วิชาการ

   เมื่อ : 10 ต.ค. 2569

แนวทางการลดและทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์น้ำ โดย รศ.น.สพ.ดร.วิศณุ บุญญาวิวัฒน์ ฝ่ายมาตรฐานการวิจัยและศูนย์สัตว์ทดลอง สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


อุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนมีสัดส่วนผลผลิตสูงกว่าการจับจากธรรมชาติ (53% ต่อ 47%) เพื่อรองรับความต้องการบริโภคต่อคนต่อปีที่เพิ่มขึ้นจาก 9 กิโลกรัมในปี 1961 เป็น 20 กิโลกรัมในปี 2020 และคาดการณ์ว่าจะสูงถึง 21 กิโลกรัมในปี 2030 อย่างไรก็ตาม การพัฒนาไปสู่การเลี้ยงแบบเข้มข้นสูง (Intensification) ร่วมกับปัจจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้สร้างแรงกดดันอย่างมหาศาลต่อสุขภาพสัตว์น้ำ เกิดโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง


การแก้ปัญหาโรคระบาดในอดีตพึ่งพาการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งส่งผลกระทบต่อแนวคิด "สุขภาพหนึ่งเดียว" (One Health) จากปัญหาการตกค้างและการแพร่กระจายของยีนดื้อยาในสิ่งแวดล้อม แม้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำจะไม่ใช่แหล่งกำเนิดเดียวของปัญหาการดื้อยาปฏิชีวนะ แต่ถือเป็นภาคส่วนที่ได้รับแรงกดดันให้ลดการใช้ยาอย่างเร่งด่วน


แนวทางและเทคโนโลยีทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะในการเลี้ยงสัตว์น้ำ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่:

  1. การยกระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity): เพิ่มหลักการลดความเครียดและปัจจัยที่ทำให้อ่อนแอ นอกเหนือจากการป้องกันเชื้อเข้า-ออกและการแพร่กระจาย
  2. การพัฒนาสายพันธุ์ทนโรค (Genetic Selection): โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีเครื่องหมายพันธุกรรม (Marker-Assisted Selection: MAS) มาใช้อีกทั้งการเลือกสายพันธุ์ทนโรคเฉพาะ
  3. การใช้สารกลุ่มไบโอติกส์ยุคใหม่ (Biotics Spectrum): ครอบคลุมทั้ง Probiotics Prebiotics Synbiotics Postbiotics และ Paraprobiotics (Ghost Probiotics) เพื่อปรับสมดุลและกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
  4. การใช้สารชีวภาพทดแทนเชิงรุก: ได้แก่ แบคทีริโอเฟจ (Bacteriophages) และไขมันต้านจุลชีพ (Antimicrobial Lipids: กรดไขมันและโมโนกลีเซอไรด์) ซึ่งมีฤทธิ์ทำลายเชื้อครอบคลุมกว้าง (Broad-spectrum) มีกลไกทำลายเชื้อถึง 3 ทางพร้อมกัน จึงเกิดการดื้อยายาก และมีผลทดสอบยืนยันประสิทธิภาพในการยับยั้งแบคทีเรียได้เหนือกว่ายาปฏิชีวนะบางชนิด


บริบท แรงกดดัน และความท้าทายในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ

โอกาสทางการตลาดและสถิติการเติบโต

สัดส่วนการผลิต: ผลผลิตจากการเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aquaculture) แซงหน้าการจับจากธรรมชาติ (Wild Catch) แล้วที่สัดส่วน 53% ต่อ 47% โดยปริมาณการจับธรรมชาติคงที่มานานเกือบ 30 ปี สะท้อนว่าทรัพยากรธรรมชาติไม่สามารถเติบโตเพิ่มขึ้นได้อีก

การบริโภคต่อคน (Per Capita Consumption):

  1. ปี 1961: บริโภคเฉลี่ย 9 กิโลกรัม/คน/ปี
  2. ปี 2020: เพิ่มขึ้นเป็น 20 กิโลกรัม/คน/ปี
  3. ปี 2030: คาดการณ์ว่าจะเพิ่มเป็น 21 กิโลกรัม/คน/ปี
  4. เมื่อคำนวณจากประชากรโลก 8300 ล้านคน การบริโภคที่เพิ่มขึ้นเพียง 1 กิโลกรัม/คน/ปี หมายถึงความต้องการผลผลิตสัตว์น้ำที่เพิ่มขึ้นถึง 8.3 ล้านตัน

ผลกระทบจากการเลี้ยงแบบเข้มข้นสูง (Intensification)

การเพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่จากอดีต (1 ตันกว่า/ไร่) ไปสู่ระดับ 8-10 ตัน/ไร่ (หรือสูงสุดถึง 20 ตัน/ไร่) ส่งผลต่อระบบนิเวศในบ่อเลี้ยงอย่างมาก:


ปริมาณอาหารและของเสีย: การเลี้ยงกุ้งกุลาดำในปี 1994 ใช้อาหาร 1500 - 1800 กิโลกรัม/ไร่ ต่อมาการเลี้ยงกุ้งขาวแบบหนาแน่นในปัจจุบันใช้อาหารสูงถึง 5.2 - 12.8 ตัน/ไร่ (คิดเป็น 2.6 - 6.4 เท่าของจุดเหมาะสม หรือ Optimum)


ระยะเวลาการเลี้ยงที่สั้นลง: ลดลงจาก 4 เดือนกว่าเหลือเพียง 3 - 3.5 เดือน ทำให้อัตราการให้อาหารสะสมในบ่อต่อวันสูงขึ้นมาก ส่งผลให้สารอินทรีย์สะสม เกิดปัญหาน้ำเสียและการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียก่อโรค (เช่น โรคขี้ขาว)


เทคโนโลยีที่จำเป็น: ต้องพึ่งพาการปูพลาสติก การเพิ่มเครื่องพ่นอากาศ (3-5 แรงม้า/ไร่) ระบบ Central Drain และ Shrimp Toilet หากไม่มีการถ่ายเลนและของเสียออก สัตว์น้ำจะไม่สามารถรอดชีวิตได้


การตรวจวิเคราะห์ความผิดปกติ: การตรวจสอบของเสียที่ถ่ายออกจาก Central Drain หรือ Shrimp Toilet ในช่วงเช้า เป็นจุดดักเช็คสุขภาพกุ้งที่ไวที่สุด โดยจำนวนกุ้งที่หลุดออกมาสัมพันธ์โดยตรงกับจำนวนกุ้งที่เสียหายในบ่อ


เปรียบเทียบข้อดีและข้อเสียของการเลี้ยงแบบหนาแน่น:

  1. ข้อดี: คงหรือเพิ่มผลผลิตในพื้นที่จำกัด ควบคุมน้ำและบริหารจัดการโรคไวรัสจากภายนอกได้ดีขึ้น ใช้ปัจจัยการผลิตที่ใส่ในน้ำ (เช่น แร่ธาตุ) คุ้มค่าขึ้น
  2. ข้อเสีย: อัตราเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (FCR) สูงขึ้น เสี่ยงต่อโรคแบคทีเรีย โปรโตซัว และไมโครสปอริเดียสูงขึ้นจากสารอินทรีย์สะสม สัตว์น้ำเกิดความเครียดและอ่อนแอ ต้นทุนการผลิตต่อหน่วยสูงขึ้น


ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change)

สัตว์น้ำมีความเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมสูงมาก ไม่สามารถปรับอุณหภูมิที่อยู่อาศัยได้เหมือนสัตว์บก (หมู/ไก่ ในโรงเรือน Evap) การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศส่งผลต่อโรคระบาดดังนี้:


การกระจายตัวของเชื้อก่อโรคจากสถิติ: โรคจากปรสิตเพิ่มขึ้นมากที่สุดคิดเป็น 54% แบคทีเรีย 22% ไวรัส 7%


ปรสิตที่มีวงชีวิตแบบตรง (Direct Life Cycle): เช่น Enterocytozoon hepatopenaei (EHP) สามารถติดจากกุ้งสู่กุ้งได้ทันที อุณหภูมิที่สูงขึ้นทำให้วงชีวิตสั้นลง แบ่งตัวเร็วขึ้น และเมื่อสัตว์น้ำเกิดความเครียด (Stress-induced) ระบบตับ/ตับและตับอ่อน (Hepatopancreas) ที่ถูกทำลายเกินกว่า Reserve Function (เกิน 60%) จะแสดงอาการโรครุนแรงและโตช้า


ปรสิตที่มีวงชีวิตแบบอ้อม (Indirect Life Cycle): เช่น กรีการีน (Gregarine) ที่ต้องผ่านโฮสต์กึ่งกลาง (หอย/ปลา) มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากโฮสต์กึ่งกลางในธรรมชาติลดลง


แบคทีเรีย: อุณหภูมิน้ำที่สูงขึ้นเร่งการเจริญเติบโตและการสร้างสารพิษ (Toxins) โดยเฉพาะกลุ่ม Vibrio spp. ซึ่งใช้องค์ประกอบไคติน (Chitin) ที่สลายจากแพลงก์ตอนและสัตว์เปลือกแข็งเป็นอาหาร นอกจากนี้ อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังส่งเสริมการเกิดไบโอฟิล์ม (Biofilm) การยึดเกาะกับตะกอนดิน ลดประสิทธิภาพของสารฆ่าเชื้อ และกระตุ้นการส่งผ่านยีนดื้อยา


ข้อจำกัดด้านคุณภาพน้ำ: ตัวอย่างฟาร์มเลี้ยงปลานิลกระชังในแม่น้ำแม่กลอง ปี 2008 ประสบปัญหาอัตรารอดลดลงเหลือ 30-40% จากปัญหาน้ำนิ่งและออกซิเจนไม่เพียงพอในกระชังแถวกลาง การปรับเว้นระยะห่างกระชังเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของน้ำ สามารถเพิ่มอัตรารอดได้มากกว่า 60% โดยไม่ต้องใช้ยา


มิติ สุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) และสถานการณ์โรคระบาด

แนวคิด One Health และปัญหายาปฏิชีวนะ

ปัจจุบันการผลิตสัตว์น้ำไม่ได้เน้นเพียงปริมาณ แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพและความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมถึงความเชื่อมโยงระหว่าง สุขภาพสัตว์ สุขภาพมนุษย์ และสุขภาพสิ่งแวดล้อม


ความเข้าใจผิดเรื่องแหล่งการปนเปื้อน: การตรวจพบยีนดื้อยาหรือแบคทีเรียในสิ่งแวดล้อมทางน้ำ ไม่ได้มาจากฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายแหล่งลงสู่แหล่งน้ำเดียวกัน ได้แก่ ชุมชน (การขับถ่ายของผู้ป่วยที่กินยาปฏิชีวนะ) โรงพยาบาล และโรงงานผลิตยา

ผลกระทบ: สัตว์น้ำและผู้เลี้ยงมักตกเป็นจำเลยหลัก ทั้งที่ปัญหายาปฏิชีวนะปนเปื้อนเป็นผลรวมจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งหมด


มูลค่าความเสียหายจากโรคสำคัญในสัตว์น้ำ

  1. ปลา: โรคไวรัสสำคัญในเอเชีย ได้แก่ ISKNV (Infectious Spleen and Kidney Necrosis Virus) และ TILV (Tilapia Lake Virus) โดยเฉพาะ ISKNV ที่ระบาดในปลาสลิด ส่งผลให้ผลผลิตขาดแคลนและราคาปลาสลิดปรับตัวสูงขึ้นจาก 75 - 85 บาท/กิโลกรัม เป็นประมาณ 125 บาท/กิโลกรัม
  2. กุ้ง: โรคหลักยังคงเป็น WSSV (โรคหัวเหลือง/จุดขาว) AHPND/EMS (โรคตายด่วน) และ EHP
  3. สถิติความเสียหาย (ข้อมูลเปรียบเทียบจากประเทศอินเดีย):
  4. ปี 2006-2008: WSSV สร้างความเสียหายหลักประมาณ 116 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ความเสียหายจากโรคทั้งหมดคิดเป็น 12.7% - 17% ของผลผลิตรวม)
  5. ปี 2018-2019: ความเสียหายรวมจากโรคสูงถึงประมาณ 34000 ล้านรูปี/บาท โดย EHP สร้างความเสียหายแซงหน้า WSSV (EHP เสียหายประมาณ 18000 ล้าน ส่วน WSSV เสียหายประมาณ 8000 ล้าน)


ยุทธศาสตร์ความปลอดภัยทางชีวภาพและการจัดการฟาร์ม (Biosecurity)

การจัดการความปลอดภัยทางชีวภาพในสัตว์น้ำมีข้อจำกัดมากกว่าสัตว์บก จึงต้องใช้หลักการ 4 ข้อ (โดยข้อที่ 4 เป็นข้อที่เพิ่มขึ้นเฉพาะสำหรับการเลี้ยงสัตว์น้ำ):

  1. ป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าสู่ฟาร์ม: ควบคุมคัดกรองลูกพันธุ์ (ลูกปลา/ลูกกุ้ง) น้ำ อาหารสด พาหะธรรมชาติ บุคลากร และยานพาหนะ
  2. ตัวอย่างความเสี่ยง: การขนส่งลูกปลาขนาดใหญ่ (>20 กรัม) ด้วยรถขนส่งปลาเนื้อที่ไม่ได้ล้างทำความสะอาดและไม่ใช้สารฆ่าเชื้อ มีความเสี่ยงติดเชื้อ TILV/ISKNV สูงกว่าการซื้อลูกปลาขนาดเล็กบรรจุถุงถึง 67.36 เท่า
  3. ป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่กระจายภายในฟาร์ม: การจัดทำ Zoning การกักกันโรค และการแยกใช้อุปกรณ์
  4. ป้องกันไม่ให้เชื้อแพร่ออกจากฟาร์มสู่สิ่งแวดล้อม: การบำบัดน้ำทิ้งก่อนปล่อย เพื่อไม่ให้เกิดลักษณะ ”ขว้างงูไม่พ้นคอ” ซึ่งเชื้อที่ปล่อยออกไปจะไหลกลับเข้าสู่ฟาร์มหรือฟาร์มข้างเคียง
  5. ลดโอกาสที่ทำให้อ่อนแอและเพิ่มความต้านทานโรค: การจัดการความหนาแน่นที่เหมาะสม การจับ/ย้ายบ่ออย่างนุ่มนวล การเตรียมบ่อและน้ำที่ดี และการส่งเสริมภูมิคุ้มกันสัตว์น้ำ


นวัตกรรมและแนวทางทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะ

ทางเลือกทดแทนยาปฏิชีวนะ

  1. การพัฒนาสายพันธุ์ทนโรค (Genetic Selection / MAS)
  2. สารกลุ่มไบโอติกส์ 5 รูปแบบ (Pro / Pre / Syn / Post / Paraprobiotics)
  3. แบคทีริโอเฟจ (Bacteriophages)
  4. ไขมันต้านจุลชีพ (Antimicrobial Lipids: กรดไขมัน & โมโนกลีเซอไรด์)


การพัฒนาสายพันธุ์ทนโรค (Genetic Selection)

ความสำเร็จในอดีต: โรค Taura Syndrome Virus (TSV) ประสบความสำเร็จอย่างสมบูรณ์ผ่านสายพันธุ์ SPR (Pathogen Resistance) โดยใช้เวลาคัดเลือกเพียง 4 รุ่น (Generations)


การใช้เทคโนโลยี MAS (Marker-Assisted Selection):

  1. สำหรับโรคจุดขาว (WSSV) ซึ่งมีค่าการส่งทอดทางพันธุกรรมต่ำ หากคัดเลือกแบบเดิมจะสำเร็จเพียง 1.7% - 6.5% ต่อรุ่น (ต้องใช้เวลานานเกือบ 30 ปี)
  2. การใช้คัดเลือกด้วยเทคโนโลยี MAS สามารถเพิ่มความต้านทานโรคได้สูงถึง 13% ต่อรุ่น
  3. ข้อจำกัด: ใช้เวลานาน งบประมาณสูงมาก และต้องใช้ฐานพันธุกรรม (Gene Pool) ขนาดใหญ่


กลุ่มไบโอติกส์ยุคใหม่ (Biotics Spectrum)

ปัจจุบันการใช้ไบโอติกส์พัฒนาครอบคลุม 5 รูปแบบหลัก:

  1. Probiotics: เชื้อจุลินทรีย์ที่มีชีวิต (เช่น Bacillus Lactobacillus ยีสต์) ทำหน้าที่แย่งพื้นที่และควบคุมเชื้อก่อโรค
  2. Prebiotics: อาหารของจุลินทรีย์โปรไบโอติกส์
  3. Synbiotics: การใช้ Probiotics ร่วมกับ Prebiotics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน
  4. Postbiotics: สารหรือเอ็นไซม์ที่จุลินทรีย์สร้างขึ้น (เช่น กรดไขมันสายสั้น / Short-Chain Fatty Acids) เซลล์จุลินทรีย์ที่ตายแล้ว และ Metabolites ช่วยย่อยอาหาร กระตุ้นภูมิคุ้มกัน และลดการอักเสบโดยไม่เพาะเชื้อเพิ่มในลำไส้
  5. Paraprobiotics (Ghost Probiotics): ชิ้นส่วนองค์ประกอบเซลล์จุลินทรีย์ที่ตายแล้ว (เช่น LPS Peptidoglycan) ไม่เจริญเติบโต ไม่ควบคุมเชื้ออื่น แต่ทำหน้าที่กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันโดยตรง


การใช้แบคทีริโอเฟจ (Bacteriophages)

  1. กลไก: ไวรัสธรรมชาติที่เข้าทำลายเฉพาะแบคทีเรียเป้าหมายแบบเจาะจง (Specific Strain) ทำให้เซลล์แบคทีเรียแตก (Lysis)
  2. รูปแบบการใช้: ต้องใช้ ”Phage Cocktail” (ผสมเฟจหลายสายพันธุ์) เพื่อครอบคลุมแบคทีเรียก่อโรคที่มีหลากหลายในบ่อ
  3. ข้อดีและข้อควรระวัง: เพิ่มจำนวนได้เองตราบที่มีเชื้อเป้าหมาย และจะหายไปเมื่อเชื้อหมด แต่มีความเสี่ยงหากเลือกไม่เจาะจงพออาจทำลายจุลินทรีย์ดี หรือหากใช้ในสัตว์ที่ติดเชื้อแบคทีเรียปริมาณมากในร่างกาย การทำให้เซลล์แบคทีเรียแตกพร้อมกันจะปลดปล่อยสารพิษ Endotoxin ทำให้สัตว์น้ำ shock ตายได้


ไขมันต้านจุลชีพ: กรดไขมันและโมโนกลีเซอไรด์ (Antimicrobial Lipids)

สารกลุ่มกรดไขมันสายสั้น (Short-Chain) กรดไขมันสายกลาง (Medium-Chain Fatty Acids) และอนุพันธ์โมโนกลีเซอไรด์ (Monoglycerides) เป็นนวัตกรรมทดแทนยาปฏิชีวนะที่มีประสิทธิภาพสูง

คุณลักษณะเด่น

  1. ฤทธิ์ควบคุมกว้าง (Broad-Spectrum): ยับยั้งและทำลายได้ทั้งแบคทีเรียแกรมบวก แบคทีเรียแกรมลบ สาหร่าย เชื้อรา โปรโตซัว และไวรัสที่มีชั้นไขมันห่อหุ้ม
  2. ความปลอดภัย: ได้รับการรับรองมาตรฐาน GRAS (Generally Recognized as Safe) จาก USDA ร่างกายสัตว์สามารถดูดซึมไปใช้เป็นพลังงานได้หลังการออกฤทธิ์
  3. ยับยั้งการดื้อยา: เชื้อพัฒนาการดื้อยาได้ยากมากเนื่องจากมีกลไกทำลายพร้อมกัน 3 ทาง


กลไกการทำลายเชื้อ 3 ประการ

  1. ยับยั้งการขนส่งอิเล็กตรอนและการสร้างพลังงาน: รบกวนกระบวนการ Electron Transport ผ่านผนังเซลล์ และยับยั้งกระบวนการ Phosphorylation ทำให้แบคทีเรียขาดพลังงาน
  2. ทำลายผนังเซลล์และเยื่อหุ้มเซลล์: สารลิพิดแทรกซึมเข้าชั้นไขมันของผนังเซลล์ ทำให้เกิดการรั่วไหลของสารภายในเซลล์ และเกิดการแตกสลาย (Cell Lysis)
  3. รบกวนการสังเคราะห์เอ็นไซม์และโปรตีน: ขัดขวางกระบวนการสร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของแบคทีเรีย


ประสิทธิภาพและผลงานวิจัยเชิงประจักษ์

ประสิทธิภาพของโครงสร้างโมเลกุล:

  1. โมโนกลีเซอไรด์ (Monoglycerides) มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียสูงกว่ากรดไขมันอิสระ (Fatty Acids) เดี่ยวๆ
  2. กรดไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturated Fatty Acids) มีฤทธิ์ทำลายแบคทีเรียแกรมลบได้ดีกว่ากรดไขมันอิ่มตัว (Saturated Fatty Acids)
  3. การใช้กรดไขมันร่วมกับโมโนกลีเซอไรด์จะเกิดผลส่งเสริมกัน (Synergistic Effect) ทำให้ลดปริมาณการใช้ (Dosage) ลงได้มาก


ผลการทดลองเสริมในอาหารกุ้ง (ระดับ 0.5%):

  1. การเติบโตและอัตรารอด: กุ้งมีอัตรารอดชีวิต (Survival Rate) สูงที่สุดอย่างมีนัยสำคัญ และขนาดตัวโตขึ้น
  2. ดัชนีภูมิคุ้มกัน: เพิ่มจำนวนเม็ดเลือดรวม (Total Hemocyte Count) เพิ่มความสามารถในการจับกินเชื้อ (Phagocytosis) และเพิ่มกิจกรรมของเอ็นไซม์ SOD (Superoxide Dismutase) เพื่อลดสภาวะเครียด
  3. การป้องกันสภาวะขาดออกซิเจน (Oxidative Stress / Hypoxia): เมื่อเลี้ยงกุ้งในภาวะออกซิเจนต่ำ (2 - 2.5 ppm) กุ้งกลุ่มควบคุมจะเกิดการอักเสบและตับเสียหาย เซลล์ตับต่ำและโหว่ แต่กุ้งที่ได้รับสารกลุ่มนี้ (0.3% - 0.5%) สามารถรักษาโครงสร้างตับ ผนังเซลล์หนาแน่น และคงปริมาณ F-cell (เซลล์สร้างเอ็นไซม์ย่อยอาหาร) ได้อย่างสมบูรณ์
  4. ผลการทดสอบการยับยั้งเชื้อในห้องปฏิบัติการ (Well Diffusion Test):
  5. การทดสอบผลิตภัณฑ์อิมมูซินฟิต (Immusinfit / กรดไขมัน AMG) ณ ศูนย์ชันสูตรโรคสัตว์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปรียบเทียบกับยาปฏิชีวนะแอมม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin):
  6. ยับยั้งเชื้อ Aeromonas: เกิด Clear Zone กว้าง 19.4 มิลลิเมตร (ขณะที่ Amoxicillin ทำได้ 15 มิลลิเมตร)
  7. ยับยั้งเชื้อ Streptococcus: เกิด Clear Zone กว้าง 17.4 มิลลิเมตร (ขณะที่ Amoxicillin ทำได้ 15 มิลลิเมตร)


สรุป: สารกลุ่มกรดไขมันและโมโนกลีเซอไรด์มีความสามารถในการจัดการและยับยั้งแบคทีเรียก่อโรคสำคัญในสัตว์น้ำ (Aeromonas และ Streptococcus) ได้เหนือกว่ายาปฏิชีวนะ Amoxicillin อย่างมีนัยสำคัญ จึงเป็นทางเลือกใหม่ที่มีศักยภาพสูงในการทดแทนการใช้ยาปฏิชีวนะในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน


บรรยายในงาน Master Vet Summit 2026