การค้า

   เมื่อ : 12 มิ.ย. 2569

สหรัฐฯ งัดมาตรา 301 จ่อเก็บภาษีเพิ่ม 12.5% ปมแรงงานบังคับ...

สินค้าประมงไทยจะรอดไหม?


เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่เขย่าวงการส่งออกไทยอีกครั้ง! เมื่อ USTR ของสหรัฐฯ ประกาศผลไต่สวนพบ 60 ประเทศ รวมถึง ”ประเทศไทย” สอบตกเรื่องการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าจากแรงงานบังคับ เตรียมพ่นพิษด้วยการดึงกำแพงภาษีเพิ่มสูงสุด 12.5%

รอบนี้สินค้าประมงและอาหารทะเลไทยโดนเต็ม ๆ

• ปลาทูน่า: แม้ตลาดจะแข็งแกร่ง แต่อาจต้องเผชิญแรงกดดันระยะยาว

• กุ้งไทย: อาการน่าเป็นห่วงที่สุด! เสี่ยงสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดให้คู่แข่งอย่างเอกวาดอร์และอินโดนีเซียที่ดีลภาษีได้ต่ำกว่า

ไทยจะปรับตัวอย่างไร? ภาครัฐและเอกชนจะแก้เกมนี้ทันกำหนดเวลาหรือไม่? มาร่วมวิเคราะห์เจาะลึกแนวทางอยู่รอดของอุตสาหกรรมไทยในบทความนี้กันค่ะ


1.ข้อมูลวิเคราะห์เพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการมาตรา 301 ของสหรัฐฯ

จากรายงานล่าสุดของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2569 สหรัฐฯ ได้ประกาศผลการไต่สวนภายใต้ มาตรา 301 (Section 301 of the Trade Act of 1974) เกี่ยวกับนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายของ 60 ประเทศ/เขตเศรษฐกิจทั่วโลก ในประเด็น ”ความล้มเหลวในการกำหนดและบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ” มาตรการนี้ระบุว่า ประเทศที่ไม่มีกฎหมายห้ามนำเข้าสินค้าแรงงานบังคับอย่างเป็นรูปธรรม หรือขาดการบังคับใช้อย่างจริงจัง จะต้องเผชิญกับ การจัดเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม (Additional Tariff) ในอัตรา 10% หรือ 12.5% ขึ้นอยู่กับระดับความคืบหน้าและการทำข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐฯ

• กลุ่มภาษี 10%: คือกลุ่มประเทศที่มีกฎหมาย หรือได้ลงนามข้อตกลงทวิภาคีว่าด้วยความร่วมมือการค้าและการต่อต้านแรงงานบังคับ (เช่น แคลิฟอร์เนีย/ไต้หวัน/อินโดนีเซีย/มาเลเซีย/กัมพูชา ที่เริ่มปรับตัวทำข้อตกลงแบบจำเพาะ)

• กลุ่มภาษี 12.5%: เป็นกลุ่มที่ไม่เข้าเงื่อนไขข้างต้น ซึ่ง ประเทศไทย ถูกจัดอยู่ในกลุ่มนี้ร่วมกับอีก 45 ประเทศ ทำให้สินค้าส่งออกของไทยไปยังสหรัฐฯ เสี่ยงที่จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีก 12.5% นอกเหนือจากอัตราภาษีปกติ


????ผลกระทบเจาะลึกต่ออุตสาหกรรมประมงและอาหารทะเลไทย:

1. สินค้ากุ้ง (แช่เย็น/แช่แข็ง/แปรรูป): ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เนื่องจากคู่แข่งสำคัญอย่าง เอกวาดอร์ และ อินโดนีเซีย ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่เสียภาษีต่ำกว่า (มีกลไกตรวจสอบและข้อตกลงที่สหรัฐฯ ยอมรับมากกว่า) การที่ไทยต้องแบกรับภาษีเพิ่มขึ้น 12.5% จะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาลดลงทันที

2. สินค้าปลาทูน่ากระป๋อง: แม้ไทยจะมีส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ในสหรัฐฯ สูงมากจนทดแทนได้ยากในระยะสั้น แต่ในระยะยาว มาตรการนี้จะกดดันให้ผู้นำเข้าสหรัฐฯ หันไปเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศอื่นที่มีต้นทุนภาษีต่ำกว่า

3. ความเสี่ยงซ้ำซ้อน: ปัจจุบันไทยยังอยู่ระหว่างการจับตามองเรื่องภาษีชั่วคราวอื่น ๆ เช่น Section 122 และหากมาตรการ มาตรา 301 เรื่องแรงงานบังคับนี้เริ่มบังคับใช้เต็มรูปแบบ (ซึ่งคาดว่าจะมีผลช่วงหลังสิ้นสุดมาตรการเปลี่ยนผ่านในเดือนกรกฎาคม 2569) อาจทำให้ผู้ประกอบการไทยต้องเผชิญกับกำแพงภาษีที่ซ้อนกันหลายชั้น


2. บทความวิเคราะห์

วิกฤตภาษี มาตรา 301 สหรัฐฯ: กำแพง ”แรงงานบังคับ” ที่เขย่าบัลลังก์ประมงไทย

อุตสาหกรรมส่งออกไทยกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายครั้งใหญ่ในเวทีการค้าโลก เมื่อสหรัฐอเมริกาภายใต้มาตรการทางกฎหมายมาตรา 301 (Section 301) ได้ประกาศผลการไต่สวนประเทศคู่ค้า 60 แห่ง รวมถึงประเทศไทย ในข้อหา ”ขาดการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานบังคับอย่างมีประสิทธิภาพ” ส่งผลให้สหรัฐฯ เสนอมาตรการตอบโต้ทางการค้าด้วยการจัดเก็บภาษีศุลกากรเพิ่มเติมในอัตรา 10% ถึง 12.5%


ความน่ากังวลของประเทศไทยอยู่ตรงที่ ไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มอัตราภาษีสูงสุดคือ 12.5% ขณะที่ประเทศคู่แข่งในภูมิภาคและกลุ่มสินค้าเดียวกันบางประเทศ เช่น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย สามารถเจรจาหรือทำข้อตกลงทวิภาคีเพื่อรับสิทธิ์เสียภาษีในอัตราที่ต่ำกว่าที่ 10% ได้สำเร็จ สิ่งนี้เสมือนเป็นการตั้งกำแพงภาษีที่สูงลิ่ว ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนและการแข่งขันของสินค้าไทย โดยกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตร อาหารแปรรูป และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ”สินค้าประมงไทย” คือเป้าหมายสำคัญที่ได้รับแรงกระแทกนี้ไปเต็ม ๆ


หากเจาะลึกในกลุ่มสินค้าประมง ”ปลาทูน่าแปรรูป” ของไทย อาจได้รับผลกระทบในวงจำกัดช่วงแรก เนื่องจากไทยเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่มีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ สูงและมีมาตรฐานโรงงานที่ค่อนข้างรัดกุม แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างที่สุดคือ ”สินค้ากุ้งไทย” ที่ปัจจุบันเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงอยู่แล้วจากประเทศผู้ผลิตต้นทุนต่ำอย่างเอกวาดอร์และอินโดนีเซีย การถูกซ้ำเติมด้วยภาษีมาตรา 301 อีก 12.5% จะทำให้กุ้งไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านราคาในตลาดสหรัฐฯ ไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทางออกเดียวของประเทศไทยในเวลานี้ คือความร่วมมืออย่างเร่งด่วนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน กรมการค้าต่างประเทศและกระทรวงแรงงานจำเป็นต้องเร่งระดมสมองเพื่อแก้ต่าง ยกระดับมาตรฐานแรงงานภาคประมงให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล (Decent Work) และเร่งเจรจาทำข้อตกลงทวิภาคี (Agreement on Reciprocal Trade: ART) กับสหรัฐฯ เพื่อขยับฐานะของไทยลงมาอยู่ในกลุ่มภาษีต่ำ รวมถึงการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ในห่วงโซ่อุปทานให้โปร่งใส 100% เพื่อพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า สินค้าประมงจากประเทศไทย ”ปราศจากแรงงานบังคับ” อย่างแท้จริง ก่อนที่กำแพงภาษีนี้จะปิดตายโอกาสเติบโตของอาหารทะเลไทยในอนาคต


#มาตรา301 #Section301 #ส่งออกไทย #อุตสาหกรรมประมง #แรงงานบังคับ #เศรษฐกิจโลก #ภาษีสหรัฐ #กุ้งไทย #ทูน่าส่งออก