สัมมนา
5 แนวคิดสวนทางแต่ทำได้จริง เพื่อกู้วิกฤตอุตสาหกรรมหมื่นล้าน โดย คุณไพโรจน์ CPF
5 แนวคิดสวนทางแต่ทำได้จริง เพื่อกู้วิกฤตอุตสาหกรรมหมื่นล้าน โดย คุณไพโรจน์ CPF
ในขณะที่อุตสาหกรรมกุ้งไทยกำลังถูกทดสอบอย่างหนักจากมรสุมรอบด้าน ทั้งราคากุ้งในตลาดโลกที่ตกต่ำและต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนเกษตรกรหลายรายเริ่มถอดใจ แต่ในวิกฤตนี้ยังมี "แสงสว่าง" ที่พิสูจน์ให้เห็นว่าทางรอดนั้นมีอยู่จริง ข้อมูลที่น่าสนใจพบว่าในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ แม้ราคาตลาดจะไม่เป็นใจ แต่ฟาร์มขนาดใหญ่ของบริษัทชั้นนำกว่า 20 แห่งกลับสามารถพลิกทำกำไรได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องของโชคช่วย แต่เกิดจากการ "กล้า" ที่จะเปลี่ยนยุทธศาสตร์การเลี้ยงจากวิถีเดิมๆ สู่แนวคิดใหม่ที่เฉียบคมและสอดคล้องกับสถานการณ์จริง
ข้อสรุปจากคุณไพโรจน์ 5 แนวคิดเชิงยุทธศาสตร์ที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของเกษตรกรกุ้งไทย เพื่อสร้างโอกาสในการอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน
"การอยู่ร่วมกับเชื้อ" คือทางตัน ไม่ใช่ทางรอด
ความเชื่อเดิมๆ ที่ว่า "เลี้ยงกุ้งอย่างไรก็ต้องมีเชื้อบ้าง" หรือการพยายามฝืนเลี้ยงกุ้งไปพร้อมกับเชื้อ EHP (Enterocytozoon hepatopenaei) คือจุดเริ่มต้นของความล้มเหลว แม้กุ้งจะยังไม่ตายทันที แต่วงจรของเชื้อจะทำให้กุ้งโตช้า แตกไซส์ และกินทุนไปเรื่อยๆ จนไม่เห็นกำไร
หัวใจสำคัญที่ทำให้ 20 ฟาร์มตัวอย่างทำกำไรได้คือการตั้ง Motto อย่างเด็ดขาดว่า "เราจะไม่ใช้ชีวิตร่วมกับเชื้อ" โดยเฉพาะ EHP การจัดการต้องเริ่มตั้งแต่ความสะอาดของน้ำและลูกกุ้งระบบ SPF ที่ต้อง "ปลอดเชื้อ" อย่างแท้จริงตั้งแต่วันแรก
"กุ้งน่ะมันทนอยู่กับเชื้อได้ แต่นักธุรกิจหรือเจ้าของฟาร์มน่ะอยู่ไม่ได้ เพราะต้นทุนที่บานปลายจะทำลายสถานะทางการเงินของคุณจนหมดสิ้น"
บทเรียนจาก "เล้าไก่" และความเข้าใจผิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ
ที่ผ่านมาเรามักอ้างคำว่า "ความหลากหลายทางชีวภาพ" (Biodiversity) เพื่อปล่อยให้ระบบนิเวศในบ่อกุ้งดำเนินไปตามธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริง ความหลากหลายที่ไร้การควบคุมคือความเสี่ยง หากเรามองดูอุตสาหกรรมไก่เนื้อที่ประสบความสำเร็จระดับโลก พวกเขาไม่ได้ปล่อยให้มีความหลากหลายทางชีวภาพในโรงเรือน แต่ใช้การ "ควบคุมปัจจัยการผลิต" (Total Environmental Control) อย่างเบ็ดเสร็จ
เกษตรกรกุ้งยุคใหม่ต้องเลิกใช้วิธี "เลี้ยงตามยถากรรม" แล้วเปลี่ยนบทบาทเป็น "ผู้จัดการระบบ" (Active Manager) ที่ต้องจัดการให้ระบบบำบัดน้ำทำงานได้อย่างแม่นยำ ไม่ใช่ปล่อยให้จุลินทรีย์ทำงานไปตามยถากรรม แต่ต้องเป็นผู้ออกแบบสภาพแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเติบโตของกุ้งเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
โปรตีนน้อยลง... แต่กุ้งและระบบรอดมากขึ้น
หนึ่งในความเข้าใจผิดเชิงเทคนิคคือการคิดว่า "โปรตีนสูงเท่ากับกุ้งโตไว" การใช้อาหารที่มีโปรตีนสูงเกินไป (38-40%) กลับสร้างผลเสียมากกว่าผลดี เนื่องจากกุ้งสามารถดูดซึมไปใช้ได้จำกัด ผลการศึกษาพบว่ามีกากโปรตีนที่ย่อยไม่หมดหลงเหลือในมูลกุ้งสูงถึง 12% ซึ่งกากโปรตีนเหล่านี้เองที่เป็นอาหารชั้นเลิศของเชื้อ Vibrio ในบ่อ
การปรับลดโปรตีนลงมาต่ำกว่า 36% ตามเกณฑ์ใหม่ของกรมประมง จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่ "ยิงปืนนัดเดียวได้นกสามตัว":
- (1) ตัดวงจรเชื้อโรค: เมื่ออาหารของเชื้อ Vibrio ลดลง ความเสี่ยงของโรคก็น้อยลงตาม
- (2) ลดภาระระบบ: ของเสียน้อยลง ระบบบำบัดทำงานง่ายขึ้น น้ำเสียช้าลง
- (3) ลดต้นทุนทันที: ค่าอาหารคือต้นทุนหลัก การลดโปรตีนส่วนเกินช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้ตั้งแต่วันแรก
เลิกโฟกัสแค่ "ทนโรค" แต่ต้อง "ทนการเปลี่ยนแปลง"
ในยุคที่สภาพอากาศแปรปรวนสุดขั้ว (Extreme Weather) ประเภท "เช้าแดดจัด บ่ายฝนถล่ม" การพัฒนาสายพันธุ์กุ้งที่เน้นเพียงความทนทานต่อโรค (Resistance) อาจไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป
ทิศทางใหม่ที่สำคัญกว่าคือการเลือกสายพันธุ์ที่มี "ความยืดหยุ่นสูง" (Resilience) หรือทนต่อสภาวะความเปลี่ยนแปลงได้ดี หัวใจคือทำอย่างไรให้กุ้ง "ไม่เครียด" เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนกะทันหัน กุ้งต้องยังคงกินอาหารได้ตามปกติและเจริญเติบโตต่อเนื่องไม่ชะงัก การรักษาอัตราการกินอาหาร (Feeding rate) ให้เสถียรท่ามกลางสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป คือกุญแจสำคัญที่ทำให้รอบการเลี้ยงสั้นลงและทำกำไรได้จริง
วิกฤตเงียบ... เมื่อ EHP หลุดรอดสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
นี่คือคำเตือนระดับวิกฤตที่ต้องตระหนักร่วมกัน เมื่อ 3 ปีที่แล้วเราแทบไม่พบเชื้อ EHP ในแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ปัจจุบันผลการตรวจน้ำในแหล่งน้ำสาธารณะเริ่มพบเชื้อชนิดนี้แล้ว ซึ่งเกิดจากการที่ฟาร์มซึ่งติดเชื้อปล่อยน้ำและตะกอนออกจากบ่อโดยไม่มีการฆ่าเชื้ออย่างถูกต้อง นี่คือภัยเงียบที่จะย้อนกลับมาทำลายอุตสาหกรรมกุ้งไทยทั้งระบบ
เพื่อรักษา "บ้าน" หลังใหญ่ของทุกคน เกษตรกรต้องยึดถือระเบียบปฏิบัติเพื่อความอยู่รอดอย่างเคร่งครัด:
- (1) ห้ามปล่อยน้ำเสียลงสู่ภายนอก: โดยเฉพาะน้ำจากบ่อที่พบการติดเชื้อ EHP
- (2) จัดการตะกอนอย่างเบ็ดเสร็จ: ห้ามถ่ายตะกอนก้นบ่อที่มีเชื้อออกจากฟาร์มสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยเด็ดขาด
- (3) ระบบน้ำหมุนเวียน: ปรับมาใช้ระบบน้ำเดียว (Recirculating System) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำจากภายนอกที่อาจมีเชื้อปนเปื้อน
บทสรุป: จาก "ชริมบอร์ด" สู่ "ยุทธศาสตร์ชาติ"
ที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาผ่าน "ชริมบอร์ด" (Shrimp Board) มักติดหล่มอยู่กับการถกเถียงที่หาข้อสรุปไม่ได้ ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมี "ยุทธศาสตร์กุ้ง" (National Shrimp Strategy) ที่ชัดเจนและนำไปปฏิบัติได้จริง โดยมีกรมประมงเป็น "สถาปนิก" ผู้วางโครงสร้างหลัก ไม่ใช่เพียงแค่ผู้ร่วมประชุม
ยุทธศาสตร์นี้ต้องครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน: การพัฒนาสายพันธุ์ การจัดการฟาร์มเชิงรุก การบริหารตลาด และการสร้างนวัตกรรม เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการทำงานแบบแยกส่วน สู่การขับเคลื่อนในทิศทางเดียวกัน
ปีหน้าอาจจะเป็นปีที่ท้าทายยิ่งกว่าปีนี้ หากเรายังคงยึดติดกับวิธีการเดิมๆ ที่เคยล้มเหลว เราย่อมไม่มีที่ยืนในสมรภูมิการค้าระดับโลก
บรรยาย งานสัมมนาวิชาการวาริชศาสตร์ฯ คณะทรัพยากรธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (13/8/69)
