วิชาการ
ดร.กัลยา ย้ำ การใช้ วทน. ส่งเสริมการพัฒนาและผลิตสัตว์น้ำเพื่ออุตสาหกรรม
การใช้ วทน. ส่งเสริมการพัฒนาและผลิตสัตว์น้ำเพื่ออุตสาหกรรม
จากการนำเสนอของ ดร.กัลยา จากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) หรือ BIOTEC เกี่ยวกับการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) มาใช้เพื่อแก้ปัญหาและยกระดับอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง ประเด็นหลักที่สำคัญประกอบด้วยการวิเคราะห์เชิงลึกเกี่ยวกับเชื้อ EHP ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเติบโตของกุ้ง การนำเสนอแนวทางการตรวจเชื้อแบบใหม่ผ่านกระบวนการ Stress Test และการเปิดเผยความก้าวหน้าในการพัฒนาสายพันธุ์กุ้งกุลาดำ ”ไชยา” ที่เน้นการเติบโตและความทนทานต่อโรค
นอกจากนี้ สวทช. ยังมุ่งเน้นการเปลี่ยนผ่านงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริงในภาคเอกชนผ่านศูนย์บริการวิเคราะห์สัตว์น้ำแบบครบวงจร และการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อหยุดยั้งโรคระบาดในสัตว์น้ำด้วยนวัตกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น สารชีวภาพควบคุมเชื้อ โปรไบโอติก และวัคซีนชนิดกิน
บทบาทของ สวทช. ในอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ
สวทช. วางตัวเป็นหน่วยงานสนับสนุนระดับรัฐบาล โดยมีเป้าหมายหลักคือการผลิตงานวิจัยเพื่อให้ผู้ประกอบการนำไปใช้ประโยชน์จริง โดยมีรายละเอียดดังนี้:
- ตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPI): เน้นที่การนำผลงานวิจัยไปใช้ในภาคปฏิบัติและสร้างผลประกอบการที่ดีให้แก่ผู้ประกอบการ
- ทรัพยากรบุคคล: มีนักวิจัยในกลุ่มสัตว์น้ำจำนวน 75 คน และสามารถเข้าถึงเครือข่ายนักวิจัยใน BIOTEC กว่า 500 คน รวมถึงนักวิจัยใน สวทช. ทั้งหมดกว่า 2500 คน
- นโยบายการทำงาน: เน้นงานวิจัยที่ตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรม และเปิดกว้างในการรับโจทย์จากผู้ประกอบการเพื่อพัฒนาแนวทางที่ใช้งานได้จริง
ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเชื้อ EHP และนวัตกรรมการตรวจวินิจฉัย
สวทช. ถือเป็นหนึ่งในทีมวิจัยที่ศึกษาเรื่อง EHP มากที่สุดในโลก โดยมีข้อค้นพบและนวัตกรรมใหม่ที่สำคัญดังนี้:
ผลกระทบทางชีวภาพของ EHP ต่อกุ้ง
- การลดลงของเม็ดไขมัน: งานวิจัยยืนยันว่าเชื้อ EHP ทำให้ปริมาณเม็ดไขมันในตับกุ้งลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
- การสูญเสียพลังงาน: ภายใน 21 วันหลังจากติดเชื้อ เม็ดไขมันที่สะสมไว้เพื่อใช้เป็นพลังงานจะหายไปเกือบทั้งหมด ส่งผลให้กุ้งขาดพลังงานในการเจริญเติบโตและโตช้าลงอย่างเห็นได้ชัด
แนวทางการตรวจเชื้อแบบใหม่ (Stress Test Method)
เนื่องจากการตรวจด้วยวิธี PCR ปกติอาจไม่พบเชื้อในระดับต่ำ สวทช. จึงเสนอวิธีเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสำหรับลูกกุ้ง PL7 ดังนี้:
- การกระตุ้น (Stress Test): ยกลูกกุ้งขึ้นมาในอากาศ 5 นาที จากนั้นนำไปแช่ในน้ำที่มีความเค็ม 0 PPT และ 30 PPT อย่างละ 30 นาที
- ระยะพักตัว: รอประมาณ 2 วัน เพื่อให้เชื้อเพิ่มจำนวน
- ผลลัพธ์: ปริมาณเชื้อจะเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด (เช่น จาก 8-10 copies เพิ่มเป็น 149 copies) ซึ่งอยู่ในระดับที่ PCR ปกติสามารถตรวจพบได้ ทำให้เกษตรกรทราบสถานะการติดเชื้อก่อนนำไปเลี้ยง
ความไวต่อการติดเชื้อในสัตว์น้ำแต่ละชนิด
- กุ้งขาว: ติดเชื้อได้ง่ายและส่งผลต่อการเติบโตอย่างรวดเร็ว (เห็นผลในวันที่ 10)
- กุ้งกุลาดำ: ติดเชื้อ EHP ได้เช่นกัน แต่การเพิ่มจำนวนของเชื้อช้ากว่ากุ้งขาวมาก (เห็นผลการโตช้าชัดเจนในวันที่ 30)
- กุ้งก้ามกาม: จากการทดลองเลี้ยงร่วมกับกุ้งขาวที่ติดเชื้อเป็นเวลา 30 วัน พบว่ากุ้งก้ามกามไม่ติดเชื้อ EHP และไม่ส่งผลกระทบต่อน้ำหนัก
นวัตกรรมเพื่อการป้องกันและควบคุมโรค
สวทช. พัฒนาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีหลายด้านเพื่อหยุดยั้งโรคระบาด ดังนี้:
- AQ35 ในไข่แดง: สารชีวภาพที่ช่วยยับยั้งการยิงท่อโพลาร์ (Polar Tube Extrusion) ของสปอ EHP ทำให้เชื้อไม่สามารถเข้าสู่เซลล์กุ้งได้ มีประสิทธิภาพสูงในระดับห้องปฏิบัติการและกึ่งอุตสาหกรรม
- สาหร่ายต้านไวรัส: การผสมสาหร่ายในอาหารกุ้งช่วยเพิ่มอัตราการรอดจากการติดเชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาว (WSSV) ได้ถึง 70% และยังใช้ได้ผลกับไวรัสหัวเหลือง
- โปรไบโอติก (ปม. 2 ปม. 2 Plus และ ปม. 3): การพัฒนาร่วมกับกรมประมงเพื่อสร้างจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมสภาพแวดล้อมและโรค
- Shrimp Guard (ชิ้มการ์ด): สูตรอาหารเสริมที่รวม 4 พลังในการต่อสู้กับเชื้อวิบริโอ (Vibrio) ได้แก่:
- ฟลาจ (Phage): ตัวกินแบคทีเรียที่คัดเลือกจากน้ำเสียในบ่อเลี้ยง
- เบต้ากลูแคน: กระตุ้นภูมิคุ้มกัน
- ไลโซไซม์: ทำลายแบคทีเรีย
- แอนติเจน: ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของกุ้งจดจำเชื้อแบคทีเรียได้
- วัคซีนชนิดกิน (V-Bass): นวัตกรรมสำหรับปลาเพาะเลี้ยง (เช่น ปลากะพง) ที่สามารถป้องกันโรคได้มากกว่า 1 ชนิดในครั้งเดียว
การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งกุลาดำ ”ไชยา”
การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งเพื่อความมั่นคงทางอาหารและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน:
- ไชยา 1:
- อัตราเจริญเติบโตดีกว่ากุ้งธรรมชาติประมาณ 42%
- มีสีสันสวยงามเมื่อนำไปต้ม
- ทนทานต่อการติดเชื้อไวรัสหลายชนิด
- ไชยา 2 (กำลังพัฒนา): เน้นความทนทานต่อเชื้อไวรัสตัวแดงดวงขาว (WSSV) โดยปัจจุบันสามารถทนได้ในระดับ 50-70% และกำลังพัฒนาให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น
กลไกการสนับสนุนและความร่วมมือกับภาคเอกชน
สวทช. เปิดช่องทางให้ภาคเอกชนเข้าถึงเทคโนโลยีและองค์ความรู้ผ่านแนวทางต่างๆ:
- Triple A Service Laboratory: ศูนย์บริการวิจัยและวิเคราะห์สัตว์น้ำแบบครบวงจร (Advance Aquatic Animal Service Laboratory) เพื่อช่วยแก้ปัญหาเฉพาะจุดให้ผู้ประกอบการ
- การอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing): การโอนถ่ายเทคโนโลยี เช่น ชุดตรวจ EHP ให้เอกชนนำไปผลิตเชิงพาณิชย์
- การวิจัยร่วม (Collaborative Research): เชิญชวนผู้ประกอบการนำโจทย์ปัญหาในฟาร์มเข้ามาทดสอบร่วมกับนักวิจัย เพื่อสร้างวิธีการแก้ปัญหาที่แม่นยำและรวดเร็ว
- ช่องทางการติดต่อ: มีทีมสนับสนุนเฉพาะ (เช่น คุณจิราวัลย์ หรือ อิมมี่) เพื่อทำหน้าที่ประสานงานระหว่างโจทย์จากผู้ประกอบการและนักวิจัย เพื่อให้งานวิจัยไปถึงภาคอุตสาหกรรมได้เร็วขึ้น
