ส่องฟาร์ม

   เมื่อ : 12 ต.ค. 2569

จากโรงงานเครื่องสำอางสู่ฟาร์มกุ้งยั่งยืน กับ 4 บทเรียนถอดรหัสความสำเร็จของ "เอก เพชรบุรี"


คุณพลชาติ เหลืองนฤมิตรชัย ผู้บริหาร ร.มิตรชัยฟาร์ม จังหวัดเพชรบุรี เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งรุ่นที่ 2 ถอดรหัสบทเรียนการเปลี่ยนผ่านธุรกิจจากการดำเนินโรงงานผลิตเครื่องสำอางในกรุงเทพมหานคร สู่การทำฟาร์มกุ้งเชิงนวัตกรรมและความยั่งยืน


จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดจากการตระหนักถึงมูลค่าของทรัพยากรธรรมชาติและปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะผลกระทบจากมลพิษในอ่าวไทยยุคที่ประเทศเคยผลิตกุ้งได้สูงถึง "600,000 กว่าตัน" ทำให้เกิดการตั้งโจทย์ธุรกิจใหม่ที่ต้องสร้างผลกำไร ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อส่งต่อทรัพย์สินและอนาคตที่ดีให้แก่คนรุ่นหลัง ฟาร์มได้ขับเคลื่อนผ่าน 4 บทเรียนหลัก คือ การบริหารจัดการน้ำปลอดภัยแบบหมุนเวียน 100% การใช้จุลินทรีย์ "ไมโครไบโอม" และเทคโนโลยีตรวจโรคแม่นยำสูงโดยไม่ใช้สารเคมี การลดต้นทุนพลังงานด้วยระบบโซล่าเซลล์ และการยกระดับการตลาดจากการขายกุ้งสดเป็นกิโลกรัมไปสู่การแปรรูปเป็น "ซุปกุ้งสกัด" และผลิตภัณฑ์โปรตีนทางการแพทย์เพื่อเพิ่มมูลค่าสูงสุด


การวิเคราะห์เจาะลึกประเด็นหลักและบทเรียนความสำเร็จ

จุดเปลี่ยนแนวคิด: จากเครื่องสำอางสู่เกษตรยั่งยืน

  1. ข้อแตกต่างเชิงทรัพยากร: ในอดีตการทำโรงงานเครื่องสำอางในกรุงเทพฯ ต้องใช้น้ำราคาสูงถึง "50 บาทต่อลิตร" บนพื้นที่เพียง "200 ตารางเมตร" แต่เมื่อย้ายมาบริหารฟาร์มกุ้งที่จังหวัดเพชรบุรี บนพื้นที่ "200,000 ตารางเมตร" ใช้น้ำต้นทุนเพียง "10 กว่าบาทต่อ 1,000 ลิตร (คิว)" แต่สร้างรายได้ได้เท่ากัน ทำให้เกิดฉุกคิดว่าน้ำและดินเป็น "ทรัพย์สินของประเทศที่ต้องทนุถนอมและอนุรักษ์"
  2. เป้าหมายการลงทุนยาว: มองว่าการลงทุนทำฟาร์มกุ้งไม่ใช่การทำเพื่อตนเองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการลงทุนเพื่อ "ครอบครัว คนรุ่นหลัง และความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity)"
  3. การยกเลิกการใช้ยาและสารเคมี: กุ้งที่ผลิตไม่ได้ส่งให้แค่คู่อาหารหรือนายหน้า แต่ถูกส่งต่อไปยังลูกและครอบครัวบริโภค ดังนั้นการเลิกใช้ยาและสารเคมีจึงเป็นหัวใจสำคัญ โดยเน้นการสร้างความปลอดภัยผ่านจุลินทรีย์ธรรมชาติแทน


บทเรียนที่ 1: การบริหารจัดการน้ำและการหมุนเวียนทรัพยากร (Safe Water)

  1. ระบบน้ำหมุนเวียน 100%: ฟาร์มปรับเปลี่ยนระบบจัดการน้ำจนสามารถใช้ "น้ำหมุนเวียน 100%" และใช้ "จุลินทรีย์ในการบำบัดน้ำ 100%" โดยไม่พึ่งพาสารเคมี
  2. การแก้ปัญหาไนไตรต์ค้าง: ใช้โจทย์การบำบัดน้ำระยะยาวเพื่อลดปัญหา "ไนไตรต์ค้าง" ในระบบเลี้ยง โดยร่วมมือกับนักวิจัยในการนำจุลินทรีย์เฉพาะกลุ่มมาช่วยย่อยสลาย
  3. นวัตกรรมคลองไส้ไก่: ขุด "คลองไส้ไก่" ความยาวประมาณ "4 กิโลเมตร" ในพื้นที่เชื่อมต่อกับฟาร์ม เพื่อใช้เป็นระบบบำบัดน้ำทางธรรมชาติ รองรับวิกฤตการขาดแคลนน้ำในอนาคตโดยไม่ใช้สารเคมี


บทเรียนที่ 2: การใช้ "ไมโครไบโอม" และเทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์โรค (Microbiome & Technology)

  1. การเพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ย่อยสลาย: ปรับจากการใช้ถังขยายเชื้อจุลินทรีย์ 3–6 ถัง เพิ่มขึ้นเป็นถัง IBC ขนาดใหญ่ประมาณ "30 ถัง" เพื่อเตรียมจุลินทรีย์รองรับภาระสารอาหาร (Nutrition Load) และเสริมสุขภาพกุ้งให้แข็งแรง
  2. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี KETOS และ สวทช.: ร่วมมือกับนักวิจัยและโครงการของ สวทช. ในการนำเทคโนโลยีมาติดตามระดับความสมบูรณ์ของจุลินทรีย์ในฟาร์ม
  3. ชุดตรวจโรคแมปส์ (MAPS Test Kit): เทคโนโลยีการตรวจโรคกุ้งล่วงหน้าที่ช่วยแก้ปัญหาพื้นที่ห่างไกล ใช้เวลาตรวจเพียง "1 ชั่วโมง" สามารถระบุเชื้อโรคได้ถึง "5 โรค" (รวมถึง WSSV, EHP, EMS)
  4. การตรวจพบโรค EHP: ตรวจพบเชื้อล่วงหน้าถึง "7 วัน" ก่อนที่กุ้งจะเริ่มแสดงอาการหยุดกินอาหาร ทำให้บริหารจัดการได้ทันท่วงที
  5. การตรวจพบเชื้อ WSSV: รู้ผลได้ภายใน 1 ชั่วโมงขณะที่กุ้งยังแข็งแรงและไม่แสดงอาการ (ผ่านไป 12 ชั่วโมงกุ้งก็ยังปกติ) ช่วยลดความเสียหายได้อย่างมหาศาล


บทเรียนที่ 3: การบริหารจัดการต้นทุนพลังงานด้วยโซล่าเซลล์ (Energy Management)

วิเคราะห์ต้นทุนค่าไฟฟ้า: ค่าไฟฟ้าในการเลี้ยงกุ้งมักมีสัดส่วนสูงเกินกว่า "20% ของต้นทุนทั้งหมด"

การลงทุนและการคืนทุน:

  1. ตัดสินใจลงทุนติดตั้งระบบโซล่าเซลล์เป็นเงินประมาณ 3 ล้านบาท สามารถลดค่าไฟฟ้าได้ประมาณ 40,000 บาทต่อเดือน
  2. นำเงินค่าไฟฟ้าที่ประหยัดได้ไปผ่อนชำระค่าติดตั้ง ดำเนินงานผ่านไป 2 ปีกว่า สามารถประหยัดค่าไฟและคืนทุนกลับมาได้แล้วกว่า 800,000 บาท


ปรับเปลี่ยนมุมมองการลงทุน: มองว่าการติดตั้งพลังงานสะอาดไม่ได้เป็นการลงทุนเพื่อความเสี่ยงของธุรกิจกุ้งอย่างเดียว แต่เป็นการ "ลงทุนให้กับประเทศและสร้างคุณค่าให้สินค้าของครอบครัว"


บทเรียนที่ 4: การแปรรูปเพิ่มมูลค่าและการสร้างตลาดรูปแบบใหม่ (Market Transformation)

ปัญหาโครงสร้างตลาดเดิม: จากการสำรวจตลาดค้าส่ง (ตลาดไท) พบว่าการขายกุ้งเหมาบ่อจะถูกนำไปคัดแยกเบอร์ (เบอร์ 0, 1, 2) ซึ่งสร้างส่วนต่างราคาสูงให้กับพ่อค้าคนกลาง การขายกุ้งเป็นกิโลกรัมหรือเป็นตันทำให้ฟาร์มขาดอำนาจต่อรอง

การเปลี่ยนโจทย์ธุรกิจ: เปลี่ยนแนวคิดจาก "ส่งกุ้งเป็นกิโลกรัม" เป็น "ขายกุ้งเป็นรายชิ้น/รายตัว" ที่สามารถบริโภคได้ทุกวัน

การพัฒนา "ซุปกุ้งสกัด":

  1. ใช้เวลาวิจัยและพัฒนาร่วมกับนักวิจัยและนักพัฒนาอุตสาหกรรมเป็นเวลา "3 ปี" จนได้รับเครื่องหมาย อย.
  2. ใช้นวัตกรรมการแปรรูปผ่าน "เครื่องรีทอร์ท (Retort)"
  3. วางจำหน่ายในราคา "129 บาทต่อขวด"
  4. กุ้งสดปริมาณ "1 กิโลกรัม" สามารถนำมาแปรรูปเป็นซุปกุ้งสกัดได้ประมาณ "6 ขวด"

การต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพและการแพทย์:

  1. ขยายผลหลังวิกฤตโควิด-19 มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ
  2. พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่เป็น "โปรตีนเหมือนชัวร์แต่เป็นกลิ่นกุ้ง" เพื่อเชื่อมโยงกุ้งไทยเข้ากับอุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ระยะยาว


บทสรุปและแนวทางการดำเนินงาน

ความสำเร็จของ "ร.มิตรชัยฟาร์ม" สะท้อนให้เห็นว่าเกษตรกรรายย่อยสามารถสร้างความยั่งยืนและเข้มแข็งได้ด้วยตนเองโดยไม่พึ่งพาเพียงช่องทางการขายแบบเดิม ผ่านแนวทางสำคัญดังนี้:

  1. ยึดหลักความปลอดภัยและความยั่งยืน: ปรับเปลี่ยนจากการใช้เคมีและยา มาเป็นการบริหารจัดการน้ำหมุนเวียนและการใช้ "ไมโครไบโอม" เพื่อสร้างผลผลิตที่ปลอดภัยระดับกินได้อย่างมั่นใจทั้งครอบครัว
  2. ใช้เทคโนโลยีชีวภาพและนวัตกรรมตรวจโรค: ทำงานร่วมกับสถาบันวิจัย (สวทช.) เพื่อใช้นวัตกรรมตรวจโรคเชิงรุก ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดความเสียหายได้ล่วงหน้า
  3. ลดต้นทุนคงที่ด้วยพลังงานสะอาด: ลงทุนในระบบโซล่าเซลล์เพื่อลดภาระค่าไฟระยะยาว ซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและวัดผลได้จริง
  4. แปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Addition): ก้าวข้ามข้อจำกัดการขายกุ้งสดแบบเดิม มุ่งสู่การสร้างนวัตกรรมอาหาร เช่น "ซุปกุ้งสกัด" และโปรตีนสุขภาพ เพื่อสร้างแบรนด์ที่แข็งแรงและพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน



บรรยายในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ “การเลี้ยงกุ้งยุคข้อมูล: รับมือโลกร้อนและซูเปอร์เอลนีโญ” (Data-Driven Shrimp Aquaculture in the Era of Climate Change and Super El Niño) ณ โรงแรมวังใต้ จ.สุราษฎร์ธานี