สัมมนา
ทิศทางอุตสาหกรรมกุ้งไทย : ไปต่อหรือพอแค่นี้ โดย คุณนคร หาญไกรวิลัย
ทิศทางอุตสาหกรรมกุ้งไทย: ไปต่อหรือพอแค่นี้
จากการบรรยายของ คุณนคร หาญไกรวิลัย กรรมการสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ในงานวันกุ้งประจวบฯ ครั้งที่ 9 ได้วิเคราะห์สถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้งไทย โดยอ้างอิงจากมุมมองของตัวแทนสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม เพื่อประเมินความท้าทาย โอกาส และแนวทางการปรับตัวของภาคส่วนต่างๆ ในภาวะที่การแข่งขันระดับโลกทวีความรุนแรง
อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังเผชิญกับสภาวะ ”ตกหล่ม” มายาวนานกว่า 10 ปี โดยมีผลผลิตคงที่อยู่ที่ประมาณ 250000 ตัน ในขณะที่คู่แข่งสำคัญอย่างเอกวาดอร์และอินเดียมีผลผลิตเติบโตอย่างก้าวกระโดด ปัญหาหลักที่ฉุดรั้งกุ้งไทยคือต้นทุนการผลิตที่สูงที่สุดในโลก ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจาก ”ต้นทุนแฝง” หรือความสูญเสียระหว่างการเลี้ยงจากโรคระบาด อย่างไรก็ตาม กุ้งไทยยังมีจุดแข็งด้านคุณภาพ มาตรฐานความปลอดภัย และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ได้รับความไว้วางใจจากตลาดโลก โดยเฉพาะตลาดจีนและโอกาสใหม่จากการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU) การจะไปต่อได้นั้น อุตสาหกรรมกุ้งไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาสายพันธุ์ที่ทนทานต่อโรค เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยนวัตกรรม และสร้างเสถียรภาพด้านปริมาณและราคาเพื่อให้โรงงานแปรรูปสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้
วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันและข้อเปรียบเทียบในตลาดโลก
สภาวะของกุ้งไทยในปัจจุบันเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง แสดงให้เห็นถึงความเสียเปรียบด้านต้นทุนอย่างชัดเจน ดังนี้
- ผลผลิตที่หยุดนิ่ง: ในขณะที่เอกวาดอร์มียอดผลิตพุ่งสูงถึงเกือบ 1.5 ล้านตัน และอินเดียกับเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 700000 ตัน แต่ประเทศไทยยังคงนิ่งอยู่ที่ 250000 ตัน มานานกว่าทศวรรษ
- วิกฤตด้านราคา: กุ้งไทยมีราคาสูงที่สุดในโลก โดยกุ้งไซส์มาตรฐาน (40 ตัว/กก.) ของไทยอยู่ที่ประมาณ 177 บาท (ข้อมูล ณ กรกฎาคม) ในขณะที่อินเดียอยู่ที่ 115 บาท เวียดนาม 113 บาท และเอกวาดอร์ต่ำที่สุดเพียง 104 บาท
- การสูญเสียส่วนแบ่งการตลาด: ตลาดหลักเดิมอย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นมีสัดส่วนลดลงอย่างมาก โดยอเมริกาลดลงจาก 25% เหลือเพียง 17% และญี่ปุ่นลดลงเหลือ 20% โดยมีตลาดจีน (28%) และพม่า (19%) ขยับขึ้นมาเป็นตลาดสำคัญใหม่
ปัญหาและอุปสรรคสำคัญ (Pain Points)
จากการวิเคราะห์ พบว่าปัญหาของกุ้งไทยไม่ได้อยู่ที่ราคาอาหารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่โครงสร้างการเลี้ยงและปัจจัยภายนอก ดังนี้
- ต้นทุนแฝงจากการตายของกุ้ง: เป็นจุดเจ็บปวดที่สุดของเกษตรกร หากเลี้ยง 10 บ่อแล้วรอดเพียง 5 บ่อ ต้นทุนจากบ่อที่เสียไปจะถูกนำมาเฉลี่ย ทำให้สุดท้ายแล้วเกษตรกรขาดทุนแม้ราคาขายจะดูสูงก็ตาม
- โรคระบาดเรื้อรัง: โรคตัวแดงดวงขาว ขี้ขาว และ EMS ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เกษตรกรไม่สามารถควบคุมผลผลิตได้แน่นอน
- พฤติกรรมอุปทานหมู่ (Panic Selling): เมื่อมีข่าวลบ เช่น การระงับนำเข้าจากบางประเทศ เกษตรกรมักตื่นตระหนกและรีบจับกุ้งขายพร้อมกัน ทำให้โรงงานรับซื้อไม่ทันและราคาทรุดตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นความเสียหายที่เกิดจากความตื่นตระหนกเกินจริง
- ความเสียเปรียบด้านภาษี: กุ้งไทยโดนภาษีนำเข้าจาก EU สูงถึง 18% ในขณะที่เวียดนามมีข้อตกลงทางการค้าที่ได้เปรียบกว่า ทำให้กุ้งไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดยุโรป
จุดแข็งและโอกาสการเติบโต
แม้จะเผชิญความท้าทาย แต่กุ้งไทยยังมีข้อได้เปรียบที่ควรนำมาต่อยอด:
- มาตรฐานและความปลอดภัย: กุ้งไทยขึ้นชื่อเรื่องการปอดสารตกค้าง (Antibiotic-free) และมีมาตรฐานฟาร์ม (GAP BAP) รวมถึงระบบการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ที่ยอดเยี่ยม ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาดระดับบน
- ตลาดบริโภคในประเทศที่แข็งแกร่ง: การบริโภคในประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสูงถึงประมาณ 80000 ตันต่อปี หรือคิดเป็นเกือบ 30% ของผลผลิตทั้งหมด โดยได้อานิสงส์จากระบบโลจิสติกส์ที่ดีขึ้น
- โอกาสจาก FTA: หากการเจรจา FTA กับ EU ประสบความสำเร็จ จะเป็นประตูบานใหญ่ที่ช่วยให้กุ้งไทยกลับเข้าไปทวงส่วนแบ่งในตลาดที่มีกำลังซื้อสูงได้อีกครั้ง
- ความเชื่อมั่นจากตลาดจีน: ลูกค้าจีนมีความเชื่อมั่นในคุณภาพกุ้งไทยสูงมาก ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายตัว
นวัตกรรมและการปรับตัวของคู่แข่ง: บทเรียนจากเอกวาดอร์
เอกวาดอร์กลายเป็นผู้นำโลกด้วยการใช้วิธีการที่แตกต่างและเทคโนโลยีที่ล้ำหน้า:
- การใช้ AI ในการให้อาหาร: ใช้ AI จับเสียงการกินของกุ้งในน้ำ (Acoustic Feeding) เพื่อปล่อยอาหารตามความต้องการจริงของกุ้ง ทำให้ FCR (อัตราแลกเปลี่ยนเนื้อ) ดีมากและลดของเสีย
- ต้นทุนพลังงานต่ำ: เอกวาดอร์เลี้ยงกุ้งโดยไม่ใช้เครื่องตีน้ำ ทำให้ประหยัดค่าไฟและลดเสียงรบกวนในน้ำ ซึ่งเอื้อต่อการใช้เทคโนโลยี AI จับเสียง
- เป้าหมายการแข่งขัน: เอกวาดอร์ตั้งเป้าลดราคาต้นทุนกุ้งให้ลงมาอยู่ในระดับเดียวกับเนื้อไก่ เพื่อให้กุ้งกลายเป็นโปรตีนพื้นฐานที่เข้าถึงได้ทุกชนชั้น
ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์เพื่อทางรอดของกุ้งไทย
เพื่อให้คำตอบสำหรับคำถามที่ว่า ”ไปต่อหรือพอแค่นี้” ออกมาเป็น ”การไปต่อ” อย่างยั่งยืน ภาคส่วนต่างๆ ควรดำเนินการดังนี้:
1. สำหรับเกษตรกร:
- บริหารจัดการความเสี่ยง: หากเลี้ยงแล้วเห็นกำไรในราคาปัจจุบัน ให้รีบตัดสินใจขาย ”อย่ารอหวังน้ำบ่อหน้า” เพราะราคาตลาดโลกมีความผันผวนสูง
- ลดต้นทุนแฝง: มุ่งเน้นการเพิ่มอัตราการรอดมากกว่าการเร่งโตเพียงอย่างเดียว
- หลีกเลี่ยงความตื่นตระหนก: ติดตามข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้และไม่รีบเทขายตามกระแสอุปทานหมู่
2. ภาคการวิจัยและภาครัฐ:
- พัฒนาสายพันธุ์ทนโรค: ความต้องการสูงสุดคือสายพันธุ์ที่ทนต่อโรคตัวแดงดวงขาวและขี้ขาว หากทำได้จะลดความจำเป็นในการลงทุนระบบ biosecurity ที่มีต้นทุนสูง
- สนับสนุนเทคโนโลยีที่เหมาะสม: พัฒนา AI หรือนวัตกรรมการเลี้ยงที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมของไทย (เช่น การเลี้ยงแบบใช้เครื่องตีน้ำ)
3. ภาคอุตสาหกรรมแปรรูป (ห้องเย็น):
- เน้นความสม่ำเสมอ: โรงงานต้องการ Supply ที่นิ่งทั้งปริมาณและราคา เพื่อการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพมากกว่าราคาที่เหวี่ยงขึ้นลงแบบรถไฟเหาะ
- ขยายตลาดมูลค่าเพิ่ม: รักษาฐานลูกค้าที่เน้นคุณภาพและความสด รวมถึงเตรียมความพร้อมสำหรับตลาดใหม่ที่จะเปิดขึ้นจาก FTA
บทสรุปเชิงวิเคราะห์
อุตสาหกรรมกุ้งไทยจะ ”ไปต่อ” ได้ก็ต่อเมื่อมีการปรับโครงสร้างทั้งระบบ (Restructuring) โดยเปลี่ยนจากการเน้นการเลี้ยงแบบเดิมมาเป็นการใช้พันธุกรรมที่ทนทานและเทคโนโลยีที่แม่นยำ เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ราคาหน้าบ่ออยู่ที่ประมาณ 150-160 บาทสำหรับกุ้งไซส์ 40 ตัวอย่างมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นระดับราคาที่ทั้งเกษตรกรอยู่ได้และโรงงานสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ หากไทยสามารถก้าวข้าม ”ทศวรรษที่สูญหาย” นี้ไปได้ กุ้งจะยังคงเป็นสินค้าเศรษฐกิจที่สร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนและประเทศชาติสืบต่อไปในอนาคต
