สัมมนา

   เมื่อ : 24 ส.ค. 2569

เมื่อพญามังกรกุ้งไทยกำลังถูกต้มสุก: 5 บทเรียนสุดช็อกที่คนไทยต้องรู้ก่อนอุตสาหกรรมนี้จะเหลือเพียงชื่อ โดย คุณเม้ง ชูพงษ์ ลือสุขประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มารีนโกลด์โปรดักส์ จำกัด


ในโลกของกีฬา เราอาจจะยังตบวอลเลย์บอลชนะเวียดนามขาดลอย แต่ในสมรภูมิธุรกิจ "กุ้ง" ความเป็นจริงที่น่าสมเพชคือเรากำลังถูกคู่แข่งร่วมอาเซียนทิ้งห่างแบบไม่เห็นฝุ่น จากอดีตเบอร์ 1 ของโลกที่เป็นความภาคภูมิใจ วันนี้ "ทองคำที่มีชีวิต" ของไทยกำลังกลายเป็นเพียงตำนานที่ใกล้จบลง บทความนี้ไม่ใช่การเตือนภัยธรรมดา แต่มันคือการชี้ให้เห็นว่า "สัญญาณอันตราย (The Writing on the Wall)" ได้ปรากฏมาชัดเจนแล้ว และนี่คือความลับอันสกปรกของอุตสาหกรรมกุ้งไทยที่เราต้องยอมรับความจริงก่อนจะถูกต้มจนสุกตายคาสนามการค้าโลก


บทเรียนที่ 1: เรากำลังขาย "มาตรฐาน" ไม่ใช่ขาย "กุ้ง"

มันคือเรื่องตลกที่ขำไม่ออกเมื่อ "ห้องเย็นไทยขายทุกอย่างยกเว้นกุ้ง" ความจริงที่เจ็บปวดคือปัจจุบัน ต้นทุนการผลิตกุ้งไทยสูงกว่าคู่แข่งถึง 50% เมื่อเราสู้ราคาไม่ได้ สิ่งเดียวที่เราพยายามป่าวประกาศเพื่อเอาตัวรอดคือการขาย "ใบเซอร์ฯ" ขาย CSR และขายภาพลักษณ์การดูแลแรงงานที่เหนือกว่าคนอื่น แต่นักธุรกิจตัวจริงเขารู้ดีว่านั่นคือการดิ้นรนครั้งสุดท้าย เพราะในโลกการค้า ไม่มีใครยอมจ่ายแพงกว่า 50% ไปตลอดเพื่อแลกกับกระดาษเพียงแผ่นเดียวถ้ากุ้งในจานมันไม่ต่างกัน

"ปัจจุบันเนี่ย ห้องเย็นไทยเนี่ย ขายทุกอย่างยกเว้นกุ้ง... เราขายมาตรฐาน ขาย CSR... เพราะถ้าเราขายกุ้งจริงๆ เราขายสู้ใครไม่ได้" — คุณเม้ง (มารีนโกล์ด)


บทเรียนที่ 2: ช่องว่างราคา 1 ล้านบาทที่มิตรภาพก็รั้งไว้ไม่ไหว

ในโลกธุรกิจระยะยาว "ใจเขาใจเรา" คือคำปลอบใจของผู้แพ้ เมื่อเรามาดูตัวเลขความแตกต่างของราคากุ้งไทยกับคู่แข่ง คุณจะเห็นความโหดร้ายของกลไกตลาด กุ้งดิบในจีนที่ไทยขาย $12 ในขณะที่เอกวาดอร์ขายเพียง $7 หรือความต่างของราคาต่อหนึ่งตู้คอนเทนเนอร์ที่ ไทยแพงกว่าอินเดียถึง 1 ล้านบาท

แม้ลูกค้าที่เคยมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมานานจะยังรักเรา แต่ "กำไร" คือสิ่งที่หล่อเลี้ยงธุรกิจของเขา ลูกค้าเริ่ม "แบ่งปันออเดอร์" จากที่เคยซื้อเรา 25% ก็ลดลงเหลือ 10% เพื่อเฉลี่ยต้นทุนให้รอดตาย ยิ่งไปกว่านั้น เรากำลังสูญเสีย "ตลาดสหรัฐฯ" ซึ่งเป็นตลาดที่ยืดหยุ่นที่สุด เพราะเขายินดีรับกุ้งทุกเกรดขอเพียงราคา "ถูก" และปริมาณ "ถึง" ซึ่งเราไม่มีให้เขาอีกต่อไป การเสียมหาอำนาจอย่างอเมริกาคือการปิดประตูตายสู่ตลาดที่ใหญ่ที่สุดของโลก


บทเรียนที่ 3: โมเดลเวียดนาม: จาก Zero เป็น Hero ด้วยนโยบาย "Hub"

ในวันที่โรคระบาด EMS ทำลายล้างกุ้งจนตายเรียบ ทั้งไทยและเวียดนามต่างติดลบเหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำให้เวียดนามกลายเป็น "Hero" ในวันนี้ ขณะที่ไทยกลายเป็น "Zero" คือการที่เขากล้าทิ้ง "อีโก้" ของการเป็นผู้ผลิต แล้วหันมาใช้กลยุทธ์ "Hub Model" หรือตลาดนำการผลิตอย่างแท้จริง

เวียดนามไม่สนว่าต้องเลี้ยงเองทั้งหมด เขาเลือกที่จะรักษาฐานลูกค้าไว้ด้วยการ นำเข้ากุ้งมาแปรรูปถึง 4 แสนตัน ผสมกับผลผลิตในประเทศอีก 2 แสนตัน เพื่อส่งออกไปเกือบ 100 ประเทศทั่วโลก ในขณะที่ไทยยังจมอยู่กับความคิดแบบเดิมๆ ที่เน้น "ผลิตนำตลาด" ซึ่งมักจะจบลงด้วยการ "เก่งแต่ปาก" ในห้องประชุม แต่ทำจริงไม่ได้ จนสุดท้ายลูกค้าที่เคยเป็นของไทยก็หายหัวไปหาเวียดนามกันหมด เพราะเขาไม่รอให้เราแก้ปัญหามานานกว่า 15 ปีหรอก


บทเรียนที่ 4: สัญญาณอันตรายจากการย้ายฐานผลิตของ "พี่ใหญ่"

สัญญาณที่บอกว่าเรากำลังจะ "ตาย" ชัดเจนที่สุดคือการที่ "ญี่ปุ่น" ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่และพรีเมียมที่สุดของไทย เริ่มทำการ Approve โรงงานในอินเดียเพิ่มขึ้นถึง 4 โรง และเริ่มเทน้ำหนักไปที่อินโดนีเซียเพราะสู้ราคาได้ดีกว่า นี่ไม่ใช่แค่การหาซัพพลายเออร์เพิ่ม แต่มันคือการ "เตรียมย้ายฐานการผลิต"

ความซวยจะไปตกอยู่ที่เกษตรกรรายย่อย เพราะหากญี่ปุ่นที่เป็นลูกค้าหลักย้ายไปซื้อกุ้งไซส์เล็กจากอินเดียและอินโดนีเซีย กุ้งที่เกิดจาก "อุบัติเหตุระหว่างการเลี้ยง (Accident)" หรือกุ้งไซส์เล็กของเกษตรกรไทยจะไม่มีที่ไปทันที อนาคตเดียวที่รออยู่คือการนำไปทำ "กุ้งแห้ง" ที่ให้ราคาต่ำเตี้ยจนขาดทุนย่อยยับ เรากำลังเสียเค้กก้อนพรีเมียมในออสเตรเลียและจีนไปทีละนิด และในไม่ช้าเราจะไม่เหลือที่ยืนแม้แต่ในตลาดบน


บทเรียนที่ 5: ทฤษฎีกบต้มและเดดไลน์ 3-5 ปีที่เหลืออยู่

ตัวเลขไม่เคยโกหก อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังล่มสลายแบบ Slow motion จากที่เคยผลิตได้ 6 แสนตัน วันนี้เหลือเพียง 3 แสนตัน จำนวนเกษตรกรจาก 30000-40000 ราย หายไปเหลือเพียง 15000-17000 ราย ขณะที่โรงงานแปรรูปจากที่เคยมี 24 แห่ง ผมกล้าพูดเลยว่าอีกไม่เกิน 3-5 ปี จะเหลือไม่ถึงครึ่ง

ความล้มเหลวส่วนหนึ่งมาจากระบบราชการที่หลงระเริงใน "อำนาจการควบคุม (Authority)" มากกว่า "การสนับสนุน (Support)" ตัวอย่างที่น่าอับอายที่สุดคือการเจรจา FTA กับ EU ที่ผ่านไปสิบกว่าปีก็ยังได้คำตอบเดิมว่า "กำลังรวบรวมข้อมูล"

"เก็บข้อมูลอย่างเดียว 10 กว่าปี... ผมว่ารุ่นหลานผมก็น่าจะได้ขายเข้า EU พอดี นี่คือราชการที่ไม่เห็นความเดือดร้อนของประชาชน" — เสียงสะท้อนจากคนในอุตสาหกรรม


บทสรุปและทัศนะสู่อนาคต

ทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ไม่ใช่การขอความเมตตาจากภาครัฐ แต่คือการ "ปฏิวัติทางความคิด" ทั้งระบบ ภาครัฐต้องเปลี่ยนจาก "ผู้คุมกฎ" เป็น "ผู้รับใช้" ที่คอยอำนวยความสะดวก ส่วนภาคเอกชนต้องกล้าปรับตัวตามโลก ไม่ใช่รอความตายไปพร้อมกับความภาคภูมิใจจอมปลอมในอดีต

เราเห็นเวียดนามทำสำเร็จมาแล้ว เขาเจอปัญหาเดียวกับเรา แต่เขากลับออกมาได้อย่างไร้บาดแผลและแข็งแกร่งกว่าเดิม คำถามสุดท้ายถึงคนในอุตสาหกรรมนี้คือ หากเรายังพอใจที่จะเป็นกบในน้ำอุ่นต่อไป อีก 5 ปีข้างหน้า เราจะเหลืออะไรให้ลูกหลานภาคภูมิใจ หรือจะเหลือเพียงซากของอดีตแชมป์โลกที่พ่ายแพ้ให้กับความไม่กล้าเปลี่ยนของตัวเอง?



บรรยาย งาน สัมมนาวิชาการวาริชศาสตร์ฯ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (13/8/69)