ส่องฟาร์ม

   เมื่อ : 27 ม.ค. 2569

กลยุทธ์การบริหารจัดการฟาร์มกุ้งยุคใหม่ บทเรียนจากกิจเจริญฟาร์ม

ในยุคที่ราคากุ้งผันผวนและโรคระบาดกลายเป็นความท้าทายใหญ่ของอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง กิจเจริญฟาร์มได้นำเสนอโมเดลการบริหารจัดการที่เน้น ”มาตรฐาน” เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการทำกำไรอย่างยั่งยืน ด้วยการผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับภูมิปัญญาการเลี้ยงที่สะสมมายาวนาน


หัวใจของความสำเร็จ: การสร้างมาตรฐานเดียวกัน

กิจเจริญฟาร์มใช้แนวทางการสร้างมาตรฐาน (Standardization) ในทุกขั้นตอนการเลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นบ่อดินหรือบ่อ PE ซึ่งช่วยให้สามารถควบคุมคุณภาพและคาดการณ์ผลลัพธ์ได้แม่นยำยิ่งขึ้น ด้วยผลผลิตเฉลี่ยที่ 5-7 ตันต่อไร่ ภายในระยะเวลา 100-110 วัน ค่า FCR เฉลี่ยที่ 1.5 และขนาดกุ้งเฉลี่ย 25-30 ตัวต่อกิโลกรัม แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่เกิดจากระบบบริหารจัดการที่ดี


การเตรียมบ่อ: จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุด

ความสำเร็จของการเลี้ยงกุ้งเริ่มต้นตั้งแต่การเตรียมบ่อ กิจเจริญฟาร์มใช้กระบวนการที่เข้มงวดเพื่อให้แน่ใจว่าคุณภาพน้ำและสภาพพื้นบ่อพร้อมรับกุ้งน้อย

การเตรียมพื้นบ่อสำหรับบ่อดิน เริ่มจากการทำความสะอาดด้วยการฉีดเลนและตักบ่อทิ้งไว้ 5-7 วัน จากนั้นปรับสภาพดินด้วยปูนมาร์ล 1 ตันต่อไร่ และปูนขาว 500 กิโลกรัมต่อไร่ แล้วตากบ่อให้แห้งประมาณ 7 วัน

กระบวนการเตรียมน้ำ เป็นขั้นตอนที่ละเอียดอ่อนมาก เริ่มจากการสูบน้ำเข้าบ่อให้สูงระดับเข่า จากนั้นสูบน้ำเติมให้เต็มบ่อและลงคอปเปอร์ 2 ppm ทิ้งไว้ 1 วัน ตามด้วยกากชา 15 ppm ทิ้งไว้ 3-5 วัน และคลอรีน 1 ถังต่อไร่ ทิ้งไว้ 6-7 วัน หลังจากนั้นจึงปรับสีน้ำด้วยสีน้ำเทียม 2 กิโลกรัมต่อไร่ โดยควบคุมความโปร่งใสให้ได้ที่ 60 เซนติเมตร และลงจุลินทรีย์ต่อเนื่อง 7 วันก่อนการปล่อยกุ้ง

การใช้เทคโนโลยีวัดค่าความขุ่น (NTU) เป็นจุดเด่นที่สำคัญ ฟาร์มกำหนดให้ค่าความขุ่นรวมต้องต่ำกว่า 2.5 NTU และตะกอนต้องรวมศูนย์อยู่ที่กลางหลุม ซึ่งวัดจากขอบหลุมเข้าสู่กลางบ่อ นอกจากนี้ยังต้องควบคุมค่าความเป็นด่างให้สูงกว่า 160 mg/L และแร่ธาตุต่างๆ อิงตามระดับความเค็มของน้ำ


การคัดเลือกลูกกุ้ง: ความพิถีพิถันที่คุ้มค่า

กิจเจริญฟาร์มให้ความสำคัญกับการคัดเลือกพันธุกรรมและสุขภาพของลูกกุ้งเป็นอย่างมาก โดยมีเกณฑ์การตัดสินใจที่ชัดเจน

การตรวจสอบทางกายภาพ เริ่มจากการเช็กกรีบนหัว ขาต้องไม่มีตะกอน ตับต้องมีปริมาณไขมันดี ไม่มีลักษณะตับทอดหรือเมลานิน ควบคู่ไปกับการตรวจเชื้อ ที่ไม่รับชุดกุ้งที่มีเชื้อตัวแดงดวงขาว หรือเชื้อ Vibrio จากผลเพาะเชื้อ

การทดสอบความแข็งแรง (Stress Test) เป็นอีกหนึ่งขั้นตอนสำคัญ โดยสุ่มกุ้ง 50 ตัว แช่ในน้ำจืด 0 PPT เป็นเวลา 30 นาที เกณฑ์ผ่านคือ อัตราการตายต้องไม่เกิน 10% หรือไม่เกิน 5 ตัว ก่อนการปล่อยกุ้งจริง จะมีการเช็กระดับออกซิเจนในถังขนส่ง และตรวจสอบความเค็มให้ตรงกับน้ำในบ่อ

การปรับแผนความหนาแน่น เป็นการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญ ในสภาวะปัจจุบันที่มีความเสี่ยงจากโรคระบาด ฟาร์มได้ปรับลดจำนวนการปล่อยกุ้ง PL12 ลงเหลือ 180000-220000 ตัวต่อไร่ จากเดิมที่ 250000-300000 ตัว เพื่อลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและเพิ่มโอกาสความสำเร็จ


การบริหารจัดการระหว่างการเลี้ยง: ความละเอียดรอบคอบในทุกวัน

ระบบการจัดการของกิจเจริญฟาร์มผสานงานหน้างานเข้ากับงานเทคนิคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในส่วนของการให้อาหารและการติดตามสุขภาพ

การให้อาหาร คำนวณจากยอดนับกุ้งจริง ไม่ใช่ยอดซื้อ เริ่มต้นที่ 2 กิโลกรัมต่อกุ้ง 1 แสนตัว ใช้โปรตีน 35% ตลอดการเลี้ยง และไม่ใช้ยอในการเช็กอาหารในช่วงแรก ส่วนการใช้จุลินทรีย์ จะใช้ตามสัดส่วนอาหาร คือ อาหาร 100 กิโลกรัมต่อจุลินทรีย์ 100 กรัม หากตรวจพบเชื้อในน้ำสูงจะเพิ่มโดสเป็น 2 เท่า

การติดตามสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทำอย่างเข้มข้นด้วยการเก็บตัวอย่างตรวจสุขภาพกุ้งและเชื้อในน้ำอย่างน้อย 2 ครั้งต่อสัปดาห์ ควบคู่กับการควบคุมความโปร่งใสที่ 45 เซนติเมตร หากลดลงถึง 40 เซนติเมตร ต้องรีบจัดการตะกอนทันที

เทคนิคการกำจัดตะกอน ใช้ปูนตกตะกอน 1 กระสอบต่อไร่ในช่วงเช้าและดูดออก ซึ่งช่วยรักษาค่าแอมโมเนียและไนไตรท์ให้ต่ำกว่า 2 ตลอดการเลี้ยง สิ่งนี้เป็นกุญแจสำคัญในการรักษาคุณภาพน้ำและสุขภาพกุ้ง


การประเมินการเติบโตและการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์

ฟาร์มมีระบบการสุ่มวัดขนาดกุ้งที่เข้มงวดเพื่อประเมินประสิทธิภาพการเลี้ยงและปรับแผนการจัดการ

เกณฑ์การสุ่มและเป้าหมายขนาด กำหนดไว้ชัดเจน เมื่อกุ้งอายุ 45 วัน เป้าหมายคือ 100 ตัวต่อกิโลกรัม หากขนาดเล็กกว่าหรือใหญ่เกินไป จะต้องย้อนกลับไปวิเคราะห์ความผิดพลาดในการจัดการ เมื่อกุ้งอายุ 80 วัน บ่อ PE มีเป้าหมายที่ 35 ตัวต่อกิโลกรัม ขณะที่บ่อดินอยู่ที่ 35-37 ตัวต่อกิโลกรัม

การตัดสินใจแบ่งกุ้งหรือปิดบ่อ อิงตามข้อมูลเชิงประจักษ์ การแบ่งกุ้ง (Partial Harvest) จะทำเมื่อค่าออกซิเจนละลายน้ำต่ำกว่า 5.5 หรือค่า ADG ต่ำกว่า 0.4 ส่วนการปิดบ่อจะทำหากค่า ADG ต่ำกว่า 0.3 ติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ เพื่อป้องกันการเสียค่าอาหารโดยไม่จำเป็น

เทคนิคการจับ ใช้ระบบประตูน้ำในการแบ่งกุ้ง ซึ่งช่วยป้องกันตะกอนฟุ้งกระจายและทำให้วางแผนการจัดการได้ง่ายขึ้น สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการคิดคำนวณอย่างรอบคอบเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด


ความยั่งยืนและความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

นอกจากการมุ่งเน้นผลกำไรแล้ว กิจเจริญฟาร์มยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม ด้วยการมีบ่อพักน้ำและบ่อเก็บเลนเพื่อบำบัดน้ำก่อนปล่อยออกสู่ภายนอก เลนที่รวบรวมได้จะนำไปใช้เป็นปุ๋ยในสวนปาล์ม สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนภายในฟาร์มและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ระบบการจัดการที่เป็นมาตรฐานนี้ไม่เพียงช่วยให้ฟาร์มสามารถรับมือกับความผันผวนของราคาตลาดได้ดีขึ้น แต่ยังช่วยลดความเสี่ยงจากโรคระบาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ทำให้ธุรกิจเลี้ยงกุ้งสามารถดำเนินไปได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว


บทสรุป

โมเดลการเลี้ยงกุ้งของกิจเจริญฟาร์มแสดงให้เห็นว่า ความสำเร็จในอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งยุคใหม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคหรือการเสี่ยงเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลมาจากการสร้างระบบบริหารจัดการที่เป็นมาตรฐาน การใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม การติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ และการตัดสินใจที่อิงข้อมูลเชิงประจักษ์

สำหรับเกษตรกรที่สนใจนำแนวทางนี้ไปปรับใช้ สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นจากการสร้างมาตรฐานในขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เช่น การเตรียมบ่อและการคัดเลือกลูกกุ้ง จากนั้นค่อยๆ พัฒนาระบบการติดตามและประเมินผลไปเรื่อยๆ ด้วยความอดทนและความมุ่งมั่นในการพัฒนา ธุรกิจเลี้ยงกุ้งก็สามารถเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนได้


ที่มา: วิดีโองานวันกุ้งเพชรบุรี ครั้งที่4