เรื่องเด่น

   เมื่อ : 5 ส.ค. 2569

ก้าวสำคัญ! ม.เกษตรฯ วิจัยเลี้ยง ”แซลมอนแอตแลนติก” เชิงพาณิชย์


คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เริ่มต้นโครงการวิจัยครั้งประวัติศาสตร์ในการทดลองเลี้ยงปลาแซลมอนแอตแลนติกด้วยระบบน้ำหมุนเวียน (Recirculating Aquaculture System: RAS) ในระดับห้องปฏิบัติการ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีการนำเข้าไข่ปลาแซลมอนเพื่อการวิจัยเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้รับความสนับสนุนด้านงบประมาณและพลังงานความเย็นจากบริษัท PTT LNG โครงการนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาปัจจัยความคุ้มค่าทางธุรกิจ สร้างองค์ความรู้ใหม่ และวางรากฐานให้อุตสาหกรรมสัตว์น้ำมูลค่าสูงของไทย แม้จะมีข้อจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศและต้นทุนพลังงาน แต่ความร่วมมือกับภาคเอกชนในการนำพลังงานความเย็นที่เหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มาใช้ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเปลี่ยนสถานะจากงานวิจัยสู่ความเป็นไปได้ทางธุรกิจในอนาคต


รายละเอียดและความคืบหน้าของโครงการ

การดำเนินงานและระยะเวลาวิจัย

  1. ระยะเวลาโครงการ: โครงการมีกำหนดระยะเวลาประมาณ 1 ปี 6 เดือน โดยแบ่งเป็นช่วงการเตรียมสถานที่และขออนุญาต 6 เดือน และช่วงระยะเวลาการเลี้ยงจริงประมาณ 1 ปี
  2. เป้าหมายการเจริญเติบโต: คาดการณ์ว่าภายในระยะเวลา 1 ปี ปลาจะมีความน้ำหนักตัวอยู่ที่ประมาณ 100-300 กรัม ซึ่งจะมีการนำเนื้อปลาในช่วงดังกล่าวมาวิเคราะห์คุณภาพเพื่อเปรียบเทียบกับปลาในต่างประเทศ
  3. การนำเข้าและอัตราการรอด: มีการนำเข้าไข่ปลาแซลมอนจากประเทศชิลีจำนวน 20000 ฟอง (ซึ่งเป็นจำนวนขั้นต่ำตามข้อกำหนดการค้า) โดยปัจจุบันมีอัตราการฟักสูงถึง 99%

ระบบการเลี้ยงและเทคนิคทางปฏิบัติ

  1. ระบบน้ำหมุนเวียน (RAS): ใช้ระบบปิดที่มีการบำบัดและหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและควบคุมปัจจัยภายนอก
  2. การควบคุมอุณหภูมิ: ในระยะแรก (ไข่จนถึงฟัก) ต้องการอุณหภูมิประมาณ 8-10 องศาเซลเซียส และจะค่อยๆ ปรับเพิ่มขึ้นตามอายุของปลาจนถึงระดับใกล้ 20 องศาเซลเซียส
  3. เทคนิคการอนุบาล: มีการนำหินมาเรียงในรางเลี้ยงเพื่อลดความเครียดของไข่ปลา ซึ่งส่งผลดีต่อพัฒนาการและการรอดชีวิตมากกว่าการวางบนพื้นสเตนเลสเรียบ


มาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพและข้อกฎหมาย

เนื่องจากปลาแซลมอนแอตแลนติกจัดเป็นสิ่งมีชีวิตต่างถิ่น (Alien Species) โครงการจึงต้องดำเนินการภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวด:

  1. การขออนุญาต: ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการความหลากหลายและความปลอดภัยด้านชีวภาพของกรมประมง
  2. การตรวจสอบ: เจ้าหน้าที่กรมประมงเข้าตรวจสอบโรงเลี้ยงและระบบอย่างต่อเนื่อง โดยต้องมีการรายงานความคืบหน้าตลอดการเลี้ยง
  3. การป้องกันการแพร่พันธุ์: ไข่ปลาที่นำเข้าเป็นสายพันธุ์ที่มีโครโมโซม 3 ชุด (3N) ซึ่งเป็นปลาที่เป็นหมัน ไม่สามารถขยายพันธุ์ต่อได้ เพื่อเป็นการปกป้องลิขสิทธิ์ทางการค้าของผู้ผลิตและป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหากมีการหลุดรอด
  4. ระบบป้องกันการหลุดรอด: เลี้ยงในระบบปิด 100% มีระบบบำบัดน้ำและกำจัดสิ่งปฏิกูลก่อนปล่อยออกสู่ภายนอก ประกอบกับปลาแซลมอนไม่สามารถดำรงชีวิตในแหล่งน้ำธรรมชาติของไทยที่มีอุณหภูมิสูงได้


บทวิเคราะห์ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

ต้นทุนพลังงานและทางออกเชิงกลยุทธ์

  1. ปัญหาต้นทุน: ปัจจุบันในระดับห้องปฏิบัติการมีการใช้เครื่องทำความเย็น (Chiller) ซึ่งส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงมากจนไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์
  2. นวัตกรรมพลังงาน: ความเป็นไปได้ในเชิงพาณิชย์ขึ้นอยู่กับการนำพลังงานความเย็นจาก LNG ที่ระยองมาใช้โดยตรง ซึ่งจะช่วยตัดภาระค่าไฟฟ้าด้านการทำความเย็นที่เป็นต้นทุนหลักออกไปได้

ความท้าทายด้านชีววิทยาและการวิจัย

  1. ช่วงวิกฤตการกินอาหาร: ปัจจุบันปลาอยู่ในระยะที่มีถุงไข่แดง (Alevin) และกำลังเข้าสู่ช่วงเริ่มต้นการกินอาหาร ซึ่งเป็นช่วงวิกฤตที่ต้องมีการศึกษาอาหารที่เหมาะสมที่สุด
  2. ข้อจำกัดด้านสถานที่: จำนวนถังเลี้ยงที่มีจำกัด (4 ถัง) ทำให้การเก็บข้อมูลวิจัยเชิงเปรียบเทียบในหลายตัวแปรทำได้ยาก จึงมุ่งเน้นไปที่การสะสมองค์ความรู้จากการสังเกตพฤติกรรมและความผิดปกติของลูกปลา

ความเป็นไปได้ในอนาคตและการนำเข้า

  1. ไม่ใช่การทดแทน 100%: งานวิจัยระบุชัดเจนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะเลี้ยงเพื่อทดแทนการนำเข้าได้ทั้งหมด เนื่องจากข้อจำกัดด้านสภาพอากาศและศักยภาพในการทำพ่อแม่พันธุ์ที่ไทยยังไม่สามารถทำได้เหมือนประเทศแถบสแกนดิเนเวีย
  2. ความร่วมมือระหว่างประเทศ: อนาคตของอุตสาหกรรมนี้ในไทยต้องพึ่งพาพันธมิตรระดับนานาชาติ ทั้งในด้านสายพันธุ์และเทคโนโลยีอาหาร
  3. การขยายผลสู่ผู้ประกอบการ: หากโครงการระยะเวลา 1 ปีครึ่งนี้สำเร็จ จะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 2-3 ปีในการเตรียมตัวเพื่อขยายผลสู่ภาคธุรกิจ ซึ่งผู้ประกอบการต้องได้รับอนุญาตจากกรมประมงเป็นรายกรณี


สรุปทัศนะจากนักวิจัย

โครงการนี้เปรียบเสมือนจุดประกายสำคัญในการสร้างองค์ความรู้ใหม่ให้กับประเทศไทย แม้ผลลัพธ์ในอนาคตจะมีความไม่แน่นอน แต่การเริ่มต้นศึกษาในสิ่งที่ท้าทายจะช่วยให้ประเทศไทยก้าวพ้นจากการเลี้ยงสัตว์น้ำเศรษฐกิจแบบเดิม (เช่น กุ้งขาว หรือปลานิล) ไปสู่การเป็นผู้ผลิตสัตว์น้ำมูลค่าสูง โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐที่ดูแลกฎระเบียบ และภาคเอกชนที่มีทรัพยากรพลังงานเหลือใช้ เพื่อสร้างโมเดลธุรกิจที่เป็นไปได้จริงในบริบทของประเทศเขตร้อนอย่างประเทศไทย