ส่องฟาร์ม

   เมื่อ : 1 ก.พ. 2569

เจาะลึกกลยุทธ์ “ประสานฟาร์ม” จังหวัดชุมพร เลี้ยงกุ้งกุลาดำแบบมืออาชีพ ตลาดนำการผลิต พึ่งพาธรรมชาติ สร้างกำไรอย่างยั่งยืน

ในวงการคนเลี้ยงกุ้ง ชื่อของ ”เฮียเก๊าและซ้อหญิง ประสานฟาร์ม” แห่งจังหวัดชุมพร กลายเป็นที่พูดถึงในฐานะฟาร์มตัวอย่างที่สามารถบริหารจัดการกุ้งกุลาดำ (กุ้งดำ) ให้รอดพ้นจากวิกฤตราคาและโรคระบาดได้อย่างสง่างาม เคล็ดลับของที่นี่ไม่ใช่เรื่องปาฏิหาริย์ แต่คือการใช้ “หลักรัฐศาสตร์” ผสมผสานกับ “วิทยาศาสตร์การประมง” และที่สำคัญที่สุดคือ “หัวใจรักในอาชีพ” บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกทุกแง่มุม เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรเห็นภาพว่า การเลี้ยงกุ้งให้รวยและยั่งยืนในยุคนี้ เขาทำกันอย่างไร


ส่วนที่ 1: เปลี่ยนวิธีคิด “ตลาดต้องนำการผลิต” (Market-Led Production)

ปัญหาใหญ่ของเกษตรกรไทยคือการ “เลี้ยงตามกัน” เมื่อเห็นใครเลี้ยงกุ้งไซส์ไหนได้ราคาดีก็แห่กันเลี้ยงตาม จนสุดท้ายล้นตลาดและถูกกดราคา แต่ที่ประสานฟาร์มเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ทั้งหมด

1.1 ใช้โรงงานห้องเย็นเป็น “เข็มทิศ”

เจ้าของฟาร์มเน้นย้ำเสมอว่า “เราต้องเอาโรงงานเป็นฝ่ายการตลาดของเรา” ก่อนจะเริ่มลงกุ้งในแต่ละครอป ฟาร์มจะติดต่อโรงงานห้องเย็นที่เป็นคู่ค้าเพื่อถามความต้องการล่วงหน้าว่า ช่วง 3-4 เดือนข้างหน้า ตลาดโลกต้องการกุ้งแบบไหน? ไซส์เท่าไหร่? และสีระดับไหน? ข้อมูลเหล่านี้คือ “โจทย์” ที่ฟาร์มต้องตีให้แตก

1.2 การกำหนดสเปก (Specifications) ที่แม่นยำ

  1. ไซส์กุ้ง: ปัจจุบันฟาร์มมุ่งเป้าที่ไซส์ 40-45 ตัวต่อกิโลกรัม เพราะเป็นขนาดที่ห้องเย็นนำไปแปรรูปได้หลากหลาย ขายง่ายที่สุด และที่สำคัญคือ “ต้นทุนต่อตัว” ในการเลี้ยงกุ้งไซส์นี้คุ้มค่าที่สุด หากเลี้ยงใหญ่กว่านี้ความเสี่ยงเรื่องโรคจะสูงขึ้นและกินเวลานานเกินไป
  2. คุณภาพภายนอก: กุ้งที่ตลาดพรีเมียมต้องการต้องมี “ความงาม” สีต้องเข้มเป็นธรรมชาติ เนื้อต้องแน่นเมื่อกดดู และที่สำคัญที่สุดคือ “เหงือกต้องสะอาด” ไม่มีปัญหาหางกล่อนหรือเป็นเซี้ยน ซึ่งเป็นตำหนิที่ทำให้ถูกตัดราคา

ส่วนที่ 2: นวัตกรรมการจัดการต้นทุน “ทำเอง ใช้เอง ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้”

ประสานฟาร์มไม่ได้วิ่งตามสารเคมีราคาแพงจากต่างประเทศ แต่ใช้วิธีหาความรู้จากงานวิจัยและยูทูปมาประยุกต์ใช้ โดยยึดหลักการลดต้นทุนที่ได้ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

2.1 สูตรอาหารเสริมจากธรรมชาติ 100%

แทนที่จะซื้อวิตามินรวมราคาแพง ฟาร์มเลือกใช้วัตถุดิบพื้นบ้านที่หาได้ง่ายและมีคุณภาพสูงกว่า:

  1. น้ำนมดิบพาสเจอร์ไรส์: ฟาร์มไปรับซื้อน้ำนมดิบจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่ นำมาต้มพาสเจอร์ไรส์เอง เพื่อรักษาเอนไซม์และสารอาหารที่ช่วยให้กุ้งลอกคราบได้ดีและตัวโตไว
  2. สมุนไพรพื้นบ้าน: ใช้สับปะรดที่มีเอนไซม์ช่วยย่อย และกระเทียมที่มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในลำไส้กุ้ง นำมาปั่นผสมอาหาร ช่วยให้กุ้งสุขภาพดีจากภายในโดยไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ
  3. ระบบคลุกผสมสูญญากาศ (Vacuum Mixer): ฟาร์มใช้เครื่องผสมที่สามารถดูดอากาศออก เพื่อให้น้ำมันปาล์มและสารอาหารซึมเข้าไปในเนื้อเม็ดอาหารกุ้งจริงๆ วิธีนี้ช่วยให้กุ้งได้รับสารอาหารครบถ้วน เม็ดอาหารไม่ละลายทิ้งไปกับน้ำ และช่วยให้กุ้งมีสีสวยเข้ม (Premium Color) ภายในเวลาเพียง 15-20 วันก่อนจับ

2.2 นวัตกรรมในบ่อและการจัดการขยะ

การปรับปรุงอุปกรณ์ตีน้ำให้ส่งแรงไปถึงกลางบ่อ ทำให้การหมุนเวียนออกซิเจนดีขึ้นมาก ช่วยให้สามารถปล่อยกุ้งได้หนาแน่นขึ้นในพื้นที่เท่าเดิม นอกจากนี้ ฟาร์มยังมีระบบจัดการขยะที่เฉลียวฉลาด เช่น การรวบรวมถุงพลาสติกอาหารกุ้งไปขายเพื่อเป็นสวัสดิการให้คนงาน ทำให้ฟาร์มสะอาดและลดแหล่งสะสมเชื้อโรคไปในตัว


ส่วนที่ 3: เทคนิคการจัดการบ่อ “เน้นความนิ่ง ไม่เน้นความแรง”

ระบบการเลี้ยงของประสานฟาร์มเน้นที่ความละเอียดแม่นยำในทุกขั้นตอน ดังนี้:

3.1 การเตรียมบ่อและน้ำ (The Foundation)

  1. การพักบ่อ: ตากบ่อให้แห้งสนิทอย่างน้อย 2 เดือน ขูดเลนและเพรียงออกให้เกลี้ยงเพื่อทำลายที่อยู่ของเชื้อโรค
  2. การบ่มน้ำ: ใช้คลอรีนฆ่าเชื้อในน้ำ และทำการ “หมักน้ำ” ด้วยสูตรอาหารเสริม (รำ ยีสต์ ปลาป่น กากน้ำตาล) นานกว่า 10 วันเพื่อให้เกิดจุลินทรีย์ท้องถิ่นที่ดีก่อนจะปล่อยลูกกุ้ง

3.2 ตารางการเลี้ยงและการให้อาหาร

  1. ความหนาแน่น: ปล่อยลูกกุ้ง 120000 - 150000 ตัวต่อไร่ เพื่อหวังผลผลิต 3.5 - 4 ตันต่อไร่ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ระบบนิเวศในบ่อรับไหวโดยไม่โหลดเกินไป
  2. การคุมยอ: การให้อาหารเริ่มจากมื้อเดียวในช่วงแรก และขยับเป็น 4 มื้อตามความต้องการจริง โดยใช้การเช็กยออย่างละเอียด กุ้งต้องกินหมดพอดี น้ำไม่เสีย และกุ้งไม่หิว

3.3 คุณภาพน้ำที่ “โปร่งและสบาย”

ฟาร์มให้ความสำคัญกับการดูแลน้ำให้มีลักษณะ “น้ำโปร่ง” คือไม่เขียวจัดจนเกินไป สีน้ำเสถียร เพราะหากน้ำล้ม (แพลงก์ตอนตาย) จะทำให้กุ้งเครียดและป่วยทันที “เราต้องทำให้กุ้งรู้สึกสบายตัวที่สุดเหมือนอยู่กลางทะเล” คือหลักการสำคัญ


ส่วนที่ 4: ปรัชญา “บำรุงและป้องกัน” และจริยธรรมผู้เลี้ยง

นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ประสานฟาร์มแตกต่างจากที่อื่น

4.1 ป้องกันคือทางรอด รักษาคือทางตัน

เจ้าของฟาร์มกล่าวว่า “กุ้งไม่ตาย แต่คนเลี้ยงตายแน่นอน ถ้าเลี้ยงแบบไม่มีแผน” การเฝ้าระวังคือหัวใจ ต้องตรวจสุขภาพกุ้งทุกเช้า-เย็น หากเริ่มเห็นสัญญาณผิดปกติ เช่น หางเริ่มไม่ใส หรือกุ้งกินอาหารลดลง ต้องรีบแก้ไขด้วยการถ่ายน้ำหรือปรับจุลินทรีย์ทันที อย่ารอให้กุ้งป่วยหนักแล้วค่อยหาทางรักษา เพราะต้นทุนยาจะสูงกว่ากำไรที่ได้เสมอ

4.2 การจับแบบ “ม้วนเดียวจบ”

ฟาร์มไม่นิยมการแบ่งจับ (Partial Harvest) เพราะการรบกวนกุ้งในบ่อบ่อยครั้งจะทำให้กุ้งที่เหลือเครียดและเสี่ยงต่อการติดเชื้อ ฟาร์มจึงเน้นเลี้ยงให้ได้ไซส์ที่ตลาดต้องการพร้อมกันทั้งบ่อแล้วจับทีเดียว เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานของกุ้งให้ดีที่สุด

4.3 ความรักในธรรมชาติ

ประสานฟาร์มเปรียบความสัมพันธ์ระหว่างคนเลี้ยงกับแหล่งน้ำเหมือน “สามีภรรยา” ที่ต้องเกื้อกูลกัน ฟาร์มจะไม่ปล่อยขี้เลนหรือน้ำเสียลงสู่ทะเลเด็ดขาด เพราะสุดท้ายแล้วน้ำเสียเหล่านั้นก็จะย้อนกลับเข้ามาในฟาร์มตอนที่เราสูบน้ำเข้านั่นเอง การรักษาธรรมชาติคือการรักษาอาชีพของเราในระยะยาว


บทสรุป: สูตรสำเร็จที่ทำได้จริง

ความสำเร็จของประสานฟาร์มพิสูจน์ให้เห็นว่า “กุ้งกุลาดำไทย” ยังมีอนาคตที่สดใส หากเกษตรกรปรับตัวให้ทันโลก:

  1. รู้ตลาดก่อนลงมือ: เลี้ยงกุ้งให้ตรงสเปกที่เขาอยากซื้อ
  2. รู้จัดการต้นทุน: ลดการใช้สารเคมี หันมาใช้ภูมิปัญญาและนวัตกรรม
  3. รู้ใจกุ้งและธรรมชาติ: เน้นการป้องกันมากกว่าการรักษา และดูแลสิ่งแวดล้อม

หากพี่น้องเกษตรกรนำแนวทางเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ ไม่เพียงแต่ฟาร์มจะอยู่รอด แต่จะสามารถสร้างผลกำไรและส่งต่ออาชีพที่มีเกียรตินี้ให้แก่ลูกหลานได้อย่างยั่งยืน ดังวาทะทิ้งท้ายของเจ้าของฟาร์มที่ว่า “ถ้าเรารักธรรมชาติ เดี๋ยวธรรมชาติก็จะรักเรา”

หมายเหตุสำหรับกองบรรณาธิการ:

  1. ภาพประกอบที่แนะนำ: รูปถ่ายเจ้าของฟาร์มคู่กับกุ้งไซส์สวยๆ รูปการใช้เครื่องตีน้ำในบ่อ รูปขั้นตอนการผสมอาหารเสริมด้วยเครื่องสูญญากาศ
  2. อินโฟกราฟิก: สรุปวงจรการเลี้ยง 4 ขั้นตอน (เตรียมบ่อ -> บ่มน้ำ -> เลี้ยง/คุมยอ -> จับม้วนเดียวจบ)



ที่มา:งานสานสัมพันธ์ผู้เลี้ยงกุ้งคุณภาพชุมพร ครั้งที่ 15