สัมมนา

   เมื่อ : 30 ก.ย. 2569

การสร้างระบบการจัดการเลี้ยงกุ้ง "สยบวิกฤต พิชิตโอกาส" โดย ไก่ ดอนเกลี้ยง


อุตสาหกรรม การเลี้ยงกุ้งประสบปัญหาวิกฤตอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากสภาวะโรคระบาด ต้นทุนการผลิตที่สูง และปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำจากการแห่จับกุ้งพร้อมกันตามฤดูกาล แต่ คุณยุทธนา รัตนโน ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งท่าทอง ได้เน้นย้ำถึงจากแนวทางการบริหารจัดการฟาร์มกุ้งที่เน้น "การสร้างระบบ" เพื่อปิดความเสี่ยงและสร้างผลกำไรอย่างยั่งยืน โดยมีสาระสำคัญดังนี้:

  1. เปลี่ยนมุมมองต่อเชื้อโรค: เชื้อโรค (เช่น ตัวแดงดวงขาว EMS EHP) เป็นเพียง "ปลายเหตุ" แต่ "ต้นเหตุ" ที่แท้จริงคือสารอินทรีย์ ขี้กุ้ง อาหารเหลือ ตะกอนดิน และแพลงก์ตอนที่บูมและเน่าเสีย ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของเชื้อโรค
  2. หัวใจของระบบรีไซเคิล: ระบบที่ดีต้องสามารถลำเลียงและกำจัดตะกอน สารอินทรีย์ และแพลงก์ตอนเน่าเสียออกจากบ่อเลี้ยงอย่างต่อเนื่อง เมื่ออาหารของเชื้อโรคลดลง ค่าเชื้อในน้ำและตับกุ้งจะลดลงตามธรรมชาติ โดยพิสูจน์ได้ด้วยการตรวจเชื้อผ่านจานเพาะเชื้อ (Plate count) และห้องปฏิบัติการ
  3. ปรับโครงสร้างเน้น "บ่อน้อย เพิ่มศักยภาพ": ไม่จำเป็นต้องใช้บ่อจำนวนมากแต่แบกรับความเสี่ยงสูง การใช้บ่อขนาดเล็กหรือจำนวนบ่อน้อยลง แต่เพิ่มศักยภาพการผลิต (เช่น ฟาร์มตัวอย่างใช้เพียง 4 บ่อ ผลิตได้ 100 ตัน) ช่วยลดต้นทุนอุปกรณ์ เช่น เครื่องตีน้ำ ท่อ ทุ่น และแรงงาน ส่งผลให้ลดต้นทุนการผลิตได้จริงตั้งแต่วงรอบแรก
  4. นวัตกรรมไบโอชา (Biochar): สารปรับปรุงสภาพน้ำจากถ่านที่มีคุณสมบัติประจุบวกและลบ ช่วยดึงจับแอมโมเนียในไนไตรต์ สารพิษ และอาหารของแพลงก์ตอนพิษ ทำให้ตกตะกอนและถูกดูดออกจากบ่อได้ง่าย ใช้ในอัตราส่วน 2 ลิตร ต่อ 1 ไร่
  5. การสยบวิกฤตด้านราคา: แก้ปัญหาด้วยการ "ลงกุ้งผ่าฤดูกาล" เพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเดือนธันวาคมถึงกุมภาพันธ์ที่มีผลผลิตทะลักตลาดจนราคาตกต่ำ การมีระบบที่ดีทำให้สามารถเลี้ยงกุ้งข้ามฤดูได้โดยไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ ส่งผลให้มีความสามารถในการต่อรองราคากับแพกุ้ง
  6. ผลลัพธ์เชิงประจักษ์: การใช้ระบบรีไซเคิลร่วมกับการจัดการที่ต้นเหตุ สามารถการันตีผลงานด้วยการสถิติการขยายรอบเลี้ยงตลอด 10 ปี โดยมีอัตราการขาดทุนเป็นศูนย์ (0%) และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกที่ไม่จำเป็น เช่น ปูน หรือระบบลมใต้น้ำ


ปรัชญาและแนวคิดหลัก: การจัดการที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ปลายเหตุ

ความแตกต่างระหว่าง "ต้นเหตุ" และ "ปลายเหตุ" ของโรคกุ้ง

  1. เชื้อโรคคือปลายเหตุ: เชื้อแบคทีเรียและไวรัสต่าง ๆ ไม่ใช่ตัวการแรกเริ่มที่ทำให้กุ้งป่วย แต่การเพิ่มขึ้นของเชื้อโรคเกิดจากการมีอาหารของเชื้ออยู่ในบ่อเลี้ยงจำนวนมาก
  2. อาหารของเชื้อโรคคือต้นเหตุ: เกิดจากสารอินทรีย์ที่เพิ่มขึ้นทุกวัน ได้แก่ อาหารกุ้งที่ใส่ลงไป สิ่งขับถ่าย (ขี้กุ้ง) ตะกอนขุ่น และซากแพลงก์ตอนที่บูมแล้วดรอป (เน่าเสีย)
  3. อุปมาอุปไมยเปรียบเทียบ: หากปล่อยให้ห้องอุดมไปด้วยฝุ่นละอองและสิ่งสกปรกโดยไม่กวาดถู ผู้อยู่อาศัยย่อมเจ็บป่วย เช่นเดียวกับกุ้ง หากสิ่งแวดล้อมในบ่อเต็มไปด้วยของเสีย กุ้งจะอ่อนแอและป่วยในที่สุด


ข้อจำกัดของการพึ่งพาจุลินทรีย์ ("ตัวจิ๋ว")

  1. ความเข้าใจผิดเรื่องจุลินทรีย์ย่อยสลาย: การใส่จุลินทรีย์สังเคราะห์ขนาดเล็ก ("ตัวจิ๋ว") ลงในบ่อเพื่อหวังให้ย่อยสลายของเสียทั้งหมดเป็นความคาดหวังเกินจริง เนื่องจากจุลินทรีย์มีขีดจำกัดในการย่อยสลายเมื่อเทียบกับปริมาณอาหารและของเสียที่เพิ่มขึ้นแบบไต่ระดับทุกวัน


ระบบรีไซเคิลและการบริหารจัดการน้ำ (Recycle System)

กลไกการทำงานของระบบ

  1. การลำเลียงของเสียออกจากบ่อ: ระบบจะทำหน้าที่ดึงตะกอนดิน สารอินทรีย์ ขี้กุ้ง และซากแพลงก์ตอนออกจากบ่อเลี้ยงตลอด 24 ชั่วโมง
  2. การดักและแยกตะกอน: ในระบบปิด สามารถใช้บ่อคู่ (2 บ่อ) โดยดึงตะกอนจากบ่อเลี้ยงไปรวมไว้ในบ่อพัก/บ่อตกตะกอน แล้วหมุนเวียนน้ำใสส่วนบนกลับมาใช้ใหม่
  3. ผลกระทบต่อเชื้อโรค: เมื่ออาหารของเชื้อถูกลำเลียงออก ปริมาณเชื้อในน้ำและในตับกุ้งจะลดลงอยู่ในระดับที่ไม่สามารถทำอันตรายกุ้งได้

การรักษาเสถียรภาพของคุณภาพน้ำและออกซิเจน

  1. ปริมาณออกซิเจนที่สูงอย่างต่อเนื่อง: ระบบช่วยให้ค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) สูงเกิน 6.5 mg/L แม้ในช่วงเวลา 01:00 น. หรือช่วงเช้ามืด
  2. การย้อนแย้งกับสภาวะธรรมชาติ (Paradoxical effect): ในบ่อทั่วไปเมื่อฝนตก ออกซิเจนจะตกและแพลงก์ตอนจะดรอป แต่ในระบบรีไซเคิลนี้ ยิ่งฝนตก น้ำจะยิ่งสะอาดขึ้นเนื่องจากมีการไหลเวียนและล้างน้ำตลอดเวลา ส่งผลให้ค่าออกซิเจนเพิ่มสูงขึ้น
  3. การลดตะกอนขุ่น: ตะกอนขุ่นจะขัดขวางการละลายของออกซิเจนในน้ำ เมื่อไม่มีตะกอน เครื่องตีน้ำแม้ทำงานไม่แรงมากก็สามารถละลายออกซิเจนได้ประสิทธิภาพสูง

การเพิ่มศักยภาพบ่อเลี้ยง ("บ่อน้อย ชนะ บ่อมาก")

  1. ลดความเสี่ยงจากการถือครองบ่อขนาดใหญ่: การมีบ่อเลี้ยงจำนวนมากไม่ได้หมายถึงผลกำไรที่มากกว่า แต่เป็นการเพิ่มภาระแบกรับความเสี่ยง
  2. โมเดลบ่อสัดส่วนสูง: ตัวอย่างการใช้ระบบที่มีประสิทธิภาพ เช่น การใช้พื้นที่เพียง 4 บ่อ สามารถจับกุ้งได้ถึง 100 ตัน
  3. การลดต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน: การลดจำนวนบ่อช่วยลดต้นทุนค่าเครื่องตีน้ำ แป๊บน้ำ ใบพัด ทุ่นลอย และจำนวนคนงานลงอย่างมหาศาลตั้งแต่ 9 เดือนแรก


การวิเคราะห์และสยบโรคสำคัญในกุ้ง

โรคตัวแดงดวงขาว (WSSV)

  1. ปัจจัยร่วมที่ทำให้เกิดโรค: เกิดจาก 3 ปัจจัยผสมผสาน ได้แก่ ตะกอนขุ่นสูง แพลงก์ตอนดรอป (จากสภาพอากาศแกว่ง ฝนตก แดดจัด) ออกซิเจนในน้ำตก
  2. การป้องกัน: เมื่อใช้ระบบรีไซเคิล ตะกอนจะถูกกำจัด แพลงก์ตอนพิษ (เช่น Gymnodinium) ไม่บูม ออกซิเจนไม่ตก กุ้งจึงแข็งแรง หายใจได้เต็มที่ และไม่เกิดอาการตัวแดง

โรคตายด่วน (EMS)

  1. สาเหตุจริง: การเลี้ยงระบบเก่าที่ไม่ถ่ายน้ำหรือไม่หมุนเวียนน้ำ ทำให้เชื้อแบคทีเรีย EMS หมักหมมและเพิ่มจำนวนตามปริมาณอาหารที่ใส่ลงไปทุกวัน กุ้งจะเริ่มคุ้ยหน้าดินและเกิดโรคเมื่ออายุประมาณ 25 วัน
  2. การป้องกัน: การเปิดระบบถ่ายน้ำ/รีไซเคิลเป็นการนำเชื้อแบคทีเรีย EMS ออกไปจากระบบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กุ้งไม่เป็นโรค EMS

โรค EHP

  1. สาเหตุจริง: สปอร์และเชื้อ EHP มีความสัมพันธ์โดยตรงกับตะกอนหน้าพื้นบ่อ
  2. การป้องกัน: เมื่อนำตะกอนออกจากบ่อเลี้ยง EHP จะหายไปโดยสิ้นเชิง การทดสอบในบ่อดินที่นำระบบนี้ไปใช้ พบว่าไม่ตรวจเจอเชื้อ EHP ผ่านการสุ่มตรวจด้วยจานเพาะเชื้อและกล้องจุลทรรศน์ในห้องปฏิบัติการ


สิ่งที่ไม่จำเป็นและควรยกเลิกในระบบ

  1. ปูน (Lime): เลิกใช้มานานกว่า 10 ปี เนื่องจากในระบบปิด แร่ธาตุและความด้างของน้ำจะรักษาความสมดุลได้ด้วยตัวเอง การเติมน้ำใหม่ภายนอกต่างหากที่ทำให้ค่าแร่ธาตุและความด้างแกว่งจนกุ้งช็อก
  2. ระบบลมใต้น้ำ (Underwater Aeration): ไม่จำเป็นต้องติดตั้ง เพิ่มต้นทุน และส่งเสียงดังรบกวน ระบบรีไซเคิลและการใช้เครื่องตีน้ำปกติก็เพียงพอต่อการรักษาค่าออกซิเจนให้สูงกว่า 6.5 mg/L


กลยุทธ์การตลาดและการบริหารเชิงธุรกิจ

การสยบวิกฤตราคากุ้งด้วยการ "ลงกุ้งผ่าฤดูกาล"

  1. กับดักการจับกุ้งตามฤดูกาล: ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่มักแห่ลงกุ้งพร้อมกันและจับขายในช่วงเดือนธันวาคม มกราคม และกุมภาพันธ์ ส่งผลให้กุ้งล้นตลาด ราคากุ้งขนาด 40-50 ตัว/กก. ตกต่ำลงเหลือเพียง 130-140 บาท/กก. ซึ่งขาดทุนตั้งแต่ยังไม่จับ
  2. กลยุทธ์ผ่าฤดูกาล: ลงกุ้งในช่วงที่ผู้อื่นไม่ลง เพื่อไปจับขายในฤดูกาลที่กุ้งขาดตลาด
  3. การสร้างอำนาจต่อรอง: เมื่อมีระบบที่ดี กุ้งจะไม่ป่วย ไม่ลอยหัว ทำให้ผู้เลี้ยงไม่จำเป็นต้อง "รีบจับขาย" เมื่อราคาตกต่ำ แพกุ้งจะต้องเป็นฝ่ายโทรศัพท์มาเสนอราคาเพื่อขอซื้อกุ้งเอง

ตัวชี้วัดความสำเร็จ: "กำไร" ไม่ใช่ "ความเร็วในการโต"

  1. ความเข้าใจผิดเรื่องกุ้งโตเร็ว: การเลือกสายพันธุ์กุ้งที่โตเร็วมาก (เช่น 20 วัน) แต่มักอ่อนแอและตายง่าย ไม่ใช่คำตอบของกำไร
  2. เป้าหมายที่แท้จริง: แม้จะใช้ระยะเวลาเลี้ยงนานกว่า (เช่น 120 ถึง 150 วัน) แต่หากจับออกมาแล้วมีผลกำไร ย่อมดีกว่าการเลี้ยงกุ้งโตเร็วแต่ประสบภาวะขาดทุน
  3. การเลือกสายพันธุ์: ควรเลือกสายพันธุ์ที่เหมาะสมกับเทคโนโลยี ความพร้อม และความเชี่ยวชาญของฟาร์มตนเอง (สายพันธุ์ที่ทนทานกว่า แม้โตช้ากว่าเล็กน้อยแต่ให้กำไรแน่นอน)

การดำเนินธุรกิจตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

  1. การน้อมนำคำสอนรัชกาลที่ 9: ยึดหลัก "พอเพียง พอดี และแบ่งปัน"
  2. การปิดการขาดทุนเป็นศูนย์: ผลงานที่ทำซ้ำสม่ำเสมอตลอด 10 ปี เป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของระบบ ไม่ใช่การอวดอ้างเกินจริง
  3. การถ่ายทอดองค์ความรู้: เน้นการให้ความรู้ฟรีแก่เกษตรกรเพื่อป้องกันการทิ้งอาชีพเลี้ยงกุ้ง โดยไม่แสวงหาผลประโยชน์จากการขายเคมีภัณฑ์หรือสินค้าซ่อนแฝง


ส่วนหนึ่งการบรรยายในงานวันกุ้งไทยแดนใต้ 69