วิชาการ

   เมื่อ : 9 ต.ค. 2569

เมื่อเชื้อโรคเข้ามา แล้วเกิดอะไรขึ้นในระดับภูมิคุ้มกัน โดย ดร.กัลยาณ์ ศรีธัญญลักษณา-แดงติ๊บ ผู้อำนวยการกลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC)


ปลดล็อกความลับภูมิคุ้มกันกุ้ง: จากกลไกการโจมตีระดับเซลล์ สู่ นวัตกรรม "บ่อชำ-Phage Cocktail" กู้ชีวิตอุตสาหกรรมกุ้งไทย


วิกฤตโรคกุ้งและความมั่นคงทางอาหารโลก

ความมั่นคงทางอาหารระดับโลก (Global Food Security) เป็นประเด็นยุทธศาสตร์ที่นานาชาติกำลังให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากพื้นที่การเกษตรบนบกเริ่มลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยีการเลี้ยงสัตว์น้ำจึงเข้ามามีบทบาทตัดสินอนาคตของโปรตีนโลก โดยเฉพาะเทคโนโลยีการเลี้ยงในทะเลลึก (Offshore Aquaculture)


เมื่อพิจารณาในแง่ประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ หรือ FCR (Feed Conversion Ratio) สัตว์น้ำมีความเหนือกว่าสัตว์บกอย่างเห็นได้ชัด การเลี้ยงวัวต้องใช้อาหารมากถึง 6.8 กิโลกรัมเพื่อสร้างเนื้อ 1 กิโลกรัม (FCR 6.8:1) ในขณะที่สัตว์น้ำใช้อาหารเพียง 1.1 กิโลกรัมก็สามารถสร้างเนื้อได้ 1 กิโลกรัม (FCR 1.1:1) อย่างไรก็ตาม เมื่อเหลียวมองศักยภาพการแข่งขันในระดับสากล ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนมีการติดตั้งกระชังทะเลลึก (Offshore Cages) มากถึง 2,000,000 ยูนิต ในขณะที่ประเทศไทยมีเพียง 3 ยูนิตเท่านั้น สะท้อนให้เห็นถึงช่องว่างทางเทคโนโลยีและโอกาสมหาศาลที่ไทยยังสามารถพัฒนาต่อยอดได้


ทว่า อุปสรรคสำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมกุ้งไทยและทั่วโลก คือวงจรอุบาทว์ของโรคระบาดที่เวียนกลับมาทำลายล้างทุกๆ 5–10 ปี ตั้งแต่โรคตายด่วน (EMS/AHPND) ในปี 2555 มาจนถึงโรคสปอร์ในตับกุ้ง (EHP) และโรคขี้ขาวในปัจจุบัน การจะก้าวข้ามวิกฤตนี้ได้อย่างยั่งยืน ไม่อาจพึ่งพาการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ต้องอาศัยการเจาะลึกทางชีววิทยาระดับเซลล์ ดร.กัลยาณ์ จากศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC/สวทช.) ได้ถ่ายทอดความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับกลไกการเข้าทำลายของเชื้อก่อโรค ระบบภูมิคุ้มกันกุ้ง และแนวทางการพัฒนานวัตกรรมอาหารฟังก์ชัน (Functional Feed) เพื่อกู้วิกฤตอุตสาหกรรมกุ้งอย่างเป็นระบบ


การเปลี่ยนเป้าหมายของโรคร้าย—ทำไมโรคกุ้งยุคใหม่ถึงมุ่งโจมตี "ระบบทางเดินอาหารและตับ"

จากการวิเคราะห์ทางพยาธิวิทยา พบความจริงที่น่าสนใจว่ากลไกการเข้าทำลายของเชื้อก่อโรคกุ้งได้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป้าหมาย (Target Organ Shift) อย่างสิ้นเชิงเมื่อเทียบกับในอดีต:


โรคกุ้งในอดีต: เชื้อไวรัสระบาดหลัก เช่น โรคดวงขาว (White Spot Disease) หรือโรคหัวเหลือง (Yellow Head Disease) จะมุ่งทำลายอวัยวะแลกเปลี่ยนก๊าซอย่างเหงือก หรืออวัยวะในระบบหมุนเวียนเลือดอย่างลิมโฟอิด (Lymphoid Organ)


โรคกุ้งยุคใหม่: โรคที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น EMS/AHPND, EHP, โรคขี้ขาว (White Feces Syndrome), TPD (Translucent Post-Larva Disease), Photobacterium damselae (กุ้งตัวซีด) หรือ Vibriosis ต่างมุ่งเป้าโจมตีไปที่ระบบทางเดินอาหาร และตับและตับอ่อน (Hepatopancreas) ทั้งสิ้น การเปลี่ยนแปลงเป้าหมายของเชื้อโรคนี้ บังคับให้นักโภชนาการสัตว์น้ำและนักชีววิทยาต้องกลับมาทบทวนกายวิภาคทางเดินอาหารของกุ้งอย่างละเอียด ตั้งแต่ส่วนปาก กระเพาะอาหารที่มีการแบ่งส่วน (Partitions) ตัวกรองในกระเพาะ (Stomach Filter) ไปจนถึงท่อตับ (Hepatopancreatic Tubules) ซึ่งเป็นอวัยวะหลักในการสังเคราะห์เอนไซม์ย่อยอาหารและดูดซึมสารอาหาร


การประยุกต์สู่การออกแบบอาหารฟังก์ชัน (Functional Feed Mapping):

  1. ระดับตัวกรองในกระเพาะอาหาร (Stomach Filter): เป็นจุดยึดเกาะของแบคทีเรียเพื่อปล่อยสารพิษ การออกแบบอาหารต้องเน้นการใส่สารจับสารพิษ (Toxin Binders) ที่มีระยะเวลาการคงตัวและออกฤทธิ์ในกระเพาะที่เหมาะสม ก่อนจะถูกขับถ่ายออกไป
  2. ระดับท่อตับและตับอ่อน (Hepatopancreatic Tubules): เป็นจุดรับสารพิษและถูกทำลายเซลล์ การออกแบบอาหารต้องมุ่งเน้นสารบำรุงเซลล์ตับ สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) และสารฟื้นฟูไมโครวิลไล (Microvilli) เพื่อคงสภาพการดูดซึมสารอาหาร


แบคทีเรีย EMS ไม่เคยเข้าตับ! และความลับเรื่อง "กุ้งขนาด 4 กรัม"

ความเข้าใจผิดที่แพร่หลายในอดีตเกี่ยวกับโรคตายด่วน (EMS/AHPND) ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Vibrio parahaemolyticus คือการเชื่อว่าแบคทีเรียบุกรุกเข้าไปกัดกินเซลล์ตับกุ้งโดยตรง แต่การวิจัยเชิงลึกโดย BIOTEC ค้นพบกลไกที่แท้จริง:

กลไกการเข้าทำลาย: เชื้อ Vibrio จะเข้าสู่ร่างกายผ่านการกิน และไปยึดเกาะเจริญเติบโตบริเวณ "ตัวกรองในกระเพาะอาหาร" (Stomach Filter) เท่านั้น โดยตัวแบคทีเรียไม่เคยหลุดเข้าไปในตับเลย

การสังเคราะห์และปล่อยสารพิษ: เมื่อยึดเกาะกระเพาะอาหารได้ แบคทีเรียจะหลั่งสารพิษหลากโปรตีน (PIR Toxins) สารพิษนี้จะไหลตามทางเดินอาหารลงสู่ตับ เข้าทำลายเซลล์รอบๆ ท่อตับ ส่งผลให้เกิดการฝ่อและตับพังทลายอย่างเฉียบพลัน

จุดเปลี่ยนทางชีววิทยาที่ขนาด 4 กรัม: การทดลองในห้องปฏิบัติการค้นพบความลับสำคัญว่า เมื่อกุ้งเจริญเติบโตจนมีน้ำหนักตัวเกิน 4 กรัมขึ้นไป ตัวรับสารพิษ (Receptors) บริเวณเซลล์ตับจะหายไปตามธรรมชาติ ส่งผลให้สารพิษ PIR ไม่สามารถเข้าจับหรือทำอันตรายตับกุ้งได้อีกต่อไป


"ตัวของแบคทีเรียไม่ได้เข้าไปในตับ แต่มันสร้างท็อกซินแล้วไหลเข้าไปในตับแล้วทำให้ตับมันพัง... ถ้ากุ้งอายุเกิน ขนาดเกิน 4 กรัม ท็อกซินทำอะไรกุ้งไม่ได้แล้ว รีเซปเตอร์มันหายไป" — ดร.กัลยาณ์ (BIOTEC/สวทช.)


การปรับเปลี่ยนการจัดการฟาร์มเชิงปฏิบัติการ (Operational Insight): องค์ความรู้นี้ได้ปฏิวัติรูปแบบการเลี้ยงกุ้งทั่วโลก นำไปสู่การพัฒนานวัตกรรม "ระบบบ่อชำ" (Nursery System) เพื่ออนุบาลลูกกุ้งในระบบปิดที่มีชีวอนามัยสูง จนกระทั่งกุ้งมีขนาดเกิน 4 กรัมและก้าวผ่านช่วงระยะรับสารพิษ ก่อนสุ่มปล่อยลงบ่อเลี้ยงใหญ่ ร่วมกับการติดตั้ง "ระบบชักโครกกุ้ง" (Shrimp Toilet) เพื่อดูดเลนและตะกอนของเสียออกอย่างสม่ำเสมอ ลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียสะสมในบ่อเลี้ยงอย่างมีประสิทธิภาพ


EHP เชื้อราผี ขโมยพลังงาน ATP และทำลายเม็ดไขมันในตับ

Enterocytozoon hepatopenaei หรือ EHP คือปรสิตกลุ่มเชื้อราไมโครสปอริเดีย (Obligate Intracellular Microsporidian Fungus) ที่ดำรงชีวิตอยู่ภายในเซลล์ตับและตับอ่อนของกุ้ง ผลการวิเคราะห์ลำดับพันธุกรรมถอดรหัสรหัสยีน (Genomics) ของ EHP เผยให้เห็นกลไกการเข้าทำลายระดับเซลล์ที่น่าตกใจ:

  1. ความพิการทางพันธุกรรม: ในกระบวนการสลายน้ำตาลเพื่อสร้างพลังงาน (Glycolytic Pathway) ซึ่งปกติต้องใช้เอนไซม์หลัก 10 ชนิด แต่ EHP กลับมียีนสังเคราะห์เอนไซม์เพียง 2 ชนิดเท่านั้น ส่งผลให้ตัวมันไม่สามารถสังเคราะห์พลังงาน ATP ได้ด้วยตัวเอง
  2. กระบวนการขโมยพลังงาน (Energy Hijacking): EHP สร้างโปรตีนขนส่งพิเศษเพื่อดึงโมเลกุล ATP จากไมโตคอนเดรียภายในเซลล์ตับกุ้งมาใช้โดยตรง เปรียบเสมือนปรสิตที่สูบพลังงานชีวิตของเซลล์ host ตลอดเวลา
  3. วิถีการยึดครองพลังงานของ EHP: [เซลล์ตับกุ้งสร้าง ATP] ➔ [โปรตีน EHP เข้าดึง ATP ไปใช้] ➔ [เซลล์กุ้งสูญเสียพลังงาน/เม็ดไขมัน/การเจริญเติบโต]


ผลกระทบทางพยาธิวิทยาและอาการในบ่อเลี้ยง:

  1. การสูญเสียเม็ดไขมัน (Lipid Droplets): เม็ดไขมันในท่อตับซึ่งเป็นคลังพลังงานหลักของกุ้งจะถูก EHP ดึงไปใช้จนหมดสิ้นภายใน 7–14 วันหลังการติดเชื้อ
  2. กุ้งโตแกร็นและขนาดแตกไซส์สูง (% CV สูง): EHP ไม่ได้ทำให้กุ้งตายเฉียบพลัน แต่ส่งผลให้กุ้งหยุดการเจริญเติบโต ส่งผลให้ค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวนของขนาด (% CV) สูงผิดปกติ กุ้งในบ่อเดียวกันจะมีขนาดแตกต่างกันอย่างมากตั้งแต่ตัวเล็กแคระแกร็นจนถึงตัวโต
  3. การเกิดโรคขี้ขาวแทรกซ้อน (Secondary Infection): เมื่อตับกุ้งถูก EHP ทำลายจนอ่อนแอ หากอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีสารอินทรีย์สะสมสูง แบคทีเรียฉวยโอกาส เช่น Vibrio สายพันธุ์ 6HP จะเข้าซ้ำเติม ส่งผลให้เซลล์ตับลอกตัวหลุดออกมาเป็นเส้นขี้ขาว กุ้งจะปฏิเสธอาหารและทยอยตายในที่สุด
  4. โภชนาการทางรอด: งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก (มทร.ตะวันออก/บางพระ) ค้นพบว่าการเสริมนิวคลีโอไทด์จากยีสต์ (Yeast Nucleotides) ในอาหารลูกกุ้ง สามารถช่วยฟื้นฟูกระบวนการสร้างพลังงานระดับเซลล์ และลดระดับการติดเชื้อ EHP ในกุ้งได้อย่างมีนัยสำคัญ


จุดดำบนเปลือกกุ้ง ไม่ใช่เรื่องแย่ แต่คือ "เหรียญชัยชนะ" ของระบบภูมิคุ้มกัน

กุ้งเป็นสัตว์จำพวกไม่มีกระดูกสันหลัง จึงไม่มีระบบภูมิคุ้มกันแบบจำเพาะ (Adaptive Immunity) ไม่มีแอนติบอดี และไม่มีความจำต่อเชื้อโรค (Non-specific Immunity) แต่ธรรมชาติได้ชดเชยด้วยระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด (Open Circulatory System)


เม็ดเลือดของกุ้ง (Hemocytes) ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลัก ตามลักษณะการบรรจุถุงสารเคมี (Granules) จะล่องลอยอยู่อย่างอิสระในของเหลวทั่วร่างกาย สามารถหมุนเวียนเข้าสู่กล้ามเนื้อ ทางเดินอาหาร และตับได้อย่างรวดเร็วเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค


กลไกการปลดปล่อยสารจากถุงกลม (Degranulation Mechanism): เมื่อเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย เม็ดเลือดกุ้งจะใช้กลไกที่เรียกว่า Degranulation โดยเม็ดเลือดจะคัดเลือกถุงกลม (Granules) ที่บรรจุสารเคมีเฉพาะเจาะจง เช่น สารต้านแบคทีเรียแกรมลบ หรือแบคทีเรียแกรมบวก แล้วเคลื่อนถุงนั้นไปที่ขอบเซลล์เพื่อปล่อยสารออกมากำจัดเชื้อโรคได้อย่างตรงจุด


นอกจากนี้ยังมีกลไกการปกป้องร่างกายอื่นๆ ได้แก่:

  1. Phagocytosis: เม็ดเลือดเข้าจับกินเชื้อโรคขนาดเล็ก
  2. Nodulation & Encapsulation: หากเชื้อโรคมีขนาดใหญ่เกินกว่าจะจับกินได้ เม็ดเลือดจะเข้าโอบล้อมเชื้อโรคเป็นชั้นๆ (Form Nodules) แล้วปลดปล่อยสารต้านแบคทีเรียเข้าทำลาย
  3. Clotting Reaction: กระบวนการแข็งตัวของเลือดเพื่อปิดบาดแผลอย่างรวดเร็ว ทำงานผ่าน 3 องค์ประกอบสำคัญ: [Clotting Protein] [Transglutaminase] [Calcium]
  4. ระบบ ProPO และการสร้างเมลานิน (Melanin): เมื่อเม็ดเลือดล้อมทำลายเชื้อโรคสำเร็จ เอนไซม์ในระบบ Prophenoloxidase (ProPO) จะสังเคราะห์สารสีดำที่เรียกว่า "เมลานิน" ขึ้นมาครอบห่อหุ้มซากเชื้อโรคนั้นไว้เพื่อไม่ให้ปล่อยสารพิษออกมาทำลายเซลล์ข้างเคียง


"การที่กุ้งมีสีดำๆ อยู่บนผิวของตัวเอง... แปลว่ามันประสบความสำเร็จในการฆ่าเชื้อก่อโรค" — ดร.กัลยาณ์ (BIOTEC/สวทช.)


จุดดำที่ปรากฏบนเปลือกกุ้ง (Cuticle) จึงไม่ใช่รอยโรคที่น่ากลัว แต่คือ "เหรียญชัยชนะ" ที่แสดงว่าระบบภูมิคุ้มกันของกุ้งสามารถกำจัดสิ่งแปลกปลอมได้สำเร็จ และเมื่อกุ้งทำการลอกคราบ เปลือกเก่าที่มีจุดดำเหล่านั้นก็จะถูกสลัดทิ้งไปอย่างปลอดภัย


ภัยเงียบในอากาศและการเข้าใจผิดเรื่อง "Super EMS" ดื้อยา

ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านการบริหารจัดการฟาร์ม (Farm Biosecurity) มีประเด็นวิศวกรรมและการควบคุมโรคที่ผู้เลี้ยงมักมองข้าม:


การแพร่กระจายทางอากาศ (Aerosol Transmission): ช่องว่างด้านชีวอนามัย

ใบพัดตีน้ำ (Paddlewheel Aerators) ที่ใช้เพิ่มออกซิเจนในบ่อเลี้ยง สามารถสร้างละอองฝอยน้ำขนาดเล็ก (Aerosols) ซึ่งมีเชื้อแบคทีเรีย Vibrio ปนเปื้อน ละอองน้ำเหล่านี้สามารถถูกพัดพาไปตามลมได้ไกลหลายร้อยเมตร และตกสู่บ่อเลี้ยงข้างเคียง ถือเป็นช่องว่างทางวิศวกรรมชีวอนามัย (Engineering Gap) ที่ส่งผลให้เกิดการแพร่ระบาดข้ามบ่อโดยที่เกษตรกรไม่ทราบสาเหตุ


การถ่ายทอดความรุนแรงแบบแนวระนาบ (Horizontal Virulence Transfer)

เชื้อแบคทีเรีย Vibrio มีความสามารถพิเศษในการถ่ายทอดยีนควบคุมความรุนแรง (Virulence Genes) ไปยังแบคทีเรียสายพันธุ์ที่ไม่ก่อโรคที่อยู่อาศัยในบ่อเดียวกัน ผ่านกระบวนการ Horizontal Gene Transfer ในสภาวะที่บ่อเลี้ยงมีความหนาแน่นสูงและมีสารอินทรีย์สะสมมาก ทำให้เกิดสายพันธุ์ก่อโรคใหม่ๆ ขึ้นตลอดเวลา


วิกฤตเชื้อดื้อยาและข้อเท็จจริงเรื่อง "Super EMS" (One Health Framework)

กรณีที่มีข่าวลือเรื่องการระบาดของ "Super EMS" สายพันธุ์ใหม่ที่ดื้อยานั้น จากการสุ่มเก็บตัวอย่างของ BIOTEC มาพิสูจน์ในห้องปฏิบัติการพบว่า มันคือเชื้อ EMS สายพันธุ์เดิมทุกประการ แต่ปัญหาการรักษาไม่หายและอาการที่รุนแรงขึ้นนั้น เกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะที่ไม่ถูกต้องตามหลักการจัดการสุขภาพสัตว์ ส่งผลให้เกิดการสะสมของเชื้อดื้อยาในสิ่งแวดล้อมตามแนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health) ซึ่งสะท้อนว่าทางออกที่ยั่งยืนไม่ใช่การหายาที่แรงขึ้น แต่เป็นการตัดวงจรการแพร่ระบาดด้วยระบบการจัดการฟาร์มที่รัดกุมควบคู่ไปกับการเสริมภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติของกุ้ง


บรรยายในงาน Master Vet Summit 2026