สัมมนา
รู้ทันน้ำ ก่อนกุ้งจะป่วย รับมือโลกร้อนและซุปเปอร์เอลนิโญ โดย คุณวินิจ
รู้ทันน้ำ ก่อนกุ้งจะป่วย รับมือโลกร้อนและซุปเปอร์เอลนิโญ โดย คุณวินิจ ตันสกุล ที่ปรึกษากลยุทธ์การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ สมาคมส่งเสริมกิจการประมงไทย
6 บทเรียนเปลี่ยนเกม “เลี้ยงกุ้งยุคสภาวะอากาศปรวนแปร” จากการสู้ด้วย DATA สู่กลยุทธ์กุ้งไทยในตลาดโลก
บทเรียนจากอดีต 30 ปี และวิกฤตใหญ่ที่กำลังมาถึง
เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว แนวคิดพื้นฐานสำคัญของการเลี้ยงกุ้งให้ประสบความสำเร็จคือ "เลี้ยงกุ้งต้องเลี้ยงน้ำให้เป็น" ทว่าในปัจจุบัน สภาวะโลกร้อน (Global Warming) และปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ได้ทำให้อากาศและคุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าในอดีต
ความท้าทายจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ไม่ว่าจะเป็นฝนตกหนัก คลื่นความร้อน หรือความแห้งแล้ง ต่างส่งผลกระทบโดยตรงต่อสุขภาพ การเจริญเติบโต และอัตรารอดของกุ้ง บทความนี้จะพาไปเจาะลึก 6 บทเรียนเปลี่ยนเกม ที่เปลี่ยนการสู้ภัยธรรมชาติด้วยการเดาทาง มาเป็นการใช้ Data และเทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างยั่งยืน
รับมือ "เอลนีโญ" และอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้น 2°C สบายๆ ด้วยการอ่าน Data น้ำ
การก้าวเข้าสู่ฤดูกาลเอลนีโญจะทำให้อุณหภูมิน้ำสูงขึ้นโดยเฉลี่ย 1 ถึง 1.4°C และในบางพื้นที่นักวิจัยคาดการณ์ว่าอาจสูงขึ้นถึง 2°C ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่รุนแรงมาก หากอุณหภูมิน้ำในบ่อสูงเกิน 32–34°C กุ้งจะเกิดภาวะช็อกความร้อน ค่าความเค็มที่สูงขึ้นจะส่งผลเสียต่อระบบ Osmoregulation หรือการแลกเปลี่ยนน้ำและเกลือแร่ ทำให้กุ้งเกิดความเครียด อ่อนแอ และติดเชื้อได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้ อากาศที่ร้อนจัดยังทำให้น้ำอุ้มออกซิเจนได้น้อยลง เกิดวิกฤตออกซิเจนดรอปในตอนกลางคืนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลวิจัยพบว่าเพียงแค่อุณหภูมิสูงขึ้น 1 ถึง 1.4°C ก็สามารถส่งผลให้กุ้งมีอัตราการตายสูงถึง 44%
อย่างไรก็ดี งานวิจัยด้านพันธุศาสตร์ค้นพบว่ากุ้งขาวมี ยีนตอบสนองต่อภาวะช็อกความร้อน (Heat-shock genes) 3–4 ตัว ที่ช่วยกระตุ้นการปรับตัวความร้อนระยะสั้น แต่หากความร้อนลากยาว การอ่านค่า Data น้ำเพื่อเตรียมรับมือล่วงหน้าก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นที่สุด
"ในคลื่นความร้อน อากาศยิ่งร้อน สารพิษแก๊สพิษในบ่อยิ่งเพิ่มความรุนแรง ออกซิเจนเป็นตัวสำคัญมากในระบบการเลี้ยงกุ้ง ที่จะช่วยให้ระบบนิเวศในบ่อเกิดความสมดุล"
ความจริงที่ซ่อนอยู่: เซนเซอร์ IoT ตรวจพบวิกฤตออกซิเจนตกที่มนุษย์มองไม่เห็นถึง 35 วัน
การบริหารจัดการบ่อกุ้งยุคใหม่ไม่อาจพึ่งพาเพียงสายตาหรือการสุ่มตรวจด้วยมือของแรงงานคนได้อีกต่อไป เมื่อมีการเปรียบเทียบข้อมูลจริงจากโพรบเซนเซอร์ IoT กับการใช้คนลงไปวัดค่าออกซิเจนในบ่อทดลอง ผลลัพธ์ที่ได้กลับสร้างความประหลาดใจอย่างมาก
ผลการตรวจวัดพบว่า การใช้คนงานเดินวัดค่าออกซิเจนจะเจอช่วงที่ออกซิเจนต่ำกว่า 4 ppm เพียงแค่ 1 วัน เท่านั้น เนื่องจากคนงานไม่ได้ลงตรวจในช่วงเวลาวิกฤตอย่าง 04:00 น. หรือ 18:00 น. เพราะความเหนื่อยล้า แต่ระบบเซนเซอร์ IoT สามารถตรวจพบค่าออกซิเจนต่ำวิกฤตจริงสูงถึง 35 วัน ข้อมูล Data นี้ช่วยให้เกษตรกรแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดทันทีโดยไม่ต้องเดาทางอีกต่อไป
ไม่ได้แค่ช่วยวัดค่า แต่คือเครื่องมือเซฟค่าไฟหลักแสนและคืน "เวลานอน" ให้คนเลี้ยง
ในทางชีววิทยา ช่วงเวลากลางวันตั้งแต่ 11:00 น. ถึง 18:00 น. กระบวนการสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืชจะสร้างออกซิเจนละลายน้ำตามธรรมชาติในระดับที่สูงมาก เซนเซอร์ IoT ช่วยให้ผู้เลี้ยงมั่นใจพอที่จะปิดเครื่องตีน้ำในช่วงกลางวันและเปิดเฉพาะช่วงค่ำ การเข้าใจกลไกนี้ช่วยลดการเปิดเครื่องตีน้ำทิ้งไว้โดยไม่จำเป็นได้อย่างปลอดภัย
การลงทุนในเทคโนโลยี IoT มอบผลตอบแทนที่คุ้มค่าเกินคาด จากข้อมูลเคสศึกษาการลงทุนซื้อเครื่องมือ IoT ในราคา 68,000 บาท สามารถคืนทุนได้ในเวลาเพียง 39 วัน เท่านั้น ระบบนี้ช่วยประหยัดกระแสไฟฟ้าได้มากกว่า 30,000 หน่วย ต่อครอป (ลดจาก 180,000 กว่าหน่วย เหลือ 150,000 กว่าหน่วย) คิดเป็นเงินที่ประหยัดได้สูงถึง 100,000 กว่าบาท
ในด้านการจัดการแรงงาน จากเดิมที่เกษตรกรต้องตื่นมาดักตรวจน้ำกลางคืนและสุ่มวัดค่า 3-4 ครั้งต่อวัน ทำให้ไม่ได้พักผ่อน เมื่อเปลี่ยนมาใช้เซนเซอร์ที่เชื่อมต่อกับแอปพลิเคชัน เกษตรกรใช้เวลาตรวจสอบข้อมูลเพียง 1 ชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมง 20 นาทีต่อวัน เท่านั้น ช่วยคืนเวลานอนหลับพักผ่อนได้อย่างเต็มที่และลดความเครียดได้อย่างชัดเจน
ฟาร์มกุ้งแห่งอนาคต: นวัตกรรมปลูกป่าชายเลน 20,000 ต้น สร้างกุ้ง Low-Carbon เจาะตลาดยุโรป
ต้นแบบฟาร์มเชิงนิเวศ (Eco-designed Farm) ที่พัฒนาร่วมกันระหว่างหน่วยงานในยุโรปและเวียดนาม ได้นำเสนอแนวทางการออกแบบฟาร์มยุคใหม่เพื่อสู้ภัยภูมิอากาศแปรปรวน โครงสร้างฟาร์มประกอบด้วยบ่อบำบัดน้ำ บ่อนุบาลขนาด 1,000 ตารางเมตร และการปลูกป่าชายเลนมากถึง 20,000 ต้น เพื่อทำหน้าที่กรองน้ำ ดูดซับตะกอน และดูดซับคาร์บอนในระบบ
การเลี้ยงกุ้งในระบบคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon) รูปแบบนี้ ช่วยลดมลภาวะและตอบโจทย์มาตรฐานข้อกำหนดของ NGO รวมถึงมาตรฐานสากล เช่น ASC หรือ AAS ทำให้สามารถส่งออกกุ้งไปขายยังตลาดยุโรปได้โดยตรงและสร้างความยั่งยืนระยะยาว
"น้ำไม่ใช่ของฟรีสำหรับการเลี้ยงกุ้ง แต่มันเป็นต้นทุน เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องทำ... มากกว่าการกรองอย่างเดียว คือต้องมีการบำบัดก่อนจะนำน้ำเข้าบ่อเลี้ยง"
เจาะลึก "สุราษฎร์ธานี Model" 728 ฟาร์ม ผลิตกุ้ง 1 ใน 4 ของประเทศด้วยประสิทธิภาพระดับสูง
จังหวัดสุราษฎร์ธานีครองแชมป์การผลิตกุ้งสูงสุดในประเทศไทย โดยปีที่ผ่านมาสามารถผลิตกุ้งได้สูงถึง 57,000 ตัน (รวมกุ้งกุลาดำประมาณ 2,470 ตัน) คิดเป็นเกือบ 1 ใน 4 หรือ 22% ของผลผลิตกุ้งทั้งประเทศ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจหมื่นกว่าล้านบาท จากมูลค่ารวมกุ้งไทยกว่า 50,000 ล้านบาท
เบื้องหลังความสำเร็จนี้มาจากประสิทธิภาพการผลิตที่สูงมาก เพราะใช้พื้นที่เลี้ยงเพียงประมาณ 17,000 ไร่ จากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน ทบ.1 ฟาร์มกุ้งจริงเพียง 728 ฟาร์ม (จากทั้งหมด 6,000 กว่าฟาร์มสัตว์น้ำ) โดยเฉพาะในช่วงพีคตั้งแต่ เมษายน ถึง ตุลาคม สุราษฎร์ธานีผลิตกุ้งได้มากกว่า 5,000 ตันต่อเดือน ทำหน้าที่เป็นกันชนผลผลิตแห่งชาติที่สำคัญเมื่อจังหวัดชายฝั่งอื่น เช่น ระยอง จันทบุรี หรือปราจีนบุรี ประสบภัยน้ำท่วมขังจากสภาวะอากาศ
ความแข็งแกร่งดังกล่าวยังหนุนด้วย Supply Chain ที่ครบครัน ทั้งโรงอนุบาลลูกกุ้ง ผู้ประกอบการห้องเย็น 5 แห่ง และการใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมระบบ Fury GIS Portal ของกรมประมงเข้ามาช่วยบริหารจัดการพื้นที่อย่างแม่นยำ
ทางรอดกุ้งไทยในตลาดโลก: ไม่แข่งสงครามราคากับเอกวาดอร์ แต่ชนะด้วย Value และประสบการณ์ 40 ปี
ความสำเร็จเชิงประสิทธิภาพของ "สุราษฎร์ธานี Model" คือพิมพ์เขียวสำคัญที่พิสูจน์ว่ากุ้งไทยไม่ควรลงไปแข่งในสงครามราคา ในขณะที่ เอกวาดอร์ เลือกผลิตกุ้งปริมาณมหาศาลราคาถูกจนติดดักสงครามราคาในตลาดแมส และ อินเดีย ยังต้องปรับตัวอีกมาก ไทยกลับมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าสูงและคุณภาพที่เหนือกว่า
ในงานประชุมอุตสาหกรรมกุ้งระดับโลกที่ประเทศ เนเธอร์แลนด์ ตัวแทนจากอินเดียได้กล่าวขอบคุณและยกย่องให้ประเทศไทยเป็น "Teacher" หรือครูผู้สร้างองค์ความรู้ การยอมรับในระดับสากลนี้สะท้อนว่าทางรอดของไทยไม่ใช่การตัดราคา แต่เป็นการขับเคลื่อนด้วยคุณค่า
"วันนี้เรามีทางออกด้วยการประสาน 3 ส่วน: องค์ความรู้ทางวิชาการที่ต่างชาติยกให้เราเป็น Teacher การบริหารด้วย Data/Tech และประสบการณ์จริงจากฟาร์มกว่า 30-40 ปีที่ไม่มีใครสู้เราได้"
นอกจากนี้ ประเทศไทยยังมีโครงสร้างตลาดที่มั่นคง โดยมีผลผลิตกุ้งทะเลรวมราว 370,000 ตัน ส่งออกประมาณแสนกว่าตัน และมีฐาน การบริโภคภายในประเทศ แข็งแกร่งสูงถึง 200,000 กว่าตัน ช่วยสร้างเสถียรภาพด้านราคาและดูดซับความผันผวนจากตลาดโลกได้เป็นอย่างดี
อดีตและวิกฤตโรคระบาดอย่าง EMS ในวันวานคือบทเรียนราคาแพง แต่การเติบโตอย่างยั่งยืนของอุตสาหกรรมกุ้งไทยต้องมองไปข้างหน้าด้วยการบริหารจัดการความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ หัวใจสำคัญคือการลดความเสี่ยงในทุกมิติ ทั้งการปรับความหนาแน่น การเพิ่มออกซิเจน และการนำเทคโนโลยี Data เข้ามาช่วยตัดสินใจ วันนี้ ฟาร์มของคุณพร้อมหรือยังที่จะเปลี่ยนจากการ "เดาธรรมชาติ" มาเป็นการ "อ่าน Data รู้ทันน้ำ" เพื่อสร้างผลผลิตกุ้งคุณภาพสูงที่ตลาดโลกต้องยอมรับอย่างยั่งยืน?
บรรยายในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ “การเลี้ยงกุ้งยุคข้อมูล: รับมือโลกร้อนและซูเปอร์เอลนีโญ” (Data-Driven Shrimp Aquaculture in the Era of Climate Change and Super El Niño) ณ โรงแรมวังใต้ จ.สุราษฎร์ธานี
