สัมมนา
โลกเปลี่ยน กุ้งเปลี่ยน ฟาร์มต้องปรับ : ถอดบทเรียน 40 ปี สู่ยุทธศาสตร์ กุ้งพรีเมียมไทย
โลกเปลี่ยน กุ้งเปลี่ยน ฟาร์มต้องปรับ : ถอดบทเรียน 40 ปี สู่ยุทธศาสตร์ "กุ้งพรีเมียมไทย" โดย คุณเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย
ปฐมบทแห่งการเปลี่ยนแปลง: การเดินทาง 40 ปีของอุตสาหกรรมกุ้งไทย
ในการก้าวสู่ทศวรรษที่ห้าของอุตสาหกรรมกุ้งไทย เราไม่ได้เผชิญเพียงแค่ความผันผวนของราคาตลาด แต่เรากำลังยืนอยู่บนรอยต่อสำคัญที่เรียกว่า "โลกเปลี่ยน กุ้งเปลี่ยน” ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมกุ้งไทยได้พิสูจน์ถึงความแกร่งผ่านการปรับตัวครั้งใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จากการเลี้ยงแบบกึ่งพัฒนาสู่ระบบปิด แต่สิ่งหนึ่งที่บทเรียนประวัติศาสตร์ย้ำเตือนเราเสมอคือ ”วิกฤตการณ์โรคระบาด” ที่วนเวียนกลับมาทดสอบความอยู่รอดในทุกๆ 10 ปี โดยทวีความรุนแรงขึ้นในลักษณะของ "โรคทบต้น”
หากเราสังเคราะห์วิกฤตที่ผ่านมา จะเห็นภาพความเสียหายที่เพิ่มขึ้นแบบทบต้นดังนี้:
ช่วงเวลาที่เกิด ประเภทโรค ผลกระทบต่อผลผลิต / พฤติกรรมกุ้ง
พ.ศ. 2533 ตายเดือน กุ้งตายไม่ทราบสาเหตุในช่วงอายุ 27-28 วัน เริ่มยุคการลองผิดลองถูกด้านเคมี
พ.ศ. 2535 - 2536 หัวเหลือง / ตัวแดงดวงขาว กุ้งตายยกฟาร์มภายใน 2 วัน เกิดจุดเปลี่ยนจากระบบเปิดสู่ระบบปิด (Close System)
พ.ศ. 2545 - 2546 IHNV (แคน) กุ้งไม่โต "กุ้งจิ๊กโก๋” นำไปสู่การเปลี่ยนสายพันธุ์จากกุ้งกุลาดำเป็นกุ้งขาวแวนนาไม
พ.ศ. 2556 - 2558 EMS (ตายด่วน) วิกฤตหนักที่สุด ผลผลิตลดลง 60% (จาก 6.4 แสนตัน เหลือ 2.7 แสนตัน)
พ.ศ. 2565 - ปัจจุบัน EHP / ขี้ขาว โรคใหม่ทับถมโรคเดิม ทำให้ผลผลิตประเทศอยู่ในสภาวะถดถอย (Sideway Down)
บทเรียนที่เจ็บปวดที่สุดคือช่วงวิกฤต EMS แม้แต่ ”ยอดพินิจฟาร์ม” ของผมเองก็ต้องเผชิญกับความมืดแปดด้าน ลงกุ้งกี่ครั้งก็ตายจนเกือบหมดตัว วินาทีก่อนที่จะเสียใจไปมากกว่านั้น ผมตัดสินใจบอกลูกน้องว่า ”ผมขอเก็บทุนไว้ก่อน ขอให้รู้ชัดเจนก่อนว่าเป็นเพราะอะไร แล้วเราค่อยกลับมาเลี้ยงใหม่” เหตุการณ์ครั้งนั้นย้ำเตือนผมและอยากส่งต่อถึงพี่น้องเกษตรกรว่า ”ความไม่รู้ คือต้นทุนที่แพงที่สุด” และการฝืนสู้โดยไร้ข้อมูลคือการละลายเงินทุนทิ้งอย่างน่าเสียดายที่สุด
นวัตกรรมจากการเรียนรู้: จากระบบเปิดสู่ Bio-security และระบบปิด (Close System)
เมื่อธรรมชาติภายนอกคาดเดาไม่ได้ การเปลี่ยนกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) จากการพึ่งพาธรรมชาติมาเป็นการสร้างระบบนิเวศจำลองที่ "ควบคุมได้” จึงเป็นทางรอดเดียว นวัตกรรมในวันนี้ไม่ใช่แค่เรื่องเครื่องจักร แต่คือความเข้าใจในวิทยาศาสตร์ของน้ำและกุ้งอย่างถ่องแท้
จากการถอดบทเรียนระบบปิด (Close System) เราพบหัวใจสำคัญของ "สมดุลเคมีน้ำ” ที่เกษตรกรยุคใหม่ต้องแยกให้ออกระหว่างค่าที่ ”จริง” และ ”ปลอม”:
(1) อานุภาพของไบคาร์บอเนต (Bicarbonate): นี่คือ "บัฟเฟอร์” ที่แข็งแกร่งที่สุดในระบบปิด แต่ต้องเป็นไบคาร์บอเนตที่เกิดจาก ”ลมหายใจของกุ้ง” เท่านั้น หากค่าด่างสูงแต่เกิดจากกลุ่มไฮดรอกซิล (Hydroxyl group) ที่มาจากเลนก้นบ่อหรือสารเคมีเติมแต่ง นั่นคือ "กับดัก” ที่หลอกให้เราวางใจจนกุ้งเกิดตะกันและสุขภาพอ่อนแอ
(2) การจัดการวัฏจักรไนโตรเจน: เราต้องเปลี่ยนมุมมองต่อไนโตรเจน จากเดิมที่มองว่าเป็น "ของเสีย” ที่ต้องกำจัด ให้กลายเป็นยุทธศาสตร์ "Transforming Nitrogen into shrimp meat” คือการทำให้ไนโตรเจนเปลี่ยนรูปไปเป็นเนื้อกุ้งหรือจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ ไม่ใช่แอมโมเนียหรือไนไตรต์ที่เป็นพิษ โดยการรักษาค่า pH ให้อยู่ในระดับต่ำ (7.6 - 7.7)
(3) Bio-security Checklist: การปฏิบัติตามมาตรฐานการตรวจสอบก่อนลงกุ้ง (ถอดบทเรียนร่วมกับภาคเอกชนอย่าง CPF) สามารถลดความเสี่ยงการตายจากโรคตัวแดงดวงขาวได้ถึง 80% อย่างมีนัยสำคัญ
สุราษฎร์ธานีโมเดล: ถอดรหัส ”3 สะอาด” และการยืนหยัดเหนือวิกฤต
ในขณะที่ผลผลิตกุ้งส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในสภาวะขาลง แต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีกลับเป็นพื้นที่เดียวที่รักษาเสถียรภาพผลผลิตได้ที่ระดับ 40000 – 58000 ตันอย่างต่อเนื่อง ความสำเร็จนี้เกิดจากการสร้าง "ความสามารถในการคาดการณ์ได้ (Predictability)” ผ่านหลักการ ”3 สะอาด”:
1. กุ้งสะอาด: ใช้สายพันธุ์ที่ตรวจสอบโรคได้ 100%
2. พื้นสะอาด: การจัดการดินเลนและตะกอนไม่ให้เป็นแหล่งสะสมพิษ
3. น้ำสะอาด: ระบบบำบัดน้ำที่มีประสิทธิภาพก่อนนำเข้าสู่บ่อเลี้ยง
นอกจากนี้ เรายังยกระดับสู่การเป็น "กุ้งพรีเมียม” ผ่านนโยบาย AC Farm และการประกาศสงครามกับยาปฏิชีวนะ (Antibiotic-free) โดยกำหนดให้ทุกบ่อต้องผ่านการตรวจจาก Central Lab ก่อนการจับขาย ความเข้มงวดนี้เองที่สร้าง "ความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Trust)” จนทำให้กุ้งไทยสามารถทำราคาขายได้สูงกว่าคู่แข่งอย่างเอกวาดอร์หรืออินเดียถึง 30-80% เพราะโลกยอมรับว่ากุ้งจากไทยคือสินค้าเกรดพรีเมียมที่ปลอดภัยที่สุด
ยุทธศาสตร์การเลี้ยงกุ้งปี 2569: พลังงาน หมุนเวียน และการพักบ่อ (Crop Holiday)
เป้าหมายของฟาร์มกุ้งในอนาคตคือ "Productivity ต้องสูง ต้นทุนต้องต่ำ” โดยมี "5 สิ่งที่ต้องทำ” เพื่อเปลี่ยนฟาร์มให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืน:
(1) เตรียมบ่อให้สมบูรณ์ (Zero Tolerance): หากบ่อไม่พร้อม ห้ามลงกุ้งเด็ดขาด เก็บเงินทุนไว้ในกระเป๋าดีกว่าเอามาละลายทิ้ง
(2) เน้นระบบไหลเวียนน้ำ (Circulation > Oxygen): ออกซิเจนต้องล้น (Access) เพื่อทำลายอนุมูลพิษ แต่หัวใจคือระบบไหลเวียนน้ำที่สมบูรณ์เพื่อป้องกันสภาวะอับอากาศ (Anaerobic)
(3) เลือกใช้ Super PL (PDG 0.8–0.9): การใช้ลูกกุ้งสายพันธุ์โตเร็วที่มีค่า PDG สูง จะช่วยลดระยะเวลาการเลี้ยง ลดความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ "9 ล้านบาทต่อบ่อ” อย่างที่มีคนทำสำเร็จมาแล้ว
(4) จัดการ Nitrogen เป็นศูนย์: มุ่งเน้นการใช้จุลินทรีย์และระบบน้ำเพื่อไม่ให้เหลือของเสียสะสม
(5) นวัตกรรมอุปกรณ์: ปรับเปลี่ยนมาใช้ "ท่อซิก้า (Sika Pipes)” แทนท่อ PVC ทั่วไปเพื่อความทนทาน และปรับปรุงระบบเกียร์มอเตอร์เพื่อลดต้นทุนพลังงาน
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือแนวคิด "Crop Holiday”: จงยุติการฝืนสู้กับท้องฟ้าที่ปิดสนิท (Cease the struggle against the closing skies) ในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม พักบ่อเพื่อหยุดวงจรโรค และจงใช้เวลานั้นออกไปหาความรู้หรือหาความสุขกับครอบครัว ”จงรักษาเงินทุนไว้เพื่อรอแสงแดด และใช้ฤดูหนาวเพื่อเพิ่มพูนพุทธิปัญญา”
บทสรุป: Local Wisdom x New Technology และวาระแห่งชาติกุ้งไทย
กุญแจสู่ความสำเร็จของกุ้งไทยไม่ใช่การเลียนแบบเทคโนโลยีราคาแพงจากต่างประเทศทั้งหมด แต่คือแนวคิด "Glocalization” หรือการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสานกับนวัตกรรมใหม่ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ "แขนใบพัดตีน้ำแบบยาว” ที่คิดค้นโดยช่างโรงกลึงในไทย ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพและประหยัดต้นทุนกว่าเครื่องจักรนำเข้าหลายเท่าตัว
สมาคมกุ้งไทยกำลังผลักดัน "โครงการวาระแห่งชาติ 730 ล้านบาท” เพื่อสร้าง "เกราะกำบังเชิงระบบ (Systemic Shield)” ให้กับอุตสาหกรรม ตั้งแต่งานวิจัยสายพันธุ์ที่ทนทานไปจนถึงการจัดการพลังงาน เพื่อให้เกษตรกรไทยกลับมาเป็นที่หนึ่งของโลกได้อย่างสง่างาม
ผมปรารถนาจะเห็นฟาร์มกุ้งไทยเปลี่ยนภาพลักษณ์จากพื้นที่ทำกินที่ตรากตรำ เป็นฟาร์มสไตล์รีสอร์ทที่สวยงาม มีการจัดการที่เป็นระบบ และสร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่าภายใต้มาตรฐาน: "ผลผลิตสูง ต้นทุนต่ำ มีมาตรฐาน” เพื่อความยั่งยืนของลมหายใจอุตสาหกรรมกุ้งไทยตลอดไป
ด้วยความปรารถนาดีจาก นายกสมาคมกุ้งไทย
ที่มา:บรรยาย งาน สวทช. ไบโอเทค 7 ส.ค.69
