สัมมนา

   เมื่อ : 3 มี.ค. 2569

กลยุทธ์ ”เน้นย้ายเพิ่มผลผลิต พิชิตกำไร” ฉบับเฉลิมเกียรติฟาร์ม

แนวทางการจัดการฟาร์มกุ้งของ ”เฉลิมเกียรติฟาร์ม” ซึ่งนำเสนอโดยคุณเฉลิมเกียรติ (คุณโอ๋) ผู้มีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งกว่า 20 ปี หัวใจสำคัญของความสำเร็จคือโมเดล ”เน้นย้ายเพิ่มผลผลิต พิชิตกำไร” ซึ่งเป็นการบริหารจัดการวงจรการเลี้ยงกุ้งผ่านระบบ ”บ่อแม่สู่บ่อลูก” เพื่อทลายข้อจำกัดด้านทรัพยากรน้ำและพื้นที่ โดยเน้นการเพิ่มผลผลิตต่อจำนวนลูกกุ้งที่ปล่อย (ตันต่อล้าน) และการบริหารจัดการภายใต้หลัก ”5 สะอาด” อย่างเคร่งครัด ผลลัพธ์ที่ได้ไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุนและระยะเวลาการเลี้ยง แต่ยังส่งผลให้สามารถผลิตกุ้งไซส์ใหญ่ที่มีคุณภาพสูง ปลอดโรค และสร้างกำไรสุทธิต่อกิโลกรัมได้อย่างสูงสุด


1. ความเป็นมาและปรัชญาการดำเนินงาน

เฉลิมเกียรติฟาร์ม ตั้งอยู่ที่อำเภอดอนสัก จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีพื้นที่การเลี้ยงรวม 220 ไร่ ดำเนินการเข้าสู่ปีที่ 4 โดยมุ่งเน้นการผลิตกุ้งที่มีคุณภาพ ปลอดโรค และปราศจากสารตกค้าง ภายใต้วิสัยทัศน์การเติบโตอย่างยั่งยืนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน

ฟาร์มให้ความสำคัญกับการปรับตัวตามเทคโนโลยีใหม่ๆ และทำหน้าที่เป็นศูนย์เรียนรู้สำหรับสถาบันการศึกษา โดยเน้นหลักการจัดการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในห้องปฏิบัติการ (Lab) ประจำฟาร์ม


2. หลักสุขาภิบาล ”5 สะอาด”

การดำเนินงานของฟาร์มยึดถือหลักสากล 5 ประการ เพื่อเป็นรากฐานของระบบไบโอซีเคียวริตี้ (Biosecurity) ดังนี้:

  1. ลูกพันธุ์กุ้งสะอาด: เลือกแหล่งพันธุ์ที่มีคุณภาพ แข็งแรง และตรวจสอบแล้วว่าปลอดเชื้อก่อโรค
  2. บ่อเลี้ยงสะอาด: เตรียมพื้นบ่อให้ดี ไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อ โดยใช้หลักการ ”ทำบ่อเก่าให้เหมือนบ่อใหม่ที่สุด” ในทุกรอบการเลี้ยง
  3. น้ำสะอาด: น้ำต้องผ่านการบำบัดสารอินทรีย์และปราศจากเชื้อ โดยใช้ระบบตกตะกอนตามระยะทางและเวลา
  4. อุปกรณ์สะอาด: อุปกรณ์ทุกชนิด รวมถึงพาหนะที่ใช้ในกิจกรรมต่างๆ (การปล่อย การย้าย การสุ่ม การจับ) ต้องมีการฆ่าเชื้อและแยกพื้นที่ใช้งานชัดเจนเพื่อลดการปนเปื้อน
  5. บุคลากรสะอาด: ผู้ปฏิบัติงานต้องทำความสะอาดร่างกายตามระบบ Biosecurity มีความเข้าใจแผนงาน และพร้อมปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่


3. ระบบการจัดการน้ำและโครงสร้างพื้นที่

เฉลิมเกียรติฟาร์มใช้ระบบการจัดการน้ำที่เน้นการตกตะกอนเป็นหลักเพื่อลดการใช้สารเคมี โดยแบ่งสัดส่วนพื้นที่อย่างชัดเจน:

  1. สัดส่วนพื้นที่: พื้นที่ระบบน้ำ 70% และพื้นที่บ่อเลี้ยง 30% เพื่อเพิ่มระยะเวลาการตกตะกอนน้ำก่อนนำมาใช้
  2. กระบวนการบำบัดน้ำตามสีบ่อ:
  3. บ่อรีไซเคิล (สีเขียว): รับน้ำกลับมาใช้ใหม่ผ่านคลองรีไซเคิล
  4. บ่อต้นน้ำ (สีน้ำเงิน): เริ่มการตกตะกอนโดยใช้ด่างทับทิมเพียง 1-2 ppm เน้นระบบน้ำล้น (Overflow) ให้ไหลผ่านระยะทางไกล
  5. บ่อพักน้ำ (สีม่วง): ระยะทางน้ำไกลและลึกเพื่อให้ตะกอนตกได้สมบูรณ์ที่สุด
  6. บ่อทรีทเมนท์ (สีชมพู): ขั้นตอนสุดท้ายก่อนเข้าบ่อเลี้ยง ทรีทด้วยคลอรีนต่ำเพียง 5-10 ppm เพื่อลดต้นทุน
  7. ระบบกำจัดของเสีย: มีบ่อเก็บตะกอนเลน (สีเทา/น้ำตาล) แยกต่างหาก โดยใช้ปั๊มดูดเลนจากหลุมกลางบ่อเพื่อจัดการของเสียออกจากระบบ


4. โมเดลการเลี้ยงแบบ ”บ่อแม่สู่บ่อลูก” (Step Farming)

กลยุทธ์หลักคือการขยายพื้นที่เลี้ยงตามการเติบโตของกุ้ง เพื่อลดความหนาแน่นและเพิ่มอัตรารอด:

  1. บ่อแม่ (Mother Pond): ปล่อยกุ้ง PL12 ความหนาแน่น 300000 - 600000 ตัวต่อไร่
  2. การย้ายครั้งที่ 1: เมื่อกุ้งมีขนาด 2-5 กรัม ย้ายไปสู่ ”บ่อลูก 1” ให้เหลือความหนาแน่น 100000 - 150000 ตัวต่อไร่
  3. การย้ายครั้งที่ 2: เมื่อกุ้งมีขนาด 5-10 กรัม ย้ายไปสู่ ”บ่อลูก 2” ให้เหลือความหนาแน่น 100000 - 150000 ตัวต่อไร่
  4. การจัดการช่วงท้าย:
  5. บ่อแม่จะทำการจับบางส่วน (Partial Harvest) ที่ขนาด 40 ตัวต่อกิโลกรัม
  6. ปิดบ่อที่ขนาดประมาณ 28 ตัวต่อกิโลกรัม
  7. เป้าหมายคือการผลิตกุ้งไซส์ใหญ่เพื่อส่งห้องเย็นหรือขายเป็นกุ้งอ๊อก (กุ้งเป็น) ซึ่งให้ราคาดีกว่า


5. เทคนิคและมาตรฐานการย้ายกุ้ง

การย้ายกุ้งเป็นขั้นตอนที่วิกฤตที่สุด ฟาร์มจึงมีมาตรการจัดการที่เข้มงวด:

  1. รูปแบบการย้าย:
  2. รถขนส่ง: เหมาะสำหรับกุ้งเล็ก (2-5 กรัม) เพื่อย้ายข้ามโซน
  3. ระบบท่อส่งน้ำ: ระยะทาง 100-200 เมตร เหมาะสำหรับกุ้งทุกขนาดรวมถึงกุ้งใหญ่ (ช่วยลดการบอบช้ำ)
  4. การย้ายข้ามคันบ่อ: สำหรับบ่อที่อยู่ติดกัน
  5. การเตรียมความพร้อมก่อนย้าย:
  6. ประเมินอัตรารอดภายใน 30 วันแรกเพื่อวางแผนจำนวนบ่อลูก
  7. ตรวจสอบวงรอบการลอกคราบ (ห้ามย้ายกุ้งช่วงลอกคราบเด็ดขาด) โดยสังเกตจากการกินอาหารและคราบที่หลุมเลน
  8. ตรวจสุขภาพกุ้งผ่าน Lab: ส่องตับ เช็คเม็ดไขมัน ลำไส้ และเพาะเชื้อแบคทีเรีย
  9. การตรวจ PCR: ต้องทำทุกครั้งก่อนการย้ายเพื่อยืนยันว่ากุ้งปลอดเชื้อ 100%
  10. ช่วงเวลาปฏิบัติการ: ต้องดำเนินการในช่วงเช้ามืดและต้องเสร็จสิ้นก่อนเวลาเที่ยงวัน เพื่อหลีกเลี่ยงอากาศร้อนและความเครียดของกุ้ง


6. การจัดการอาหารและคุณภาพน้ำระหว่างเลี้ยง

ฟาร์มเน้นความสมดุลระหว่างปริมาณอาหารและขีดความสามารถของระบบบำบัดน้ำ:

  1. สูตรการให้อาหาร: เน้น ”หนักเช้า เบาบ่าย” (สัดส่วน 70:30) เพื่อให้สอดคล้องกับกิจกรรมของกุ้งและการจัดการของเสีย
  2. สารเสริมประสิทธิภาพ: ใช้ Sodium Humate และ Calcium Humate (อย่างละ 5 กรัม) เคลือบด้วยน้ำมันตับ เพื่อกระตุ้นภูมิคุ้มกันและการกิน โดยไม่ใช้ยาปฏิชีวนะ
  3. สมดุลน้ำและอาหาร (Feed-Water Balance):
  4. กำหนดเกณฑ์มาตรฐาน: อาหาร 1 กิโลกรัม ต้องมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ 1 - 1.5 คิว
  5. ควบคุมเพดานการให้อาหาร (Cap) ของทั้งฟาร์มไม่ให้เกิน 2 - 2.5 ตันต่อวัน เพื่อไม่ให้ระบบนิเวศในน้ำล่ม
  6. การตรวจสอบคุณภาพน้ำ: ตรวจค่าแร่ธาตุ (แคลเซียม แมกนีเซียม อัลคาไลน์) และตรวจสอบสารตกค้างก่อนปล่อยกุ้งด้วยชุดทดสอบ DPD เพื่อความมั่นใจ


7. ผลลัพธ์และดัชนีชี้วัดความสำเร็จ

จากการใช้โมเดลเน้นย้าย เฉลิมเกียรติฟาร์มสามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ดังนี้:

  1. ประสิทธิภาพการผลิต: สามารถทำผลผลิตได้สูงถึง 20 - 30 ตัน ต่อการปล่อยกุ้ง 1 ล้านตัว (PL)
  2. ผลตอบแทน: เพิ่ม Net Profit Margin ผ่านการจับกุ้งไซส์ใหญ่ (เฉลี่ย 20-30 ตัวต่อกิโลกรัม) ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดกุ้งอ๊อกและห้องเย็น
  3. ความยั่งยืน: ลดการใช้สารเคมีในน้ำได้มหาศาลจากการใช้ระบบตกตะกอนธรรมชาติ และจัดการเชื้อก่อโรคได้เบ็ดเสร็จด้วยระบบไบโอซีเคียวริตี้ที่เข้มข้น


ความสำเร็จของเฉลิมเกียรติฟาร์มเกิดจากการประสานกันระหว่าง ”วินัยในการจัดการ” และ ”การใช้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์” มากำหนดจังหวะการย้ายกุ้ง ทำให้สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านสิ่งแวดล้อมและสร้างกำไรได้อย่างมั่นคงในทุกฤดูกาล