สัมมนา
”ยุทธศาสตร์กรมประมง” เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยสู่อนาคต
”ยุทธศาสตร์กรมประมง” เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยสู่อนาคต
โดยมีเป้าหมายหลักในการปรับตัวเข้าสู่ ”การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำคาร์บอนต่ำและความยั่งยืน” ท่ามกลางวิกฤตสภาวะภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง (Climate Change) และแรงกดดันทางการค้าโลก กรมประมงได้นำเสนอแนวทาง ”CARE Model” ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีดีจิทัลและ AI (Artificial Intelligence) การยกระดับมาตรฐานสุขภาพสัตว์น้ำ และการพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำพันธุ์ดี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และสร้างจุดเด่นในการแข่งขันระดับสากล โดยมุ่งเน้นความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม (Respect the Earth) ความปลอดภัยของผู้บริโภค (Appreciate Consumers) และรายได้ที่มั่นคงของเกษตรกร (Sustainable Income)
--------------------------------------------------------------------------------
1. บริบทความท้าทายและโอกาสในระดับสากล
สถานการณ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยในปัจจุบันต้องเผชิญกับปัจจัยกดดันทั้งจากธรรมชาติและกฎกติกาการค้าโลก ดังนี้:
- การเปลี่ยนแปลงอันดับโลก: ปัจจุบันผลผลิตกุ้งทะเลของไทยอยู่ในอันดับที่ 5-6 ของโลก (ลดลงจากที่เคยเป็นอันดับ 1) และอันดับการเพาะเลี้ยงโดยรวมอยู่ที่ประมาณอันดับที่ 13 โดยมีคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและอินโดนีเซียที่มีปริมาณผลผลิตสูงกว่า
- วิกฤตโลกปรวน (Climate Change): การเสียสมดุลของธรรมชาติส่งผลให้เกิดสภาวะสุดโต่ง เช่น คลื่นความร้อน (Heatwave) อุณหภูมิแตะ 40 องศาเซลเซียส น้ำท่วมฉับพลัน และการรุกตัวของน้ำเค็ม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความเครียดของสัตว์น้ำและอุบัติการณ์ของโรคอุบัติใหม่
- เงื่อนไขทางการค้าใหม่: คู่ค้าทั่วโลกเริ่มกำหนดมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะการเรียกเรียกหาฉลากคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint Label) และมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์น้ำ (Animal Welfare)
--------------------------------------------------------------------------------
2. ยุทธศาสตร์นวัตกรรม ”CARE Model” สู่ความยั่งยืน
กรมประมงใช้แนวคิด CARE Model เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์สัตว์น้ำคาร์บอนต่ำ ดังนี้:
| องค์ประกอบ | คำนิยามและแนวทางปฏิบัติ |
| C - Create Sustainable Income | สร้างรายได้ที่มั่นคงด้วยการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพผ่านเทคโนโลยี |
| A - Appreciate Consumers | ผลิตอาหารที่ปลอดภัย ตรวจสอบย้อนกลับได้ ไร้สารตกค้าง |
| R - Respect the Earth | รักษาโลกและสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายป่าชายเลน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก |
| E - Energy & Environment | การใช้พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีจัดการน้ำ (เช่น โซล่าเซลล์ ระบบน้ำหมุนเวียน) |
การดำเนินงานที่สำคัญ:
- การลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์: มุ่งเน้นการลดการใช้พลังงานฟอสซิล โดยกรมมีโครงการส่งเสริมการใช้โซล่าเซลล์และคอนโทรลเลอร์ในฟาร์มนำร่อง 150 ฟาร์ม ใน 35 จังหวัด
- การจัดการน้ำและตะกอน: ส่งเสริมระบบฟาร์มปิดและระบบหมุนเวียนน้ำ (Recirculating Aquaculture System) เพื่อลดผลกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติ
- การใช้จุลินทรีย์: สนับสนุนการใช้เทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology) โดยในปีงบประมาณปัจจุบันมีการจัดสรรงบประมาณเพิ่มขึ้น 10 เท่าเพื่อแจกจ่ายจุลินทรีย์ ป้องกันการใช้ยาปฏิชีวนะเกินความจำเป็น
--------------------------------------------------------------------------------
3. การปฏิรูปสู่ ”ประมงดิจิทัล” และการประยุกต์ใช้ AI
กรมประมงได้พัฒนาระบบดิจิทัลมากกว่า 70 ระบบ ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยมีโครงการนวัตกรรมเด่นที่ใช้ AI และ IoT (Internet of Things) ดังนี้:
- ระบบเตือนภัยการเพาะเลี้ยงชายฝั่ง:
- ใช้เซ็นเซอร์ IoT ติดตั้งในแหล่งน้ำเพื่อวัดค่าออกซิเจน ความเค็ม และอุณหภูมิ
- ใช้แขนกลยกเซ็นเซอร์ขึ้น-ลงเพื่อป้องกันการอุดตันจากโคลน
- ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลแบบ Time Series เพื่อพยากรณ์ล่วงหน้า 72 ชั่วโมง และแจ้งเตือนผ่าน SMS ให้เกษตรกรรับมือได้ทันท่วงที
- ระบบวินิจฉัยโรคสัตว์น้ำ (AI Diagnosis):
- เกษตรกรสามารถถ่ายภาพกุ้งที่ป่วยอัปโหลดเข้าระบบเพื่อให้ AI วิเคราะห์ความคล้ายคลึงของโรค (เช่น โรคจุดขาว)
- ระบบที่ใช้ทั้ง ”ภาพถ่าย” ร่วมกับ ”การบรรยายอาการ” (Text) มีความแม่นยำสูงถึง 76%
- Mobile Application จำแนกชนิดปลา: พัฒนา AI ให้สามารถคัดแยกชนิดปลาได้กว่า 40 ชนิด และมีฐานข้อมูลสัตว์น้ำกว่า 2000 รายการ
--------------------------------------------------------------------------------
4. กลยุทธ์การบริหารจัดการสุขภาพและพันธุ์สัตว์น้ำดี
การควบคุมโรคและ Biosecurity
การใช้ลูกกุ้งที่มีสุขภาพดีสามารถลดต้นทุนการผลิตได้ถึง 30% กรมประมงจึงยกระดับมาตรการ ดังนี้:
- เพิ่มการตรวจคัดกรอง: ในปีงบประมาณ 2569 จะเพิ่มความเข้มข้นในการตรวจโรคอุบัติใหม่ เช่น โรค TPD และเพิ่มจำนวนโรคที่ตรวจจาก 6 โรค เป็น 9 โรคสำหรับโรงเพาะฟักมาตรฐาน
- เครือข่ายห้องปฏิบัติการ: สร้างความร่วมมือกับภาคเอกชนในการขึ้นทะเบียนห้องแล็บเครือข่ายเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การผลิตหลัก เช่น สงขลา และนครศรีธรรมราช
- ความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity): เน้นย้ำ 3 ขั้นตอนสำคัญ คือ การป้องการเชื้อเข้าฟาร์ม (ผ่านการพักน้ำและคัดกรองพันธุ์) การจัดการภายในฟาร์ม (แยกอุปกรณ์/บุคคล) และการป้องกันเชื้อแพร่กระจายสู่ภายนอก
การพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ (สัตว์น้ำพันธุ์ดี)
เน้นการปรับปรุงพันธุ์ให้ ”โตไว ทนโรค และ FCR ต่ำ” เพื่อลดการใช้ทรัพยากร:
- กุ้งขาวเพชดา 1: เน้นการเจริญเติบโตดี ผลผลิตสม่ำเสมอ ไม่แตกไซซ์
- กุ้งขาวสีดา 1: พัฒนาให้ทนทานต่อเชื้อ AHPND (โรคตายด่วน)
- ปลานิล: ปรับปรุงพันธุ์มาถึงรุ่นที่ 6 (V6) เน้นการเลี้ยงในระบบที่หลากหลาย ทั้งบ่อดิน กระชัง และระบบหมุนเวียนน้ำ
- ปลาหมอชุมพร 1 (V2): ปรับปรุงรูปร่างให้มีลำตัวกว้าง (ตัวลึก) ตามความต้องการของตลาด
- สัตว์น้ำทางเลือก: พัฒนาพันธุ์ปลาสลิด (คาดว่าจะกระจายพันธุ์ปี 2570) และไม้เขียวด่างมรกต/ด่างชมพู สำหรับตลาดปลาสวยงาม
ยุทธศาสตร์กรมประมง มุ่งหวังที่จะเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทยให้เป็น ”ประมงยุคใหม่” ที่ใช้ข้อมูลนำการผลิต โดยเน้นมาตรฐานสากล ตรวจสอบย้อนกลับได้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อมุ่งสู่ตลาดพรีเมียมและสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนภายใต้คำนิยาม ”Refine Today Sustain Tomorrow” (ปรับวันนี้ เพื่อความยั่งยืนในวันหน้า)
ที่มา:งานสัตว์น้ำไทย2025
