สัมมนา

   เมื่อ : 13 ต.ค. 2569

”จุลินทรีย์เปลี่ยนโลก” บทเรียนเปลี่ยนอนาคตการเลี้ยงสัตว์น้ำด้วย Data และ Microbiome โดย ดร.เสจ ไชยเพ็ชร กลุ่มวิจัยเทคโนโลยีชีวภาพสัตว์น้ำแบบบูรณาการ (ไบโอเทค สวทช.)


เมื่อความปรวนแปรของธรรมชาติ บังคับให้เราต้องเลิกใช้ ”ความรู้สึก”

ลองเหลียวมองข่าวรอบตัวในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สภาพอากาศที่ผันผวนอย่างรุนแรง ทั้งพายุฝน น้ำท่วมฉับพลัน หรืออุณหภูมิที่สวิงขึ้นลงอย่างน่าตกใจ ภาพของเกษตรกรที่ต้องจับกุ้งข้างถนนหรือเร่งจับกุ้งหนีน้ำท่วมบ่อ สะท้อนให้เห็นว่า ”วิกฤตธรรมชาติ” ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป และกำลังเป็นสัญญาณเตือนภัยระดับแดงเข้มว่า การทำเกษตรกรด้วยสัญชาตญาณหรือพึ่งพา ”ความเคยชิน” แบบเดิมๆ กำลังพาเราไปสู่ความเสี่ยงที่ไม่สามารถควบคุมได้อีกแล้วในยุคนี้


ความท้าทายนี้ถูกนำมาตีแผ่และค้นหาทางรอดอย่างมีชั้นเชิงโดย ดร.เสจ ไชยเพชร ในการบรรยายหัวข้อ ”จากห้องแลปสู่บ่อ: เชื่อมต่อชีวาและข้อมูลการเลี้ยงสัตว์น้ำยุคใหม่” ซึ่งได้เปิดมุมมองใหม่ในการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมสัตว์น้ำไทย และบทความนี้ได้กลั่น 5 ประเด็นสุดว้าวที่จะมาพลิกโฉมการเลี้ยงสัตว์น้ำแบบเดิม ไปสู่ยุคชีววิทยาบวกวิทยาการข้อมูล (Bio-Tech & Data-Driven) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้ธุรกิจเกษตรเติบโตได้อย่างยั่งยืน


แกงส้มสูตรคุณยาย vs เชฟในห้องแลป — ทำไมเราต้องการความสม่ำเสมอมากกว่าสัญชาตญาณ?

หากเปรียบเทียบการเลี้ยงสัตว์น้ำกับการทำอาหาร ให้ลองนึกภาพ ”คุณยาย” ที่ทำแกงส้มอร่อยเด็ดด้วยรสมือ สัญชาตญาณ และความรู้สึก โดยไม่ต้องเปิดตำราหรือชั่งตวงวัด กับ ”เชฟ” ในห้องแลปที่ปรุงอาหารด้วยการชั่งน้ำหนักวัตถุดิบ บันทึกอุณหภูมิ และจับเวลาอย่างละเอียดทุกขั้นตอน แน่นอนว่าแกงส้มของคุณยายอาจจะอร่อยถูกใจ แต่คำถามสำคัญเชิงธุรกิจคือ ”ใครมีความสม่ำเสมอ (Consistency) มากกว่ากัน?”


การใช้สัญชาตญาณอาจทำให้เราประสบความสำเร็จในบางรอบการเลี้ยง แต่มีเพียง Data และสูตรที่ถูกบันทึกอย่างแม่นยำเท่านั้นที่จะสร้างความสม่ำเสมอ ทำให้เราได้ผลผลิตที่ดีซ้ำได้ในวันพรุ่งนี้ เดือนหน้า หรือปีหน้า ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการขยายผล (Scale up) จากการเลี้ยงกินเองในครัวเรือน ไปสู่ฟาร์มมาตรฐาน จนถึงอุตสาหกรรมระดับส่งออก


”เปลี่ยนจากความรู้สิกลงมาเป็นข้อมูลเพื่อประกอบการตัดสินใจ... เพราะตัวเลขมันหลอกไม่ได้ ถ้าเจอความผิดปกติเราสามารถปรับแก้ได้ทันท่วงที”


การนำ Data มาใช้ ไม่ใช่การเข้ามาดิสรัปต์หรือด้อยค่าประสบการณ์หน้าบ่อของเกษตรกร แต่เข้ามาช่วยลดอคติส่วนตน (Personal bias) ปิดจุดอ่อนของการลองผิดลองถูก ช่วยประหยัดต้นทุน และลดความเสี่ยงจากการตัดสินใจผิดพลาด ทำให้เรามองเห็นตัวเลขที่ไม่เคยโกหก และพร้อมเข้าแก้ไขปัญหาได้อย่างท่วงที


สามเหลี่ยมการเกิดโรค — เชื้อโรคไม่ใช่จำเลยเดียวในบ่อเลี้ยง

ปัญหาระบาดของโรคยังคงเป็นฝันร้ายอันดับต้นๆ ของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งทั่วโลก อย่างไรก็ตาม หากเราวิเคราะห์ตาม ทฤษฎีสามเหลี่ยมการเกิดโรค (Disease Triangle) การเกิดโรคไม่ได้ขึ้นอยู่กับเชื้อโรคเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากปฏิสัมพันธ์ของ 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ ตัวสัตว์ (Host) เชื้อโรค (Pathogen) และ สิ่งแวดล้อม (Environment)


เมื่อเจาะลึกในฝั่งของเชื้อโรค (Pathogen) เราสามารถจำแนกประเภทเพื่อวางกลยุทธ์รับมือได้อย่างถูกต้อง:

  1. Obligate Pathogen: เชื้อก่อโรคโดยตรงที่มีความรุนแรงสูง ซึ่งต้องเน้นระบบความปลอดภัยชีวภาพ (Biosecurity) เพื่อป้องกันไม่ให้หลุดเข้ามาในบ่อเลี้ยงโดยเด็ดขาด
  2. Opportunistic Pathogen: แบคทีเรียกลุ่มฉวยโอกาส ซึ่งปกติอาจอาศัยอยู่ในระบบโดยไม่ทำอันตราย แต่จะจู่โจมทำร้ายกุ้งทันทีเมื่อสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม หรือเมื่อกุ้งเกิดความเครียดและอ่อนแอ
  3. EHP: ตัวปัญหาซับซ้อนที่มีความหลากหลายสูง ไม่จัดอยู่ในกลุ่มฉวยโอกาสหรือเชื้อก่อโรคทั่วไปแบบตรงไปตรงมา จึงจำเป็นต้องใช้การจัดการเชิงระบบที่ละเอียดเป็นพิเศษ


ในทางปฏิบัติ เรามักมุ่งเป้าไปที่การใส่ยาเพื่อฆ่าเชื้อโรค แต่ความจริงแล้ว ”สิ่งแวดล้อม” คือตัวแปรคุมเกม สิ่งแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมนอกจากจะทำให้กุ้งเครียดจนภูมิคุ้มกันตกแล้ว ยังส่งเสริมให้เชื้อโรคเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีกด้วย ดังนั้น การควบคุมคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมไม่ให้กุ้งเครียด จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สุดในการตัดวงจรการเกิดโรค


Microbiome คือ ”Hidden Workforce” ที่อยู่มาก่อนมนุษย์หลายร้อยล้านปี

หากเราลองบีบย่อประวัติศาสตร์ของโลกทั้งหมดมาลงในปฏิทิน 1 ปี (1 มกราคม - 31 ธันวาคม) เราจะพบข้อเท็จจริงอันน่าทึ่งว่า จุลินทรีย์กำเนิดขึ้นมาบนโลกตั้งแต่ วันที่ 21 มีนาคม ในขณะที่เผ่าพันธุ์มนุษย์เราเพิ่งปรากฏตัวขึ้นในวินาทีท้ายๆ ของ วันที่ 31 ธันวาคม เท่านั้น จุลินทรีย์จึงเป็นเจ้าถิ่นที่ดูแลระบบนิเวศของโลกมานานกว่าเราหลายร้อยล้านปี


ในระบบบ่อเลี้ยงกุ้ง Microbiome หรือกลุ่มจุลินทรีย์ทั้งหมด ทำหน้าที่เป็น ”แรงงานที่มองไม่เห็น (Hidden Workforce)” ที่คอยขับเคลื่อนวัฏจักรสารอาหารสำคัญตามธรรมชาติ:

  1. วัฏจักรคาร์บอน (Carbon Cycle): จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ใต้บ่อ และที่น่าสนใจคือกลุ่มจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง (Photosynthetic microorganisms) จะทำหน้าที่ดึงคาร์บอนไดออกไซด์มาใช้และช่วยผลิตออกซิเจนให้บ่อเลี้ยงในตอนกลางวันตามกลไกธรรมชาติ
  2. วัฏจักรไนโตรเจน (Nitrogen Cycle): กลุ่ม Nitrifying Bacteria ทำหน้าที่บำบัดของเสีย เปลี่ยนแอมโมเนียที่มีพิษสูง ให้กลายเป็นไนไตรท์ และไนเตรตตามลำดับ ก่อนจะถูกเปลี่ยนเป็นแก๊สไนโตรเจนกลับสู่บรรยากาศ


”จุลินทรีย์อยู่กับโลกนี้มานานกว่าเรามาก... อย่าพยายามคิดว่าเราจะเปลี่ยนมันได้ เราต้องจัดการให้เหมาะสมและให้ธรรมชาติช่วยทำงาน”


การบำบัดบ่อเลี้ยงที่ดีที่สุด จึงไม่ใช่การสาดสารเคมีเพื่อฆ่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมด แต่คือการเข้าใจระบบชีววิทยา บริหารสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เพื่อให้กลุ่มจุลินทรีย์ดีทำหน้าที่เป็นแรงงานธรรมชาติคอยดูแลบ่อให้กับเรา


ความลับใต้ผิวน้ำ — จุลินทรีย์เปลี่ยนหน้าไปตลอด 80 วันของการเลี้ยง

ผลงานวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์จากการติดตามบ่อทดลองจริงที่ ”ฟาร์ม 2 น้ำ” ตลอดระยะเวลาการเลี้ยง 80 วัน ได้เผยความลับใต้ผิวน้ำว่า กลุ่มจุลินทรีย์ (Microbial community) ในบ่อไม่ได้มีโครงสร้างคงที่ แต่มีการเปลี่ยนผ่านชนิดและปริมาณ (Turnover) อยู่ตลอดเวลา ตามอายุการเลี้ยง ปริมาณอาหารที่ใส่ และปริมาณสารอินทรีย์ที่สะสมในระบบ


จากการติดตามระดับความชุกชุมของแบคทีเรีย พบว่ากลุ่ม Nitrifying Bacteria (ที่ช่วยเปลี่ยนแอมโมเนียเป็นไนไตรท์และไนเตรต) ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ของการเลี้ยงแทบจะไม่พบปริมาณในระบบเลย แต่จะค่อยๆ ปรากฏและเพิ่มปริมาณขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในสัปดาห์ท้ายๆ ของรอบการเลี้ยง


การติดตามข้อมูล Data ของไมโครไบโอมนี้ ทำให้เราเข้าใจว่า ระบบบำบัดธรรมชาติในบ่อเริ่มทำงานจริงเต็มประสิทธิภาพในช่วงเวลาใด ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการนำมาวางแผนการบริหารจัดการคุณภาพน้ำ การจัดการตะกอนเลน และการปรับการให้อาหารได้อย่างแม่นยำและสอดคล้องกับจังหวะธรรมชาติอย่างแท้จริง


จากแลป BSL2 สู่ Hackathon — การเปิดพื้นที่เชื่อมโยงข้อเท็จจริงกับประสบการณ์

เบื้องหลังการศึกษาวิจัยโรคสัตว์น้ำอย่างแม่นยำ ทีมวิจัยต้องทำงานในห้องปฏิบัติการความปลอดภัยชีวภาพระดับ 2 (BSL2) เพื่อควบคุมสิ่งแวดล้อมไม่ให้เชื้อโรคหลุดรอด โดยใช้กระบวนการทดสอบการติดเชื้อ (Challenge test) ถึง 3 รูปแบบ คือ การฉีด การแช่ และ การให้กิน เพื่อสร้างฐานข้อมูลอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องที่สุด


อย่างไรก็ดี การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสัตว์น้ำให้ก้าวหน้าได้จริง ไม่อาจพึ่งพาเพียงข้อมูลจากห้องแลป แต่ต้องอาศัยการผสาน ”ประสบการณ์หน้าบ่อ” ของเกษตรกรเข้ามาร่วมด้วย จึงเกิดความร่วมมือครั้งสำคัญในการจัดตั้ง ศูนย์กลางองค์ความรู้ โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (สวทช.) นักวิชาการจากกว่า 20 สถาบัน และสมาคมกุ้ง เพื่อเปลี่ยนภูมิปัญญาและประสบการณ์ตรงให้กลายเป็นฐานข้อมูลกลางที่ทุกคนเข้าถึงได้


บรรยายในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ “การเลี้ยงกุ้งยุคข้อมูล: รับมือโลกร้อนและซูเปอร์เอลนีโญ” (Data-Driven Shrimp Aquaculture in the Era of Climate Change and Super El Niño) ณ โรงแรมวังใต้ จ.สุราษฎร์ธานี