สัมมนา

   เมื่อ : 11 ม.ค. 2569

โปรตีนสมดุล น้ำดี ลดเสี่ยงโรค เลี้ยงยั่งยืน

จากการบรรยายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์น้ำเกี่ยวกับแนวทางการเลี้ยงกุ้งอย่างยั่งยืนผ่านการใช้ ”โปรตีนสมดุล” สาระสำคัญชี้ให้เห็นว่าการปรับระดับโปรตีนในอาหารให้สอดคล้องกับช่วงวัยของกุ้ง โดยเน้นความสมดุลของกรดอะมิโนทดแทนการใช้โปรตีนสูงเกินความจำเป็น คือกุญแจสำคัญในการจัดการคุณภาพน้ำ ลดการสะสมของแอมโมเนียและไนไตรท์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของความเครียดและการลดลงของภูมิคุ้มกันในกุ้ง ผลการวิจัยและทดสอบในบ่อเชิงพาณิชย์ยืนยันว่า การลดระดับโปรตีนลงในช่วงกุ้งโตไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราการเจริญเติบโต แต่ช่วยลดต้นทุนค่าอาหาร ลดการใช้ทรัพยากรน้ำ และยกระดับมาตรฐานการผลิตให้สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมระดับสากล (ASC) และการลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์


1. บริบทและความท้าทายของการเลี้ยงกุ้งในปัจจุบัน

อุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้งกำลังเผชิญกับปัจจัยกดดันหลายด้านที่ส่งผลต่อความมั่นคงและกำไรของผู้ประกอบการ ดังนี้:

  1. ปัญหาด้านโรคระบาด: โรค EHP โรคตัวด่างจากแบคทีเรีย (AHPND) และโรคขี้ขาว ซึ่งแพร่กระจายมากขึ้นโดยเฉพาะในเขตนน้ำจืด
  2. ความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม: คุณภาพน้ำในบ่อดินเสื่อมสภาพเมื่อการเลี้ยงผ่านไป 30-60 วัน เนื่องจากการเร่งให้อาหารเกินความสามารถที่ระบบจะรองรับได้ ส่งผลให้ค่าแอมโมเนียและไนไตรท์พุ่งสูง
  3. ข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานสากล:
  4. เกณฑ์มาตรฐานน้ำทิ้งที่เข้มงวด (แอมโมเนียไนโตรเจนไม่เกิน 1.1 ppm และไนโตรเจนรวมไม่เกิน 4 ppm)
  5. มาตรฐานความยั่งยืนระดับโลก (ASC) ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการส่งออกไปยังสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น
  6. แรงกดดันเรื่องคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) โดยกุ้งเป็นสัตว์ที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ในอันดับที่ 6 ของกลุ่มปศุสัตว์ (26.8)
  7. ต้นทุนการผลิต: โปรตีนเป็นส่วนประกอบที่มีราคาสูงที่สุดในอาหารกุ้ง การใช้เกินความจำเป็นจึงเป็นการเพิ่มต้นทุนโดยเปล่าประโยชน์


2. หลักการ ”โปรตีนสมดุล” (Balanced Protein)

แนวคิดหลักคือการจัดสรรสารอาหารให้ตรงกับความต้องการที่แท้จริงของสัตว์น้ำในแต่ละช่วงวัย โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้:

2.1 ความต้องการโปรตีนตามช่วงอายุ

สัตว์แต่ละช่วงวัยต้องการโปรตีนในปริมาณที่ต่างกัน การลดโปรตีนส่วนเกินช่วยลดการขับถ่ายไนโตรเจนและฟอสฟอรัสลงสู่น้ำ

ระยะของกุ้งขาวน้ำหนัก (กรัม)ระดับโปรตีนที่เหมาะสม (%)หมายเหตุ
ระยะ PL0.5 - 1.048 - 55ต้องการวัตถุดิบย่อยง่ายและบดละเอียด
อนุบาล0.1 - 1.040 - 45เริ่มเปลี่ยนเป็นอาหารเม็ด
กุ้งรุ่น1.0 - 5.038 - 42ปรับสมดุลด้วยกรดอะมิโน
กุ้งโต5.0 - 15.034 - 38ปรับสัดส่วนพลังงานให้เหมาะสม
กุ้งใกล้จับ15.0 - 25.028 - 34เน้นลดของเสียและรักษา FCR

2.2 หัวใจของโภชนศาสตร์สัตว์น้ำ

  1. สมดุลกรดอะมิโน: หัวใจสำคัญไม่ใช่ตัวเลขโปรตีนรวม แต่เป็นกรดอะมิโนที่จำเป็น 10 ชนิด หากลดโปรตีนแต่เสริมกรดอะมิโนสังเคราะห์ (เช่น เมไทโอนีน) ให้ครบถ้วน กุ้งจะยังคงเจริญเติบโตได้ดีเท่าเดิม
  2. ความสามารถในการย่อย: โดยเฉพาะกุ้งเล็กที่มีลำไส้สั้นและเอนไซม์ยังไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องใช้กลุ่มเปปไทด์และวัตถุดิบคุณภาพสูง
  3. สารเสริมประสิทธิภาพ: การเติมโปรไบโอติก พรีไบโอติก นิวคลีโอไทด์ และกรดอินทรีย์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและกระตุ้นการกิน


3. ผลกระทบของโปรตีนส่วนเกินต่อระบบนิเวศในบ่อ

เมื่อกุ้งได้รับโปรตีนสูงเกินความต้องการ ไนโตรเจนส่วนเกินจะถูกขับออกมาในรูปของเสีย ซึ่งส่งผลเสียเป็นลูกโซ่ดังนี้:

  1. การสะสมไนโตรเจน: งานวิจัยระบุว่าในอาหารโปรตีน 45% ไนโตรเจนจะถูกเก็บกักในตัวกุ้งเพียง 40% และหลุดรอดลงน้ำถึง 60% ในขณะที่อาหารโปรตีน 32% จะเก็บกักในตัวกุ้งได้สูงถึง 56%
  2. พิษจากแอมโมเนียและไนไตรท์:
  3. แอมโมเนีย (TAN): หากสูงเกินไปจะลดประสิทธิภาพการกลืนกินเชื้อโรค (Phagocytosis) ของกุ้งลง 33%
  4. ไนไตรท์ (Nitrite): จะเข้าจับกับคอปเปอร์ในเลือดกุ้ง ขัดขวางการขนส่งออกซิเจน ทำให้กุ้งเครียด กล้ามเนื้อขาวขุ่น และลดภูมิคุ้มกันลงถึง 50%
  5. ความอ่อนแอต่อโรค: สภาวะน้ำเสียทำให้กุ้งอ่อนแอและติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่มวิบริโอ (Vibrio) ได้ง่ายขึ้น


4. ผลลัพธ์เชิงประจักษ์จากงานวิจัยและบ่อพาณิชย์

จากการทดลองต่อเนื่องกว่า 16 ปี และการใช้งานจริงในฟาร์มมาตรฐาน มีข้อมูลยืนยันประสิทธิภาพของสูตรโปรตีนต่ำแต่สมดุล (32% Protein) ดังนี้:

การเปรียบเทียบในบ่อทดลอง (ขนาด 0.5 - 1 ไร่)

  1. อัตราการรอด: สูตรโปรตีน 32% มีอัตรารอด 85% สูงกว่าสูตรโปรตีน 35% (76%)
  2. ประสิทธิภาพอาหาร (FCR): ดีขึ้นจาก 1.8 เป็น 1.6
  3. ต้นทุนค่าอาหาร: ลดลงประมาณ 16%
  4. การใช้ทรัพยากรน้ำ: ลดปริมาณการเปลี่ยนถ่ายน้ำลง 12%

การใช้งานในบ่อเชิงพาณิชย์ (ความหนาแน่น 150 ตัว/ลบ.ม.)

เมื่อเปลี่ยนมาใช้โปรตีน 32% ในช่วงกุ้งน้ำหนัก 17 กรัม (อายุประมาณ 52 วัน) พบผลลัพธ์ดังนี้:

  1. การเติบโต: ค่า ADG และน้ำหนักเมื่อจับไม่แตกต่างจากการใช้โปรตีน 35% อย่างมีนัยสำคัญ
  2. คุณภาพน้ำ: ค่าไนไตรท์ในบ่อลดลง 17% และค่าแอมโมเนียลดลง 29%
  3. การจัดการน้ำ: สามารถลดการเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ถึง 56% (เมื่อใช้ร่วมกับจุลินทรีย์บำบัด) เนื่องจากของเสียในระบบลดลง


5. แนวทางการปฏิบัติเพื่อความยั่งยืน

เพื่อบรรลุเป้าหมายการเลี้ยงที่ได้กำไรและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ควรมีแนวทางจัดการดังนี้:

  1. การจัดการตามช่วงวัย: ใช้โปรตีนสูง (38-40%) ในช่วง Nursery เพื่อสร้างโครงสร้างและภูมิคุ้มกัน จากนั้นปรับลดลงเหลือ 32-35% เมื่อกุ้งโตเกิน 3-10 กรัม (ขึ้นอยู่กับความหนาแน่น)
  2. Biosecurity: ต้องควบคู่ไปกับการจัดการอาหาร เพื่อป้องกันพาหะโรคจากภายนอก
  3. การคำนวณความสามารถในการรองรับ (Carrying Capacity): ไม่ควรลงกุ้งแน่นเกินความสามารถของระบบบำบัดน้ำในฟาร์ม
  4. เป้าหมายอนาคต: มุ่งสู่การเป็นฟาร์ม Carbon Neutral ภายในปี 2050 ตามนโยบายเครือเจริญโภคภัณฑ์ เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก

”การใช้โปรตีนที่ลดลง น้ำดี แอมโมเนียและไนไตรท์ในบ่อลดลงตามลำดับ... กุ้งไม่เครียด กุ้งโตดี ลดเสี่ยงโรค และจะทำให้ธุรกิจการเลี้ยงกุ้งยั่งยืนอย่างแน่นอน”


ที่มา:งานสัตว์น้ำไทย2025