ต่างประเทศ

   เมื่อ : 18 ส.ค. 2569

รายงานวิเคราะห์เจาะลึกทิศทางตลาดกุ้งโลก (2025–2035): การเปลี่ยนผ่านสู่นวัตกรรมและความยั่งยืน


1. บทนำและภาพรวมสถานะตลาดกุ้งในปัจจุบัน (Global Market Overview)

ในฐานะสินค้าโภคภัณฑ์อาหารทะเลที่มีการซื้อขายสูงสุดในระดับสากล อุตสาหกรรมกุ้งไม่ได้เป็นเพียงแหล่งโปรตีนสำคัญแต่คือเสาหลักของความมั่นคงทางอาหารและกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและลาตินอเมริกา ตลาดกุ้งในปี 2025 กำลังก้าวข้ามผ่านการเป็นสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐาน (Commodity) สู่ผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (Value-added) ซึ่งถูกขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและจริยธรรมในการผลิต

จากการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ ตลาดกุ้งโลกมีแนวโน้มขยายตัวอย่างก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเป็นที่ตั้ง

ข้อมูลสถิติที่สำคัญ (Key Takeaways)

  1. มูลค่าตลาดในปี 2025: 82.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  2. มูลค่าตลาดคาดการณ์ในปี 2035: 156.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
  3. อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR): 6.6% (2026–2035)
  4. ภูมิภาคที่ครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุด: เอเชียแปซิฟิก (45.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
  5. ภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด: ตะวันออกกลางและแอฟริกา (CAGR 8.4%)

2. พลวัตและแรงขับเคลื่อนทางการตลาด (Market Dynamics: Drivers & Challenges)

การวิเคราะห์พลวัตตลาดกุ้งผ่านทฤษฎี ”So What?” เผยให้เห็นถึงนัยสำคัญเชิงกลยุทธ์ที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญในทศวรรษหน้า ดังนี้:

  1. ความต้องการโปรตีนเพื่อสุขภาพและ Omega-3 พุ่งสูงขึ้น: ผู้บริโภคยุคใหม่จัดกลุ่มกุ้งให้อยู่ในประเภทอาหารเพื่อสุขภาพ (Nutritious Superfood)
  2. Strategic Impact: ผู้ผลิตไม่สามารถแข่งขันด้วย ”ราคา” เพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป แต่ต้องสร้างความแตกต่างผ่านการสร้างแบรนด์ที่เน้นคุณค่าทางโภชนาการและการรักษาความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์
  3. การขยายตัวของวัฒนธรรมอาหารนานาชาติ: ความนิยมในเมนูอาหารทะเลทั่วโลกช่วยขยายฐานผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง
  4. Strategic Impact: สร้างโอกาสมหาศาลในกลุ่มผลิตภัณฑ์พร้อมปรุง (Ready-to-cook) และพร้อมทาน (Ready-to-eat) ซึ่งต้องการการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน Cold Chain และเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัย
  5. กฎระเบียบด้านความปลอดภัยและแรงงานที่เข้มงวด: มาตรฐานจากอเมริกาเหนือและยุโรปกำลังทวีความรุนแรงขึ้นทั้งในด้านการตรวจสอบสารตกค้างและการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability)
  6. Strategic Impact: ปัจจัยนี้จะกลายเป็น ”กำแพงตลาด” (Market Barrier) ที่คัดกรองผู้เล่นรายเล็กที่ไม่มีมาตรฐานออกไป และส่งผลให้เกิดการควบรวมอำนาจตลาด (Market Consolidation) ในกลุ่มผู้เล่นระดับบนที่มีใบรับรองสากล
  7. การแข่งขันจากโปรตีนทางเลือกอื่น: ปลาและสัตว์น้ำเปลือกแข็งประเภทอื่นเป็นคู่แข่งสำคัญในแง่ราคา
  8. Strategic Impact: บีบให้ผู้ประกอบการต้องลงทุนในเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อให้กุ้งยังคงเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าสำหรับผู้บริโภค

3. การวิเคราะห์ส่วนแบ่งตลาดตามประเภทผลิตภัณฑ์และแหล่งที่มา (Segmentation Analysis)

ความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับโครงสร้าง Segmentation คือกุญแจสำคัญในการวางแผนจัดซื้อและกำหนดทิศทางการผลิต โดยมีรายละเอียดเชิงตัวเลขที่สำคัญดังนี้:



4. ภูมิทัศน์การแข่งขันและผู้เล่นรายใหญ่ (Competitive Landscape)


ในปี 2025 ผู้เล่นรายใหญ่ 5 อันดับแรกครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันถึง 47.8% สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของยักษ์ใหญ่ที่คุมห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างเบ็ดเสร็จ

4.1 Thai Union Group PCL

ส่วนแบ่งตลาด: 8.5% (ผู้นำอันดับ 1 ของโลก)

  1. ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์: การเป็นผู้นำด้านความยั่งยืนผ่านกลยุทธ์ SeaChange และเครือข่ายการจัดจำหน่ายระดับโลกที่ครอบคลุม ตอกย้ำความเชื่อมั่นในตลาดระดับบนที่มีมาตรฐานการตรวจสอบสูง

4.2 Charoen Pokphand Foods (CP Foods)

  1. ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์: ความเป็นเลิศในการบูรณาการแนวดิ่ง (Vertical Integration) ตั้งแต่การวิจัยพันธุกรรม อาหารสัตว์ ไปจนถึงการแปรรูปขั้นสุดท้าย ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

4.3 Maruha Nichiro Corporation (Umios)

  1. ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์: มุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานและโซลูชันกุ้งแช่แข็งที่ตอบโจทย์ความสะดวกสบาย ซึ่งเป็นเทรนด์หลักของตลาดเอเชียและญี่ปุ่น

4.4 Minh Phu Seafood Corporation

  1. ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์: ยักษ์ใหญ่จากเวียดนามที่รุกหนักในการลงทุนเทคโนโลยีการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และการบูรณาการห่วงโซ่คุณค่า เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านต้นทุนและมาตรฐานการส่งออกที่แข่งขันได้ทั่วโลก

4.5 Nippon Suisan Kaisha (Nissui)

  1. ความได้เปรียบเชิงกลยุทธ์: สร้างความแตกต่างด้วยระบบการเพาะเลี้ยงที่ยั่งยืนและเทคโนโลยีตรวจสอบย้อนกลับที่ทันสมัย เน้นการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงเข้าสู่ช่องทาง Retail และ Foodservice


5. นวัตกรรมทางเทคโนโลยีและระเบียบข้อบังคับ (Technology Innovation & Regulation)

อุตสาหกรรมกุ้งกำลังถูกปฏิรูปด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่มุ่งเน้นไปที่ ”ผลลัพธ์เชิงปริมาณและคุณภาพ”:

  1. Technology Outcomes: การนำระบบ Biofloc และ RAS (Recirculating Aquaculture Systems) มาใช้ ไม่เพียงแต่ช่วยด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ (FCR) และลดอุบัติการณ์ของโรคตายด่วน (EMS) ซึ่งเพิ่มอัตราการรอดชีวิตและความคุ่งค่าเชิงเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ
  2. Genomics & Breeding: การปรับปรุงพันธุกรรมช่วยให้ได้สายพันธุ์ที่ทนทานต่อโรคและมีอัตราการเติบโตสูง (High-yield) ส่งผลให้รอบการผลิตสั้นลงและลดความเสี่ยงทางการเงินแก่เกษตรกร
  3. Packaging Innovation: การใช้เทคโนโลยี Modified Atmosphere Packaging (MAP) และการซีลสูญญากาศช่วยยืดอายุการเก็บรักษา (Shelf-life) และรักษาความสดของกุ้งโดยไม่ต้องใช้สารเคมี
  4. Compliance as a Passport: ใบรับรองระดับโลกอย่าง ASC และ BAP ได้เปลี่ยนสถานะจาก ”ทางเลือกพรีเมียม” กลายเป็น ”ใบเบิกทาง” (License to Play) ที่จำเป็นสำหรับการเข้าสู่ตลาดอเมริกาเหนือและยุโรป

6. การวิเคราะห์รายภูมิภาคและโอกาสในอนาคต (Regional Insights & Future Outlook)

  1. Asia Pacific (45.4 พันล้านดอลลาร์): ศูนย์กลางการผลิตหลักของโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการส่งออกวัตถุดิบไปสู่การบริโภคภายในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของชนชั้นกลาง
  2. Middle East & Africa (CAGR 8.4%): ภูมิภาคที่เติบโตเร็วที่สุดจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรม (Hospitality) โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับที่ตั้งเป้าลดการพึ่งพาการนำเข้าและหันมาลงทุนในอุตสาหกรรมเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในท้องถิ่น
  3. North America & Europe: ตลาดอิ่มตัวที่เน้น ”คุณภาพเหนือปริมาณ” โดยมีความต้องการกุ้งในกลุ่ม Pre-cooked Seasoned และผลิตภัณฑ์ที่การันตีมาตรฐานความยั่งยืนในระดับสูง


7. บทสรุปเชิงกลยุทธ์ (Strategic Conclusion)

ทศวรรษแห่งการเปลี่ยนผ่าน (2025–2035) จะเป็นบทพิสูจน์ความสามารถในการปรับตัวของผู้เล่นในอุตสาหกรรมกุ้ง ธุรกิจที่ต้องการรักษาความสามารถในการแข่งขันต้องยึดถือแนวทางดังนี้:

  1. Traceability is Mandatory: การตรวจสอบย้อนกลับจะไม่ใช่แค่จุดขายอีกต่อไป แต่คือเงื่อนไขพื้นฐานในการทำธุรกิจ ผู้ประกอบการต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อสร้างความโปร่งใสในทุกขั้นตอน
  2. Decarbonization Initiative: เดินรอยตามโครงการนำร่อง เช่น การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทานของ Thai Union เพื่อตอบโจทย์เกณฑ์การคัดเลือกคู่ค้าระดับสากล
  3. Efficiency through Tech: ลงทุนในเทคโนโลยีการเพาะเลี้ยงและระบบอัตโนมัติเพื่อลด FCR และจัดการความเสี่ยงด้านโรค ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการรักษาผลกำไร

การมุ่งเน้นไปที่การผลิตคาร์บอนต่ำและการใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม คือเส้นทางเดียวที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในตลาดกุ้งโลกที่มีมูลค่าคาดการณ์กว่า 156.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2035