ข่าวในกระแส

   เมื่อ : 8 ต.ค. 2569

วิกฤตน้ำท่วม ฟาร์มพังทลาย! ตัวแทนเกษตรกรภาคตะวันออก บุกทวงทางรอดถึงสภาฯ แก้ปัญหาน้ำท่วม-เยียวยาด่วน


วันที่ 8 ตุลาคม 2569 ที่รัฐสภา แกนนำเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ยื่นหนังสือถึงประธานรัฐสภา ผ่านนางฐิติมา ฉายแสง หรือ สส.เปิ้ล สส.จังหวัดฉะเชิงเทรา ขอให้ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และผลักดันมาตรการฟื้นฟูเกษตรกรที่สูญเสียผลผลิตและเงินลงทุน

คณะผู้แทนประกอบด้วย นายบรรจง นิสภวาณิชย์ ประธานสมาพันธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไทย, นายสมประสงค์ เนตรทิพย์ นายกสมาคมกุ้งตะวันออกไทย, นายชาลี จิตรประสงค์ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งฉะเชิงเทรา, ดร.พิภพ นามสนิท ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งคุณภาพจังหวัดระยอง, นายสุทธิ มะหะเลา นายกสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย, นายพรชัย บัวประดิษฐ์ ประธานแปลงใหญ่ปลานิลชลบุรี พร้อมด้วยนายธนพล แย้มเกษร และนายนรินทร์ นกภัย กรรมการสมาคมผู้เพาะเลี้ยงปลาทะเลไทย


ฝ่ายเกษตรกรระบุว่า น้ำท่วมกระทบพื้นที่เพาะเลี้ยงกุ้งและปลาในจังหวัดฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี ชลบุรี ระยอง และสมุทรปราการ สร้างความเสียหายทั้งผลผลิต เครื่องจักร และอุปกรณ์การเลี้ยง โดยเอกสารที่นำมายื่น ประเมินความเสียหายเบื้องต้นประมาณ 16,500–22,700 ล้านบาท ซึ่งยังต้องสำรวจยืนยันหลังสถานการณ์คลี่คลาย


เกษตรกรจำนวนมากขาดรายได้และสภาพคล่อง ขณะที่ยังมีภาระหนี้และต้องใช้เงินทุนฟื้นฟูฟาร์ม จึงเสนอความช่วยเหลือเร่งด่วน 3 ข้อ ได้แก่

1. พักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 ปี พร้อมคงสถานะเครดิตของเกษตรกร

2. ปรับโครงสร้างหนี้และขยายระยะเวลาชำระหนี้ ให้สอดคล้องกับการฟื้นฟูบ่อและการผลิตรอบใหม่

3. จัดสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือ Soft Loan สำหรับปรับปรุงบ่อ ซื้อพันธุ์สัตว์น้ำ อาหาร และอุปกรณ์ที่จำเป็น


ภายหลังยื่นหนังสือ คณะผู้แทนได้หารือกับนางฐิติมาถึงแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วม โดยเสนอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลักดันและระบายน้ำออกจากพื้นที่โดยด่วน พร้อมเตรียมแผนฟื้นฟูหลังน้ำลด เพื่อให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพได้เร็วที่สุด

ฝ่ายเกษตรกรต้องการให้การช่วยเหลือครอบคลุมทั้งการบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าและการฟื้นฟูอาชีพ เนื่องจากแม้น้ำลดแล้ว หลายรายยังไม่มีเงินทุนเพียงพอที่จะกลับมาเริ่มการผลิตใหม่


เมื่อน้ำท่วมไม่ได้ทำลายแค่บ้าน แต่ทำลายห่วงโซ่อาหารของประเทศ

เวลาเกิดภัยพิบัติน้ำท่วม ภาพความสูญเสียที่เรามักเห็นตามสื่อหลักคือบ้านเรือนจมใต้สายน้ำและเส้นทางคมนาคมที่ถูกตัดขาด แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกหนึ่ง "วิกฤตซ่อนเร้น" ที่เงียบเชียบทว่ารุนแรงและสั่นคลอนความมั่นคงทางอาหารของคนไทยทั้งประเทศ นั่นคือความเสียหายคราฟาร์มพังทลายในภาคการเลี้ยงสัตว์น้ำ ทั้ง กุ้งขาว กุ้งก้ามกราม ปลากะพง และปลานิล ในพื้นที่ภาคตะวันออก


เมื่อบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นทั้งแหล่งสร้างอาชีพและฐานการผลิตโปรตีนของประเทศต้องจมหายไปในชั่วข้ามคืน กลุ่มตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำภาคตะวันออก นำโดย คุณบรรจง นิสภวณิต พร้อมด้วยนายกสมาคมกุ้งไทย นายกสมาคมปลาทะเลไทย ประธานโครงการปลานิลแปลงใหญ่ ประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดระยอง และประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดฉะเชิงเทรา จึงต้องรวมพลังเดินทางเข้าสู่รัฐสภาเพื่อเข้าพบ ท่านรัฐมนตรีช่วย วัชรพล พร้อมยื่นหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรีและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผ่านศูนย์รับเรื่องร้องเรียน ตู้ ปณ. 1111


เหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพียงการขอความช่วยเหลือของชาวบ้านกลุ่มหนึ่ง แต่คือการเข้ามากอบกู้เสถียรภาพห่วงโซ่อาหารในประเทศ ก่อนที่ระบบเศรษฐกิจการเกษตรสัตว์น้ำจะล่มสลาย และนี่คือ 5 ประเด็นสะท้อนใจพร้อมข้อเรียกร้องสำคัญเร่งด่วนที่สังคมต้องร่วมกันจับตา


มูลค่าความเสียหายที่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่สูงลิ่วเกิน 10,000 ล้านบาท

ความเสียหายจากอุทกภัยขังข้ามฤดูในพื้นที่ภาคตะวันออกครั้งนี้ ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แต่ขยายวงกว้างจนประเมินมูลค่าความเสียหายรวม สูงเกินกว่า 10,000 ล้านบาท

ในมุมมองเชิงเศรษฐศาสตร์เกษตร หากปราศจากการอัดฉีดเงินทุนใหม่ (Capital Injection) เข้าสู่ระบบอย่างเร่งด่วน เกษตรกรจะไม่สามารถฟื้นฟูโครงสร้างบ่อเลี้ยงที่เสียหายเพื่อเริ่มต้นการเลี้ยงรอบใหม่ได้ และความเสียหายนี้จะส่งผลกระทบเป็นลูกคลื่น (Ripple Effect) ถล่มต่อเนื่องไปตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่โรงเพาะฟักลูกพันธุ์ ร้านค้าเอเย่นต์ปัจจัยการผลิต ไปจนถึงผู้บริโภคปลายทาง

"...เพราะว่าเป็นที่ทราบกันดีว่าความเสียหายครั้งนี้มันใหญ่มาก มูลค่ามันสูงเกิน 10,000 ล้าน เพราะฉะนั้นถ้าไม่มีเงินอัดฉีดเข้าไปในระบบเนี่ย ก็จะทำให้เกษตรกรเนี่ยกลับเข้ามาสู่อุตสาหกรรมนี้ได้ยาก..."


กฎระเบียบรัฐบาลที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง (ด่านตรวจเอกสาร & ข้อจำกัด 5 ไร่)

เงื่อนไขการจ่ายเงินชดเชยของภาครัฐในปัจจุบัน มีระเบียบปฏิบัติหลายประการที่ไม่สอดคล้องกับวิถีการทำฟาร์มสัตว์น้ำจริง ซึ่งเน้นการผลิตเพื่อป้อนตลาดภายในประเทศเป็นหลัก โดยมี 2 ข้อจำกัดสำคัญที่ต้องได้รับการปรับแก้ทันที:

  1. ปัญหาใบเกิดลูกพันธุ์: เกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อจำหน่ายในประเทศส่วนใหญ่ ไม่ได้ขอเอกสารทางการจากภาครัฐเหมือนฟาร์มเพื่อการส่งออก การตั้งเงื่อนไขยึดใบเกิดลูกพันธุ์จึงกลายเป็นด่านกั้นไม่ให้เกษตรกรเข้าถึงเงินเยียวยา จึงมีข้อเสนอให้ภาครัฐผ่อนปรนโดยยินยอมให้ใช้ เอกสารอื่นเทียบเคียง แทนได้
  2. ข้อจำกัดพื้นที่เยียวยาไม่เกิน 5 ไร่ต่อราย: ในพื้นที่อย่างจังหวัดปราจีนบุรี เกษตรกรนิยมเลี้ยงปลาร่วมกับกุ้งในลักษณะบ่อธรรมชาติขนาดใหญ่ ซึ่งมีต้นทุนการเตรียมบ่อและปัจจัยการผลิตจมอยู่ทั่วทั้งพื้นที่ การจำกัดเงินเยียวยาไว้เพียง 5 ไร่ จึงทำให้เงินชดเชยที่ได้รับต่ำกว่ามูลค่าความสูญเสียจริงอย่างมหาศาล จึงขอเสนอให้ปรับเกณฑ์ตามสัดส่วนพื้นที่จริง โดยขยับขอบเขตการเยียวยาสำหรับเกษตรกรรายกลางและรายใหญ่ขึ้นเป็น 15 ถึง 20 ไร่ต่อราย
  3. การปรับเปลี่ยนกฎระเบียบให้มีความยืดหยุ่นตามบริบทการทำงานจริง คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เงินเยียวยาจากรัฐตกถึงมือผู้เดือดร้อนอย่างเป็นธรรมและตรงจุด


แช่แข็งหนี้ 1 ปี และการปกป้อง "เครดิตบูโร" ของเกษตรกร

มาตรการทางการเงินเร่งด่วนที่สุด คือการขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์และธนาคารของรัฐ ในการ พักชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเป็นเวลา 1 ปี สำหรับเกษตรกรที่มีภาระผูกพันทางการเงิน

ประเด็นเชิงนโยบายที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การคงสถานะเครดิตบูโร ของเกษตรกรไว้ เนื่องจากสภาวะขาดสภาพคล่องครั้งนี้เกิดจากภัยธรรมชาติรุนแรง ไม่ใช่เกิดจากความเจตนาละเลยหรือเบี้ยวหนี้ การรักษาประวัติทางการเงินของเกษตรกรไว้ จะช่วยป้องกันไม่ให้พวกเขาถูกตัดออกจากระบบการเงิน และยังคงมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อฟื้นฟูอาชีพได้ทันทีเมื่อวิกฤตผ่านพ้น


เส้นตาย 15–30 วัน: ขีดจำกัดเวลาก่อนระบบจะล่มสลาย

ความล่าช้าในระบบราชการคือความเสี่ยงสูงสุดของเกษตรกร กลุ่มตัวแทนจึงเสนอให้ภาครัฐเร่งกระบวนการอนุมัติ (Approve) เงินชดเชย โดยกำหนดเป็นวาระเร่งด่วนที่กระบวนการพิจารณาเบิกจ่ายทั้งหมดต้องเสร็จสิ้นภายใน 15 ถึง 30 วัน หลังจากน้ำลด

เหตุผลเบื้องหลังข้อเรียกร้องนี้อิงตามวงจรชีววิทยาและการทำฟาร์ม เพราะหลังน้ำลด เกษตรกรต้องใช้เงินทุนในการตากบ่อ ปรับสภาพดิน และเตรียมความพร้อมเพื่อลงลูกกุ้งและลูกปลาตามรอบฤดูกาล หากขั้นตอนการจ่ายเงินยืดเยื้อ เกษตรกรจะพลาดจังหวะการลงสัตว์น้ำรอบใหม่ ซึ่งจะส่งผลให้ห่วงโซ่การผลิตขาดช่วง และโรงงานหรือตลาดสดต้องเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบอย่างรุนแรง


แสงสว่างปลายทาง—เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ

นอกเหนือจากการเยียวยาเฉพาะหน้า ตัวแทนเกษตรกรได้เสนอมาตรการระยะกลางและระยะยาว เพื่อวางรากฐานการฟื้นฟูอุตสาหกรรมสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน ผ่าน 3 เครื่องมือหลัก:

  1. การแจกจ่ายลูกพันธุ์สัตว์น้ำฟรี: การสนับสนุนพันธุ์กุ้งและพันธุ์ปลาให้แก่เกษตรกร นำไปใช้เริ่มต้นการเลี้ยงรอบใหม่ทันทีหลังจากเตรียมบ่อเสร็จสิ้น
  2. โครงการ Soft Loan (เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ): การอัดฉีดสภาพคล่องดอกเบี้ยต่ำให้แก่ทั้งเกษตรกร ร้านค้าเอเย่นต์ และผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อป้องกันการล้มเป็นโดมิโน


เสียงสะท้อนและการขับเคลื่อนของตัวแทนเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำภาคตะวันออกในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงความพยายามในการแสวงหาทางรอดผ่านความร่วมมือระหว่างภาคประชาชน ฝ่ายนิติบัญญัติ และฝ่ายบริหาร เพื่อกอบกู้ความเสียหายระดับหมื่นล้านบาท


การอุ้มฟาร์มสัตว์น้ำในวันนี้ จึงไม่ใช่เรื่องของการอุดหนุนกลุ่มทุนหรือช่วยเหลือเกษตรกรรายบุคคล แต่คือการปกป้องความมั่นคงทางอาหารและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ หากปล่อยให้เกษตรกรต้องแบกรับภาระภัยพิบัติเพียงลำพังจนต้องละทิ้งอาชีพนี้ไป คำถามสำคัญที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันคิดคือ ในวันที่บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำภาคตะวันออกร้างลง เรายังจะหาอาหารทะเลและปลาสดคุณภาพดีบริโภคในราคาที่เข้าถึงได้อยู่อีกหรือไม่?