สัมมนา

   เมื่อ : 25 ก.ค. 2569

การพัฒนาตลาดและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำไทยอย่างยั่งยืน


ภาพรวมอุตสาหกรรมสัตว์น้ำของประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงการปรับตัวสำคัญ ทั้งในกลุ่มกุ้งขาวและกลุ่มสัตว์น้ำจืด แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพสูงในฐานะ "ครัวของโลก" (Kitchen of the World) และมีมูลค่าส่งออกสินค้าประมงรวมกว่า 200000 ล้านบาทต่อปี แต่กลับพบว่าแนวโน้มการนำเข้าวัตถุดิบสัตว์น้ำมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปรับตัวสูงขึ้นจาก 2.5 ล้านตันในปี 2021 เป็น 3.33 ล้านตันในปี 2025 เนื่องมาจากต้นทุนวัตถุดิบในประเทศที่ค่อนข้างสูง ประกอบกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดโลก เช่น การถูกจัดเก็บภาษีนำเข้า (Tariff) กุ้งขาวจากสหรัฐอเมริกาในอัตรา 12.5% และการเสียเปรียบด้านต้นทุนและคุณภาพสินค้าแก่คู่แข่งสำคัญอย่างเอกวาดอร์ เวียดนาม และจีน


สำหรับตลาดปลาน้ำจืด ตลาดโลกมีมูลค่าสูงถึง 8 ล้านล้านบาท แต่ประเทศไทยสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดได้เพียง 30000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 3.75% เท่านั้น อุปสรรคสำคัญที่สุดคือ จากจำนวนฟาร์มปลาน้ำจืดในประเทศทั้งหมดประมาณ 437000 ถึง 460000 ฟาร์ม มีฟาร์มที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP เพียงประมาณ 202 ฟาร์ม หรือคิดเป็นเพียง 0.1% ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถออกเอกสารกำกับการขนย้ายสัตว์น้ำ (MD) เพื่อทำระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และส่งออกไปยังต่างประเทศได้เท่าที่ควร

ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ (กรมประมง) และภาคเอกชน จึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม โดยมีแนวทางหลักได้แก่:

  1. การยกระดับมาตรฐานฟาร์ม (GAP และ BAP) และมาตรฐานโรงงาน (GMP HACCP)
  2. การใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-MD และ APPD)
  3. การพัฒนานวัตกรรมแปรรูปเพิ่มมูลค่า (Value-Added) และการลดการสูญเสีย (Zero Waste)
  4. การสร้างจุดเด่นให้สินค้าผ่านกลยุทธ์การตลาด และการสร้างแบรนด์ เช่น ตราสัญลักษณ์ "ประมงธงเขียว"


ภาพรวมและสถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้งขาวและสินค้าประมงแช่แข็ง

สถานการณ์การส่งออกและการแข่งขันในตลาดโลก

  1. กุ้งขาว (White Shrimp): ตลาดส่งออกหลัก 3 อันดับแรกของไทย ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และจีน ปัจจุบันไทยประสบปัญหาความไม่แน่นอนในตลาดสหรัฐฯ และเสียเปรียบด้านภาษีนำเข้า (Tariff) ที่ระดับ 12.5% ทำให้สูญเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับประเทศคู่แข่งอย่างเอกวาดอร์และเวียดนาม
  2. แนวโน้มการนำเข้า: ประเทศไทยเริ่มมีแนวโน้มนำเข้าสัตว์น้ำมากกว่าการผลิตเอง เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบต่างประเทศถูกกว่า เพื่อนำมาใช้ใน 2 วัตถุประสงค์หลัก คือ การนำมาแปรรูปเพื่อส่งออก และการบริโภคภายในประเทศ
  3. อุตสาหกรรมซูริมิ (Surimi): ไทยเป็น 1 ใน 5 ผู้ผลิตซูริมิ (ปลาบด) รายใหญ่ แต่ปัจจุบันเริ่มมีการนำเข้าเนื้อปลาซูริมิมากกว่าการผลิตเองภายในประเทศ

แนวทางการฟื้นฟูและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของกุ้งขาว

  1. การบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบ: แก้ไขปัญหาเกษตรกรที่มีต้นทุนสูงจากการตรวจห้องปฏิบัติการ (Lab) และขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อให้โรงงานแปรรูปสามารถรับซื้อวัตถุดิบได้ในราคาที่เหมาะสม
  2. การยกระดับมาตรฐาน: สร้างมูลค่าเพิ่มด้วยมาตรฐานสากล เช่น GMP HACCP Ecovadis (EA) FFCS เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าต่างประเทศเกี่ยวกับคุณภาพและความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety)
  3. ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability): ผลักดันระบบการตรวจสอบย้อนกลับให้ได้ 100% ซึ่งปัจจุบันอุตสาหกรรมกุ้งขาวมีความพร้อมและสมบูรณ์สูงมากเมื่อเทียบกับสัตว์น้ำประเภทอื่น


ยุทธศาสตร์และโอกาสการเติบโตของตลาดปลาน้ำจืดไทย

วิเคราะห์มูลค่าตลาดและสถิติฟาร์มปลาน้ำจืด

  1. มูลค่าตลาดโลก: ตลาดปลาน้ำจืดทั่วโลกมีมูลค่าสูงถึง 8 ล้านล้านบาท ในขณะที่ไทยผลิตได้มูลค่าเพียง 30000 ล้านบาท (คิดเป็น 3.75% ของส่วนแบ่งตลาดโลก) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงโอกาสในการเติบโตอีกมาก
  2. สถานะมาตรฐานฟาร์ม: ประเทศไทยมีฟาร์มปลาน้ำจืดประมาณ 437000 - 460000 ฟาร์ม แต่มีฟาร์มที่ได้รับมาตรฐาน GAP เพียง 0.1% (ประมาณ 202 ฟาร์ม) ส่งผลให้อุตสาหกรรมขาดแคลนวัตถุดิบที่สามารถออกเอกสาร MD เพื่อนำไปทำระบบตรวจสอบย้อนกลับส่งออกได้

วิเคราะห์รายชนิดสัตว์น้ำจืดและคู่แข่งทางการค้า

ปลานิล (Tilapia):

  1. เป็นปลาที่มีการเลี้ยงและได้รับการส่งเสริมจากกรมประมงมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1965 ทำให้มีจำนวนฟาร์ม GAP มากที่สุดในบรรดาปลาน้ำจืด
  2. ตลาดส่งออกหลักเดิมคือสหรัฐอเมริกา แต่ปัจจุบันสูญเสียตลาดให้แก่ประเทศจีน เนื่องจากจีนมีมาตรฐานฟาร์มระดับ BAP (Best Agricultural Product / Best Aquaculture Practices) มีต้นทุนค่าอาหารที่ถูกกว่า ปลามีปริมาณโปรตีนสูงกว่า เนื้อมีความฉ่ำกว่า และได้อัตราผลตอบแทนเนื้อ (Yield) สูงกว่า
  3. ปัญหาช่องว่างด้านขนาด (Size Gap): เกษตรกรไทยมักจับปลานิลขายที่ขนาด 800 กรัม - 1.2 กิโลกรัม ตามความต้องการของตลาดบริโภคภายในประเทศ (Domestic Consumption) แต่ตลาดส่งออกต่างประเทศมีความต้องการปลานิลขนาดใหญ่ (1.2 กิโลกรัมขึ้นไป) ซึ่งให้ราคาดี

ปลาดุก (Catfish):

  1. มีคู่แข่งสำคัญคือประเทศเวียดนาม โดยเวียดนามสามารถทำราคาปลาดุกพร้อมเอกสารส่งออกได้ที่ประมาณ 40 บาทต่อกิโลกรัม ในขณะที่ปลาดุกไทยแบบไม่มีเอกสารราคาอยู่ที่ 39 - 42 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้ไทยเสียเปรียบด้านราคาและมาตรฐาน

ปล่ายี่สก (Yisok):

  1. เป็นปลาที่มีความต้องการในตลาดสูงมากและเป็นโอกาสสำคัญของไทย ตลาดต่างประเทศชื่นชอบรสชาติและคุณภาพปลาจากประเทศไทยมากกว่าประเทศอื่น
  2. ประเทศพม่าสามารถส่งออกปล่ายี่สอกได้สูงถึง 550000 ตันต่อปี (เปรียบเทียบกับไทยที่ส่งออกปลานิลได้เพียง 200000 ตัน) โดยตลาดโลกต้องการปล่ายี่สอกขนาดใหญ่ตั้งแต่ 1.2 กก. 2 กก. ไปจนถึง 3 กก. ขึ้นไป ซึ่งประเทศไทยยังขาดแคลนการผลิตปลาขนาดใหญ่นี้

ปลาอื่น ๆ: เช่น ปลานวลจันทร์ ปลาไน และปลาสลิด ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคตะวันออกกลาง สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป แคนาดา ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น


แผนยุทธศาสตร์ 1 ปี การพัฒนาตลาดปลาน้ำจืด

  1. ระยะ 3 เดือนแรก: ดำเนินการยกเครื่องและปรับปรุงฐานข้อมูล (Overhaul Database) ร่วมกันระหว่างกรมประมงและผู้ส่งออก เพื่ออัปเดตรายชื่อฟาร์มที่ผ่านการรับรอง GAP ให้ผู้ส่งออกสามารถเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบได้ถูกต้อง
  2. การส่งเสริมความรู้และสเปกสินค้า: เร่งประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่เกษตรกรรายย่อยว่าตลาดส่งออกต้องการสเปกสินค้าที่แตกต่างจากตลาดภายในประเทศ (เช่น ขนาดปลาที่ใหญ่ขึ้น) และเน้นย้ำความสำคัญของการทำ GAP เพื่อเปิดช่องทางการขายใหม่ ๆ
  3. การวิจัยและแปรรูป: ทำการวิจัยเพื่อแปรรูปปลาน้ำจืดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม (Value-Added) เช่น ผลิตภัณฑ์น้ำพริก เพื่อแก้ปัญหากลิ่นคาวธรรมชาติของปลาน้ำจืดโดยไม่ใช้สารเคมี ซึ่งเป็นที่นิยมในกลุ่มผู้บริโภคต่างชาติ


บทบาทของกรมประมงในการควบคุมคุณภาพ ปลอดภัย และการส่งออก

การดำเนินงานของกองตรวจสอบคุณภาพสินค้าประมง (กตส.)

กตส. ทำหน้าที่เป็น National Lab และ Reference Lab ด้านสินค้าประมง ดูแลสุขอนามัยและความปลอดภัยด้านอาหาร (Food Safety) ตลอดห่วงโซ่การผลิต โดยมีศูนย์บริการหลักในกรุงเทพฯ และศูนย์ภูมิภาค 3 แห่ง (สมุทรสาคร สุราษฎร์ธานี สงขลา) ดูแลสถานประกอบการกว่า 2000 แห่ง (โรงงานแปรรูปแช่แข็ง แพปลา ท่าเทียบเรือ ห้องเย็น)

  1. มาตรฐานห้องปฏิบัติการและเครื่องมือ: ได้รับ ISO 17020 (การตรวจรับรอง) และ ISO 17025 (ห้องปฏิบัติการ) มีเครื่องมือวิเคราะห์ระดับสูง เช่น LCMS ที่สามารถตรวจวัดสารตกค้างได้ถึงระดับละเอียด PPB (Parts Per Billion)
  2. สถิติการบริโภคและการส่งออก: คนไทยบริโภคสัตว์น้ำภายในประเทศรวม 2.31 ล้านตัน คิดเป็นอัตราการบริโภค 35.09 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ส่วนมูลค่าการส่งออกสินค้าประมงรวมอยู่ที่กว่า 200000 ล้านบาทต่อปี


5 ขั้นตอนการขอรับรองเพื่อการส่งออกสำหรับผู้ประกอบการ (SME/โรงงาน)

การตรวจรับรองโรงงานโดย กตส. ไม่มีค่าใช้จ่าย (ตรวจฟรี) โดยมีขั้นตอนดังนี้:

  1. ยื่นคำขอและเอกสาร: ยื่นเอกสาร ทบ.2 (หนังสือจดทะเบียนประกอบกิจการประมง) ใบอนุญาตผลิตอาหาร (อ.2) ใบทะเบียนการค้า ใบอนุญาตตั้งโรงงาน พร้อมยื่นคู่มือระบบ GMP และ HACCP
  2. การตรวจประเมินสถานที่: เจ้าหน้าที่เข้าตรวจประเมินโรงงานตามเกณฑ์ GMP HACCP และข้อกำหนดเฉพาะของประเทศคู่ค้า
  3. การขึ้นทะเบียน (Listing): เมื่อผ่านการประเมินและแก้ข้อบกพร่องแล้ว จะได้รับการขึ้นทะเบียน และได้รับรหัสโรงงาน (TH Number) สำหรับใช้ในการส่งออก (เช่น บริษัท CK Frozen ได้รับรหัส TH 1359)
  4. การสุ่มตรวจวิเคราะห์สินค้า: ดำเนินการสุ่มตรวจสินค้าใน 3 ด้าน ได้แก่ กายภาพ (ลักษณะ สี กลิ่น รูปร่าง) เคมี (ยาปฏิชีวนะ สารตกค้าง) และจุลินทรีย์
  5. การออกใบรับรองสุขอนามัย (Health Certificate): ออกใบรับรองกำกับไปกับสินค้าในทุกเที่ยวการส่งออก (Shipment) เพื่อให้ด่านตรวจสินค้าประเทศปลายทางยอมรับ


ข้อกำหนดของประเทศคู่ค้าและการแก้ไขปัญหาเมื่อพบสินค้าตกค้าง

  1. ข้อกำหนดที่เข้มงวด: ตลาดจีนมีข้อกำหนดที่ยุ่งยากและเปลี่ยนแปลงบ่อย ต้องมี Health Certificate กำกับเสมอ ตลาดซาอุดีอาระเบียเริ่มกำหนดให้ฟาร์มต้องได้มาตรฐาน BAP เท่านั้น
  2. เทรนด์ความต้องการใหม่: ต่างประเทศไม่ได้ตรวจแค่ Food Safety แต่เน้นการตรวจโรคสัตว์น้ำ (Fish Disease) เช่น ไวรัสในกุ้ง หรือโรคในปลาสวยงาม (เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย) และเน้นระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
  3. มาตรการเมื่อสินค้ามีปัญหา: หากประเทศปลายทางตรวจพบสารตกค้างหรือสินค้าไม่ได้มาตรฐาน บริษัทจะถูกระงับการส่งออก และส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของประเทศ กรมประมงต้องเข้าดำเนินการสืบสวนหาสาเหตุ (Investigate) ตั้งแต่โรงงานย้อนกลับไปถึงฟาร์ม พร้อมทำรายงานแก้ไข (Report) ส่งให้ประเทศคู่ค้าอนุมัติก่อนจึงจะสามารถกลับมาทำการค้าได้ตามปกติ


การพัฒนานวัตกรรม บรรจุภัณฑ์ และกลยุทธ์การตลาดระดับชุมชน

การดำเนินงานของกองวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ

  1. เน้นการยกระดับผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น ผ่าน 3 ปัจจัยหลักเพื่อความยั่งยืน: มาตรฐาน นวัตกรรม และกลยุทธ์การตลาด

การพัฒนานวัตกรรมและการเพิ่มมูลค่า (Value Creation)

  1. การใช้เทคโนโลยีการผลิต (Market-Led Product): ผลิตสินค้าให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น ปลาสดแช่เย็นสำหรับตลาดทั่วไป ปลาแล่หั่นชิ้นพร้อมปรุงสำหรับ Modern Trade ผลิตภัณฑ์พร้อมทาน (Ready-to-Eat) และอาหารสุขภาพ
  2. แนวคิดขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste): นำเศษเหลือจากการแปรรูป เช่น หัวกุ้ง เปลือกกุ้ง หัวปลา และก้างปลา มาแปรรูปสร้างมูลค่า เช่น การทำผงก้างปลาผสมในผลิตภัณฑ์ เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มรายได้
  3. นวัตกรรมรักษาความสด: การนำเทคนิค "อิคิชิเมะ" (Ikejime) หรือการรีดเลือดออกจากตัวปลามาใช้ เพื่อลดการเติบโตของจุลินทรีย์ ยืดอายุปลาสด และการการันตีปลาเกรดซาชิมิที่ปราศจากพยาธิ

กลยุทธ์การตลาดและการสนับสนุนจากภาครัฐ

  1. การรวมกลุ่มวิสาหกิจ: ส่งเสริมการรวมตัวเป็นองค์กรชุมชนประมงท้องถิ่น เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการซื้อวัตถุดิบ โดยกรมประมงมีงบประมาณสนับสนุนพัฒนาโครงการแปรสภาพผลิตภัณฑ์สูงสุด 100000 บาทต่อกลุ่ม (ผ่านการแข่งขันเสนอโครงการ)
  2. ตราสัญลักษณ์ "ประมงธงเขียว": เป็นตรารับรองความปลอดภัยและสุขอนามัยสำหรับผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำบรรจุภาชนะที่มีฉลากถูกต้อง เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้สินค้าชุมชน และใช้เป็นฐานในการพัฒนาขึ้นสู่มาตรฐาน GMP/HACCP ต่อไป
  3. ช่องทางการจำหน่าย: จัดตั้งร้าน "Fisherman Shop" (เช่น สาขาบางเขน) และตลาดนัดวันศุกร์ภายในกรมประมง เพื่อเป็นช่องทางให้เกษตรกรนำสินค้าที่ผ่านการรับรองมาจำหน่าย
  4. การสร้างแบรนด์และเรื่องเล่า (Storytelling): นำจุดเด่นสินค้ามาสร้างมูลค่า เช่น ปลาเค็มตากใบ (สินค้า GI ราคาตัวละนับพันบาท) หรือการใช้ชื่อแบรนด์สะดุดตา เช่น "แหนมปลาแรด"


สรุปข้อเสนอแนะและแนวทางความร่วมมือเพื่อความยั่งยืน

เพื่อให้อุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยเติบโตได้อย่างยั่งยืนและสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐมีความเห็นสอดคล้องกันในแนวทางปฏิบัติเร่งด่วนดังนี้:

การจับมือระหว่างภาครัฐ เกษตรกร และผู้ส่งออก: เอกชนพร้อมทำเกษตรพันธสัญญา (Contract Farming) ร่วมกับเกษตรกรทั้งรายเล็กและรายใหญ่ โดยภาครัฐช่วยส่งเสริมมาตรฐาน GAP ส่วนเอกชนช่วยสนับสนุนด้านตลาดและราคารับซื้อ

การยึดมั่นใน 4 เสาหลักของสินค้าประมงไทย:

  1. Quality (คุณภาพ): เน้นย้ำรสชาติ เนื้อสัมผัส และการจัดการความสด
  2. Food Safety (ความปลอดภัยด้านอาหาร): ควบคุมการใช้ยาปฏิชีวนะและสารตกค้างในระดับฟาร์มอย่างเข้มงวด
  3. Fish Disease Control (การควบคุมโรคสัตว์น้ำ): ป้องกันโรคระบาดที่อาจติดไปกับผลิตภัณฑ์
  4. Traceability (ระบบตรวจสอบย้อนกลับ): ผลักดันให้เกษตรกรและผู้ซื้อใช้งานระบบ e-MD และ APPD ผ่านโทรศัพท์มือถือ เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลตลอดห่วงโซ่การผลิต

การชูจุดเด่นสินค้าไทย: สินค้าสัตว์น้ำไทยได้รับการยอมรับในเรื่องคุณภาพและรสชาติมากกว่าคู่แข่ง ดังนั้นการยึดมั่นในมาตรฐานจะช่วยให้สินค้าไทยสามารถขยายตลาดราคาสูง (Premium Market) ได้อย่างมั่นคง