ส่องฟาร์ม

   เมื่อ : 29 ก.ย. 2569

4 เสาหลัก ”แปดริ้วโมเดล” ถอดรหัสสูตรสำเร็จเลี้ยงกุ้งให้ฝ่าวิกฤตโรคระบาดและราคาร่วง พร้อมฟันกำไรยั่งยืน


”แปดริ้วโมเดล” ซึ่งเป็นแนวทางบริหารจัดการที่ช่วยให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในจังหวัดฉะเชิงเทราประสบความสำเร็จ คุณกิตติพัฒน์ ศรีสมวงศ์ หรือที่รู้จักในชื่อ รองเกียรติ ดำรงตำแหน่ง องประธานชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดฉะเชิงเทรา อธิบายถึง แปดริ้ว โมเดล โดยยึดหลักสำคัญ 4 ประการ เพื่อยกระดับผลผลิตในพื้นที่เดิมที่มีข้อจำกัด เสาหลักแรกคือการคัดเลือก พันธุ์กุ้งที่เติบโตช้าแต่มีความทนทานต่อโรคสูง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสุขภาพของสัตว์น้ำและลดการใช้สารเคมี เสาหลักที่สองเน้นการใช้ จุลินทรีย์บำบัดน้ำเสีย ซึ่งพัฒนาขึ้นเองในพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาในระบบน้ำจืดแบบปิดที่มีการหมุนเวียนน้ำตลอดเวลา เสาหลักที่สามคือการประยุกต์ใช้ เทคโนโลยีสมาร์ทฟาร์มและพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อควบคุมการทำงานของเครื่องตีน้ำอย่างแม่นยำและช่วยลดต้นทุนค่าไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเสาหลักสุดท้ายคือ การบริหารจัดการฟาร์มที่มีประสิทธิภาพ โดยการควบคุมคุณภาพน้ำทุกวัน ควบคู่ไปกับการควบคุมความหนาแน่นของการปล่อยกุ้งให้เหมาะสม แนวทางปฏิบัติทั้งหมดนี้จึงช่วยให้เกษตรกรสามารถ ลดต้นทุนการผลิต ลดการพึ่งพายาปฏิชีวนะ และสร้างกำไรได้อย่างยั่งยืนแม้อยู่ในภาวะที่ราคาตลาดตกต่ำก็ตาม ”แปดริ้วโมเดล” คือชุดบทเรียนอันทรงคุณค่าที่ถอดมาจากประสบการณ์จริงของ รองเกียรติ ช.กุ้งฉะเชิงเทรา ผู้ซึ่งนำแนวคิดนี้มาปรับใช้กับบ่อเลี้ยงกุ้งเก่าแก่ที่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 20 ปี โดยไม่ต้องรื้อถอนหรือลงทุนปรับโครงสร้างบ่อใหม่แม้แต่น้อย แต่สามารถฝ่าวิกฤตโรคระบาด ลดต้นทุนการผลิต และสร้างกำไรได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน ผ่าน 4 เสาหลัก ที่ตอบโจทย์การทำฟาร์มกุ้งยุคใหม่ ดังนี้:


เลี้ยงสายพันธุ์ทนโรค โตช้าหน่อย แต่รอดชัวร์และปลอดภัยจาก ESP/EHP

เสาหลักแรกเริ่มต้นจากการปรับความคิดเรื่องการเลือกสายพันธุ์กุ้งที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ แม้ในอดีตเกษตรกรส่วนใหญ่จะนิยมเลือกสายพันธุ์โตไวเพื่อหวังจับกุ้งขายให้เร็วที่สุด แต่ในสภาวะที่โรคระบาดชุกชุม เกษตรกรในฉะเชิงเทรากลับตัดสินใจเปลี่ยนทิศทาง หันมาเลือกใช้ ”สายพันธุ์ทนโรค” หรือสายพันธุ์โตช้า ที่ต้องใช้ระยะเวลาเลี้ยงนานขึ้นเป็น 100–120 วัน


ทำไมการยอมใช้เวลาเลี้ยงนานขึ้นจึงเป็นคำตอบที่ชาญฉลาดกว่า? ในการเลี้ยงกุ้งยุคใหม่ ”กุ้งที่โตเร็วแต่เสี่ยงตายยกบ่อเมื่อเลี้ยงได้ครึ่งทาง” มีค่าเท่ากับขาดทุน 100% ในขณะที่การเลือกสายพันธุ์โตช้าแม้จะใช้เวลา 100–120 วัน แต่กุ้งมีอัตราการรอดสูง สามารถสกัดกั้น โรคขี้ขาว และโรคแคระแกร็นจากเชื้อ ESP/EHP ได้อย่างเด็ดขาด การเปลี่ยนเป้าหมายจาก ”โตไว” มาเป็น ”รอดชัวร์” จึงเป็นการเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นผลกำไรที่แน่นอนเมื่อถึงกำหนดจับกุ้ง


สร้าง ”แล็บจุลินทรีย์ชุมชน” รับมือระบบน้ำเดียวโดยไม่เปลี่ยนถ่ายน้ำ

เมื่อมีพันธุ์กุ้งที่ทนทานแล้ว การจัดการสภาพแวดล้อมทางน้ำถือเป็นเกราะคุ้มกันชั้นที่สองที่ต้องทำงานควบคู่กัน เสาหลักนี้พัฒนามาจากการใช้จุลินทรีย์เข้ามาบำบัด ป้องกัน และรักษาคุณภาพน้ำ


การจัดตั้งแล็บจุลินทรีย์ชุมชน: เริ่มต้นจากการทดลองใช้จุลินทรีย์จากภายนอก จนกระทั่งเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน ชมรมผู้เลี้ยงกุ้งฉะเชิงเทราจึงจับมือกันจัดตั้ง ”แล็บผลิตจุลินทรีย์” ขึ้นมาเอง เพื่อวิจัยและคัดแยกสายพันธุ์จุลินทรีย์ต่อยอดถึง 5–6 ชนิด ที่เหมาะกับสภาพพื้นที่โดยเฉพาะ


การจัดการบ่อระบบน้ำเดียว (Zero Water Exchange): การมีแล็บจุลินทรีย์ชุมชนกลายเป็นหัวใจสำคัญในการแก้โจทย์การเลี้ยงกุ้งใน ”โซนน้ำจืด” ที่ใช้ระบบน้ำเดียวที่ไม่เปลี่ยนถ่ายน้ำ ซึ่งโดยทั่วไปถือเป็นระบบที่ดูแลยากที่สุด เนื่องจากของเสียสะสม (เศษอาหาร กากตะกอน และสารพิษไนโตรเจนอย่างแอมโมเนียและไนไตรต์) จะสูงขึ้นเรื่อย ๆ การเติมกลุ่มจุลินทรีย์บำบัด 5–6 ชนิดที่เพาะเลี้ยงเองเข้าไปอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยย่อยสลายของเสีย ยับยั้งเชื้อก่อโรค และควบคุมคุณภาพน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ปลอดภัยโดยไม่ต้องถ่ายน้ำทิ้ง ถือเป็นความสำเร็จของการทำงานร่วมกันในเครือข่ายเกษตรกรทั่วทั้งจังหวัด


หั่นต้นทุนพลังงาน 25-30%! ควบรวม Smart Farm โซลาร์เซลล์สูบน้ำ

ค่าพลังงาน ทั้งค่าน้ำมันและค่าไฟฟ้า คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 25%–30% ของต้นทุนการผลิตทั้งหมด การบริหารจัดการพลังงานอย่างแม่นยำจึงเป็นเสาหลักที่สามที่ช่วยกู้กำไรกลับคืนมา โดยแปดริ้วโมเดลได้ประยุกต์ใช้นวัตกรรม 2 ด้านหลัก ๆ:


ระบบ Smart Farm ควบคุมการตีน้ำอัตโนมัติ: นำเซนเซอร์วัดค่าออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) แบบเรียลไทม์มาเชื่อมต่อกับระบบควบคุมมอเตอร์ หากค่าออกซิเจนในน้ำสูงเกินความจำเป็น ระบบจะสั่งตัดการทำงานของมอเตอร์ตีน้ำทันที และเมื่อค่าออกซิเจนเริ่มลดต่ำลง ระบบจะสั่งเปิดมอเตอร์โดยอัตโนมัติ ช่วยลดการเปิดเครื่องตีน้ำทิ้งไว้โดยไม่จำเป็น และเซฟค่าไฟได้อย่างมหาศาล


การประยุกต์ใช้พลังงานโซลาร์เซลล์ (Solar Cell): เกษตรกรในจังหวัดฉะเชิงเทราถือเป็นกลุ่มบุกเบิกที่ริเริ่มนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้สูบน้ำและบริหารจัดการในฟาร์ม โดยเริ่มจากการติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาดเล็กเพื่อทดลองลดค่าไฟฟ้า จนกระทั่งขยายผลสู่ระบบขนาดกลางและขนาดใหญ่แพร่หลายทั่วทั้งจังหวัดในปัจจุบัน


บริหารบ่อแบบลดความแน่น ตรวจน้ำ Daily และบอกลา ”ยาปฏิชีวนะ”

เสาหลักสุดท้ายคือการบริหารจัดการฟาร์มด้วยวินัยและความเข้มงวด โดยมีหัวใจสำคัญที่สุดคือ ”การไม่ลงกุ้งหนาแน่นเกินไป”


ผลดีของการลดความหนาแน่น: ในเชิงเศรษฐศาสตร์และชีวอนามัย การลดความหนาแน่นของการปล่อยลูกกุ้งจะช่วยลดอัตราการใช้ออกซิเจนในบ่อ ลดการเกิดของเสียสะสม และลดความเครียดของตัวกุ้ง ส่งผลให้แรงกดดันจากเชื้อโรค (Pathogen Pressure) ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โอกาสเกิดวิกฤตรุนแรงจึงเกือบเป็นศูนย์ ซึ่งให้ผลตอบแทนและผลกำไรที่แน่นอนกว่าการลงกุ้งแน่นแล้วเสี่ยงกุ้งตายยกบ่อ


การตรวจวัดคุณภาพน้ำรายวัน (Daily): ต้องทำอย่างเคร่งครัดใน 4 ค่าสำคัญ ได้แก่ ค่า pH ค่าอัลคาลินิตี้ (Alkaline) ค่าแอมโมเนีย และค่าไนไตรต์


การงดใช้ยาปฏิชีวนะ: ตัดลดสารเคมีอันตรายและงดใช้ยาปฏิชีวนะโดยเด็ดขาด หันมาใช้สมุนไพร สารทดแทน และจุลินทรีย์บำบัดสายพันธุ์เฉพาะที่สามารถใช้ยับยั้งเชื้อโรคแทนยาปฏิชีวนะได้จริง


”อยากจะเชิญชวนให้เกษตรกร งดการใช้ยาปฏิชีวนะ ถ้าไม่จำเป็น... เพราะเรามีสารทดแทน มีสมุนไพร และมีจุลินทรีย์บำบัดที่ใช้แทนยาปฏิชีวนะได้อยู่แล้ว” รองเกียรติ ช.กุ้งฉะเชิงเทรา


”แปดริ้วโมเดล” คือบทพิสูจน์ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการจัดการฟาร์มอย่างมีวิทยาศาสตร์และแม่นยำ สามารถแก้โจทย์ใหญ่ของการเลี้ยงกุ้งในยุคปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน ทั้งการสกัดโรคระบาด ลดต้นทุนพลังงานลงได้อย่างน่าทึ่ง และสร้างกำไรเป็นกอบเป็นกำแม้ในสภาวะราคากุ้งตกต่ำ


ที่สำคัญที่สุดคือ โมเดลนี้มีความยืดหยุ่นสูง สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งกับบ่อที่พัฒนาแล้วและบ่อเลี้ยงดั้งเดิม โดยมุ่งเน้นการเลี้ยงที่ปลอดภัย ไร้สารเคมี และปลอดสารปฏิชีวนะอย่างแท้จริง หากบ่อเลี้ยงเก่าแก่อายุมากกว่า 20 ปี ยังสามารถปรับเปลี่ยนวิธีการจนพลิกกลับมากอบโกยกำไรได้อย่างยั่งยืน