ส่องฟาร์ม

   เมื่อ : 30 ก.ย. 2569

บรรจงฟาร์ม ต้นแบบการจัดการน้ำและของเสียภายในฟาร์ม


บรรจงฟาร์ม ซึ่งเป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงลูกกุ้งกุลาดำและลูกกุ้งก้ามกราม ได้สร้างโมเดลการบริหารจัดการน้ำและของเสียภายในฟาร์มอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิดขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) โดยเปลี่ยนมุมมองต่อน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติรอบข้างที่มักถูกมองว่ามีคุณภาพดี ให้กลายเป็น ”น้ำเสีย” ที่ต้องผ่านกระบวนการบำบัดล่วงหน้า ฟาร์มใช้ระบบน้ำหมุนเวียน (Recycle) ผ่านหลอดบำบัดธรรมชาติต้นโกงกางความยาว 700 เมตร เพื่อดูดซับไนโตรเจนและปุ๋ยจากของเสียกุ้ง ก่อนจะนำไปผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนเพื่อใช้ในโรงเพาะฟัก

โดยจุดเด่นสำคัญของบรรจงฟาร์มคือความสามารถในการบริหารจัดการระดับความเค็มของน้ำและการนำของเสียกลับมาสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์

  1. ในฤดูแล้งที่น้ำระเหยจนมีความเค็มสูงถึง 40 ppt ฟาร์มจะไม่ทิ้งน้ำ
  2. แต่จะนำไปตากให้ได้ความเค็ม 90 ppt เพื่อใช้เลี้ยงอาร์ทีเมียโตเต็มวัย
  3. โดยใช้วัตถุดิบเหลือทิ้ง เช่น ขยะครัว ใบโกงกาง และเศษเหลือจากกระบวนการผลิตผงชูรส (อามิอามิ) เป็นอาหารเลี้ยงแบคทีเรียเพื่อเป็นอาหารอาร์ทีเมียอีกทอดหนึ่ง
  4. นอกจากนี้ ในฤดูฝนซึ่งฟาร์มเพาะฟักทั่วไปในจังหวัดฉะเชิงเทราประสบปัญหานาเกลือเจือจาง บรรจงฟาร์มยังคงรักษาระดับความเค็มในบ่ออาร์ทีเมียได้สูงกว่า 100 ppt
  5. จึงสามารถจำหน่ายน้ำทะเลความเค็มสูงนี้แก่เกษตรกรรายอื่น
  6. ส่งผลให้ฟาร์มมีผลิตภัณฑ์หลักในการสร้างรายได้ถึง 4 ชนิด ได้แก่ ลูกกุ้งกุลาดำ ลูกกุ้งก้ามกราม อาร์ทีเมียโตเต็มวัย และน้ำทะเลความเค็มสูง


ภาพรวมและผลิตภัณฑ์หลักของบรรจงฟาร์ม

บรรจงฟาร์มดำเนินกิจการเป็นฟาร์มเพาะลูกกุ้งและผลิตปัจจัยทางการเกษตรที่เกี่ยวข้อง โดยมีระบบการจัดการภายในที่แตกต่างจากฟาร์มทั่วไปด้วยการพึ่งพาการบริหารจัดการน้ำของตนเอง ผลิตภัณฑ์หลัก (4 Products) ที่สร้างรายได้ให้กับฟาร์ม ประกอบด้วย:

  1. ลูกกุ้งกุลาดำ: ผลิตภัณฑ์ลูกกุ้งสายพันธุ์หลักสำหรับการอนุบาลและจำหน่าย
  2. ลูกกุ้งก้ามกราม: ผลิตภัณฑ์ลูกกุ้งสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งน้ำจืดและน้ำกร่อย
  3. อาร์ทีเมียโตเต็มวัย: สิ่งมีชีวิตที่เลี้ยงด้วยของเสียภายในฟาร์ม เพื่อนำมาใช้เป็นอาหารเสริมคุณภาพสูงสำหรับพ่อแม่พันธุ์กุ้ง และจำหน่ายสร้างรายได้รายวัน
  4. น้ำทะเล (น้ำที่มีความเค็มสูง): น้ำทะเลเข้มข้นความเค็มมากกว่า 100 ppt สำหรับจำหน่ายให้แก่โรงเพาะฟักอนุบาลลูกกุ้งในช่วงฤดูฝน


กระบวนการบำบัดและหมุนเวียนน้ำภายในฟาร์ม

การจัดการน้ำของบรรจงฟาร์มเน้นระบบปิดและการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ โดยมีขั้นตอนการบำบัดและการควบคุมคุณภาพน้ำอย่างเป็นระบบ ดังนี้:

  1. การประเมินแหล่งน้ำเข้า: ฟาร์มตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำ แต่ประเมินว่าน้ำที่สูบเข้ามานั้นมีสถานะเป็น ”น้ำเสีย” จึงไม่นำไปใช้โดยตรง แต่จะต้องนำเข้าสู่กระบวนการบำบัดก่อนเสมอ
  2. กระบวนการบำบัดธรรมชาติด้วยต้นโกงกาง: น้ำเสียจะถูกส่งเข้าสู่ ”หลอดบำบัด” ซึ่งเป็นคลองบำบัดความยาวประมาณ 700 เมตร ล้อมรอบพื้นที่ฟาร์ม ภายในหลอดบำบัดมีการปลูกต้นโกงกาง โดยรากของต้นโกงกางจะทำหน้าที่ดูดซับสารประกอบไนโตรเจนและปุ๋ยเคมีที่เกิดจากของเสียของการเลี้ยงกุ้ง
  3. การจัดเก็บและควบคุมความเค็ม: เมื่อน้ำผ่านการบำบัดตามระยะทาง 700 เมตรแล้ว จะถูกสูบขึ้นไปเก็บไว้ในบ่อสต็อก โดยฟาร์มจะทำการควบคุมระดับความเค็มให้คงที่อยู่ที่ประมาณ 33 ppt (ส่วนในพัน) ตลอดทั้งปี ซึ่งแตกต่างจากแหล่งน้ำธรรมชาติที่ความเค็มจะผันผวนตามฤดูกาล
  4. การฆ่าเชื้อและการใช้งาน: น้ำจากบ่อสต็อกที่มีคุณภาพเหมาะสมจะถูกนำมาฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนที่ความเข้มข้นประมาณ 30 ppm เพื่อให้เกิดการตกตะกอนและฆ่าเชื้อโรค จากนั้นจึงนำไปใช้ในการอนุบาลลูกกุ้ง และใช้ในบ่ออนุบาลพ่อแม่พันธุ์กุ้ง
  5. การหมุนเวียนน้ำกลับเข้าสู่ระบบ: น้ำที่ใช้แล้วจากโรงเพาะฟักและบ่อพ่อแม่พันธุ์ จะถูกปล่อยลงสู่หลอดบำบัดน้ำเสียอีกครั้ง เพื่อวนกลับเข้าสู่รอบการบำบัดใหม่เป็นวงจรปิด


การจัดการความเค็มและการแปรรูปของเสียเป็นมูลค่าด้วยอาร์ทีเมีย

ฟาร์มใช้เทคนิคการรับมือกับธรรมชาติเพื่อเปลี่ยนของเสียและน้ำเค็มจัดให้กลายเป็นสินค้าสร้างมูลค่าตามแนวทาง Zero Waste:

  1. การจัดการความเค็มในฤดูแล้ง: ในช่วงฤดูแล้ง การระเหยของน้ำจืดทำให้น้ำที่หมุนเวียนอยู่ในระบบมีความเค็มสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จาก 30 ppt เป็น 35 ppt และแตะระดับ 40 ppt ตามลำดับ
  2. การยกระดับความเค็มเพื่อเลี้ยงอาร์ทีเมีย: แทนที่จะระบายน้ำที่มีความเค็ม 40 ppt ทิ้งเหมือนฟาร์มทั่วไป บรรจงฟาร์มจะนำน้ำดังกล่าวไปตากแดดเร่งการระเหยจนกระทั่งได้ความเค็มสูงถึง 90 ppt แล้วจึงนำน้ำความเค็ม 90 ppt นี้ไปใช้ในบ่อเลี้ยงอาร์ทีเมีย ซึ่งช่วยให้อาร์ทีเมียเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
  3. การใช้ของเสียเป็นอาหารอาร์ทีเมีย: ฟาร์มลดต้นทุนและกำจัดขยะโดยใช้วัตถุดิบเหลือทิ้งภายในฟาร์มมาทำเป็นอาหารอาร์ทีเมีย ได้แก่:
  4. เศษอาหารและของเสียจากห้องครัว
  5. ใบไม้ที่ร่วงหล่นจากต้นโกงกางในระบบบำบัด
  6. เศษเหลือจากกระบวนการผลิตผงชูรส (อามิอามิ) นำมาหมักเพื่อสร้างแบคทีเรียสำหรับเป็นอาหารของอาร์ทีเมีย
  7. การสร้างรายได้จากขยะ: อาร์ทีเมียโตเต็มวัยที่เลี้ยงได้จะนำไปใช้เป็นอาหารเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กุ้งภายในฟาร์มส่วนหนึ่ง และนำออกจำหน่ายทุกวัน ซึ่งถือเป็นการนำขยะและของเสียภายในฟาร์มมาแปรสภาพเป็นรายได้ประจำวัน


การสร้างรายได้จากน้ำทะเลความเค็มสูงในฤดูฝน

บรรจงฟาร์มแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำเค็มจัดของเกษตรกรรายอื่นในพื้นที่จนเกิดเป็นโอกาสทางธุรกิจใหม่:

ข้อจำกัดของฟาร์มเพาะฟักในพื้นที่: โรงเพาะฟักและบ่ออนุบาลกุ้งในเขตจังหวัดฉะเชิงเทรา จำเป็นต้องใช้น้ำที่มีความเค็มสูงซึ่งปกติต้องซื้อจากนาเกลือ แต่ในฤดูฝน นาเกลือจะไม่สามารถรักษาความเค็มไว้ได้เนื่องจากถูกน้ำฝนเจือจาง

ข้อได้เปรียบของระบบบ่ออาร์ทีเมีย: บ่อเลี้ยงอาร์ทีเมียของบรรจงฟาร์มสามารถรักษาระดับความเค็มได้สูงกว่า 100 ppt ตลอดเวลาอย่างต่อเนื่อง แม้ในช่วงฤดูฝน

การจำหน่ายน้ำทะเลเข้มข้น: น้ำส่วนเกินในระบบที่เกิดจากน้ำฝนเพิ่มเข้ามา หรือเกิดจากกระบวนการบำบัดน้ำอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเดิมเป็นน้ำส่วนเกินที่ต้องระบายทิ้ง จะถูกสูบนำไปจำหน่ายให้แก่เกษตรกรโรงเพาะฟักที่ต้องการน้ำความเค็มสูงสำหรับการอนุบาลลูกกุ้ง ทำให้ฟาร์มเปลี่ยนน้ำส่วนเกินให้กลายเป็นช่องทางรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง


แนวทางดังกล่าวไม่เพียงแต่ช่วยแก้ปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวคิด Zero Waste เท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้แก่ของเสียในฟาร์มจนกลายมาเป็นผลิตภัณฑ์หลักสี่ชนิด ได้แก่ กุ้งกุลาดำ กุ้งก้ามกราม อาร์ทีเมียโตเต็มวัย และน้ำเค็มเข้มข้น ซึ่งสร้างรายได้เสริมให้กับฟาร์มได้อย่างยั่งยืน