำ 2 ตัว
  2. การปิดใบพัด: จะปิดใบพัดเป็นเวลา 1 ชั่วโมงทุกครั้งที่มีการให้อาหาร
  3. การให้อาหาร:
  4. ให้อาหารวันละ 5 มื้อ (เวลา 06:00, 10:00, 14:00, 18:00 และ 21:00 น. ไม่มีมื้อกลางคืน)
  5. เดินหว่านรอบบ่ออย่างทั่วถึง ใช้อาหารเบอร์ 1 ใน 10 วันแรก จากนั้นเปลี่ยนเป็นเบอร์ 2 และเบอร์ 2S ตามลำดับ (ใช้อาหารโปรตีนธรรมดา ไม่จำเป็นต้องใช้อาร์ทีเมียหรืออาหารผงราคาแพง)
  6. เช็คยอใช้เวลา 1 ชั่วโมง (ใส่อาหารในยอ 50 กรัม)


การลดต้นทุนด้วยเทคโนโลยีน้ำหมักสับปะรดและจุลินทรีย์

สูตรและการทำน้ำหมักสับปะรด

ส่วนผสม:

  1. สับปะรดทั้งลูก (ล้างสะอาด ไม่ต้องปอกเปลือก ตัดแค่ก้านออก) 25 กิโลกรัม
  2. กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม
  3. ยาคูลท์ 1 ขวด
  4. หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่หมักแล้ว 1 เหยือก

กระบวนการ: นำสับปะรดเข้าเครื่องบด แล้วนำมาหมักรวมกันในถังเป็นเวลา 1–3 เดือนขึ้นไป (ยิ่งหมักนานเป็นปียิ่งดี)

การสกัดน้ำ: นำสับปะรดหมักใส่ถุงกรอง เข้าเครื่องบีบอัดไฮดรอลิก เพื่อบีบเอาเฉพาะน้ำหมักสับปะรด

การใช้งาน: นำน้ำหมักสับปะรดที่ได้ไปคลุกเคล้ากับอาหารกุ้งให้กินทุกมื้อ

คุณประโยชน์: อุดมด้วยจุลินทรีย์โปรไบโอติกและวิตามินซีสูง ช่วยบำรุงลำไส้กุ้งให้แข็งแรง ระบบย่อยดี ตับมีสีดำเข้ม ลำไส้เต็ม และป้องกันการเกิดโรคขี้ขาวได้อย่างเด็ดขาด


การบริหารจัดการกากสับปะรดเป็นปุ๋ย

  1. กระบวนการรีไซเคิล: กากสับปะรดที่บีบน้ำออกแล้ว นำใส่ถุงกรองไปแช่หมักต่อในถังน้ำขนาด 500 ลิตร ร่วมกับ EM ผง/น้ำ 2 กิโลกรัม และกากน้ำตาล 5 กิโลกรัม เป็นเวลา 1 สัปดาห์
  2. การนำไปใช้: ตักเฉพาะน้ำจุลินทรีย์หมักไปปล่อยลงหน้าบ่อกุ้ง ส่วนกากสับปะรดที่เหลือสุดท้ายจะถูกนำไปใช้เป็นปุ๋ยบำรุงต้นปาล์มน้ำมันในฟาร์มรอบ ๆ พื้นที่ 30–40 ไร่ ทำให้ไม่เหลือขยะตกค้างในฟาร์ม


การจัดการน้ำ ชีวอนามัย และการควบคุมทางชีวภาพ (Biosecurity)

มาตรฐานฟาร์ม: ได้รับมาตรฐาน ASC (Aquaculture Stewardship Council) ซึ่งในประเทศไทยมีเพียง 30 กว่าฟาร์มเท่านั้น ปลอดสารเคมีตกค้าง 100%

ระบบน้ำปิดและการรีไซเคิล: มีบ่อพักน้ำขนาดใหญ่พื้นที่รวม 30–40 ไร่ สามารถปิดระบบไม่รับน้ำภายนอกได้หากพื้นที่รอบข้างมีเชื้อแพร่ระบาด ปรับเปลี่ยนระหว่างระบบปิดรีไซเคิลและระบบเปลี่ยนถ่ายน้ำตามสภาพความเค็มและคุณภาพน้ำ (ถ่ายน้ำปกติวันละ 10–20 เซนติเมตร ทุก 2–3 วัน)

การใช้ปลากะพงขาวบำบัดน้ำ (Biological Control):

  1. ปล่อยปลากะพงขาวลงในบ่อพักน้ำทุกบ่อ รวมปริมาณ 5–10 ตัน
  2. ช่วยกำจัดพาหะนำเชื้อโรคเข้าสู่บ่อ เช่น ปลาหมอคางดำ และปูเปรี้ยว
  3. เมือกจากตัวปลากะพงขาวมีคุณสมบัติทางชีวภาพในการช่วยบำบัดและยับยั้งเชื้อโรคในน้ำ

เทคนิคการสุ่มตรวจกุ้งโดยไม่ให้กุ้งบอบช้ำ:

  1. เมื่อตักกุ้งขึ้นมาตรวจ สภาพน้ำในภาชนะจะต้องใส่น้ำแข็งปรับอุณหภูมิให้น้ำเย็นลงเล็กน้อย
  2. น้ำเย็นจะทำให้กุ้ง นิ่ง สลบชั่วคราว ไม่น็อกตาย และปล่อยกลับลงบ่อได้โดยไม่เสียหาย

ลักษณะกุ้งที่สมบูรณ์: ตับต้องมีสีดำ ลำไส้แน่นเต็ม ตัวอ้วน ไม่มีบาดแผลตามลำตัว เปลือกใสสะอาด


ผลลัพธ์ การยอมรับของตลาด และข้อสรุปจากการทดลอง

ผลสัมฤทธิ์ของกฤษณะโมเดล

  1. สถิติความสำเร็จ: เลี้ยงกุ้งผ่านระบบนี้มาแล้ว 12 บ่อติดต่อกัน โดย ไม่พบปัญหาโรคขี้ขาว, ไม่เป็น EMS และไม่เป็น EHP แม้แต่บ่อเดียว
  2. การใช้กับสายพันธุ์ต่าง ๆ: ทดสอบกับลูกกุ้งทุกค่าย เช่น CP, SyAqua (ไอฟ้า) และกุ้งบ้าน ๆ พบว่าประสบความสำเร็จทั้งหมด โดยลูกกุ้งบ้าน ๆ (ราคา 6 สตางค์) สามารถเลี้ยงได้ขนาดใหญ่ถึง 26 ตัวต่อกิโลกรัม


โครงการทดลองต่อยอด (การพิสูจน์สายพันธุ์)

  1. โจทย์ทดสอบ: ทำการทดสอบระบบกับลูกกุ้ง CP จากโรงเพาะฟาร์มปะทิว จำนวน 6,100,000 ตัว ใน 7 บ่อ เพื่อพิสูจน์ว่าหากระบบการจัดการและชีวอนามัยดีพอ จะสามารถแก้ปัญหาโรคขี้ขาวที่มักเกิดกับลูกกุ้งในพื้นที่ดังกล่าวได้ (ยืนยันว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่สายพันธุ์หรือกากถั่วเหลืองในอาหารกุ้ง)


ข้อแนะนำเชิงปฏิบัติ

  1. การคัดเกรดและการจำหน่าย: กุ้งจากระบบนี้เป็นที่ต้องการสูงของแพกุ้งและห้องเย็น เนื่องจากคุณภาพสูง ตัวอ้วน ไม่มีแผล คัดไซส์ง่าย (กุ้ง 5–6 ตัน ใช้เวลาคัดเกรดเพียง 3 ชั่วโมง)
  2. แนวทางเมื่อพบโรคขี้ขาว: หากพบขี้ขาวลอยในบ่อแม้เพียงเส้นเดียว ให้รีบจับขายเข้าแช่น้ำแข็งทันทีเพื่อลดความเสียหาย ไม่ควรถือรอหรือหายามารักษาเพราะจะทำให้กุ้งผอมและสูญเสียต้นทุนเพิ่ม
  3. การปรับใช้ตามบริบท: ผู้เลี้ยงไม่จำเป็นต้องคัดลอกระบบทั้งหมดไปใช้ 100% แต่ควรนำหลักการไปปรับประยุกต์ให้เข้ากับบริบท สภาพน้ำ และพื้นที่ของฟาร์มตนเอง