สัมมนา

   เมื่อ : 13 ต.ค. 2569

เมื่อนวัตกรรมสแกนจุลินทรีย์ ปฏิวัติการเลี้ยงกุ้ง: จากการเดาสุ่ม สู่นวัตกรรมวิเคราะห์ ”ไมโครไบโอม” แม่นยำระดับ DNA จาก Kytos Thailand


จากการเดาสุ่มสู่ความแม่นยำในบ่อกุ้ง

ในการทำฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะการเลี้ยงกุ้ง ปัญหาใหญ่ที่สุดประการหนึ่งที่เกษตรกรต้องเผชิญอยู่เสมอคือ ”การที่เรามองไม่เห็นสิ่งที่เป็นจริงในน้ำ” ที่ผ่านมา การบริหารจัดการบ่อกุ้งส่วนใหญ่มักพึ่งพาการสังเกตด้วยตาเปล่า การวัดค่าเคมีน้ำพื้นฐาน หรือการส่งตรวจแล็บแบบดั้งเดิมที่ใช้เวลานานหลายวันกว่าจะทราบผล ทำให้เกิดภาวะ ”สายเกินแก้” เมื่อโรคร้ายเริ่มแพร่ระบาดและสร้างความเสียหายยกบ่อ


แต่ในปัจจุบัน โลกของเทคโนโลยีชีวภาพได้ก้าวสู่อีกยุคหนึ่งด้วยนวัตกรรมจาก Kytos บริษัทสตาร์ทอัพเทคโนโลยีชีวภาพชั้นนำที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างพันธมิตรในประเทศไทยอย่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และผู้เชี่ยวชาญจากเบลเยียมอย่าง University of Ghent (นำโดยทีมอาจารย์และศาสตราจารย์ระดับโลก เช่น Prof. Rubin และ Dr. Nico Boon) ซึ่งได้นำเอาเทคโนโลยีเลเซอร์วิเคราะห์จุลินทรีย์และระบบประมวลผลไมโครไบโอมเข้ามาเปิดให้บริการในประเทศไทย เทคโนโลยีนี้สามารถสแกนสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กในน้ำได้อย่างแม่นยำและรู้ผลรวดเร็วชนิดที่เปลี่ยนวิถีการทำฟาร์มไปอย่างสิ้นเชิง จากเทคโนโลยีการตรวจน้ำระดับไมโครไบโอม ที่กำลังจะเข้ามาปฏิวัติวิธีบริหารจัดการฟาร์มกุ้ง ยกระดับการเลี้ยงกุ้งจากการเดาสุ่มไปสู่ความแม่นยำเชิงวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง


เลิกเพาะเชื้อแบบเดิมๆ! เลเซอร์สแกนเซลล์ 1000 เซลล์/วินาที รู้ผลใน 45 วินาที

การก้าวกระโดดจากจานเลี้ยงเชื้อสู่เทคโนโลยี Flow Cytometry

ในอดีต การตรวจจุลินทรีย์ในน้ำมักใช้วิธีการเพาะบนจานอาหารเลี้ยงเชื้อ (Agar Plate) ซึ่งนอกจากจะใช้เวลานานถึง 1-2 วันแล้ว ยังเป็นการตรวจดูผลแบบผิวเผินที่ไม่สามารถเจาะลึกรายละเอียดของสังคมจุลินทรีย์ได้ทั้งหมด แต่เทคโนโลยีของ Kytos ได้เปลี่ยนมาใช้ เครื่อง Flow Cytometry ในการวิเคราะห์น้ำอย่างละเอียด


ขั้นตอนการทำงานเริ่มต้นจากการเก็บตัวอย่างน้ำเพียง 1 มิลลิลิตร ใส่ลงในหลอดเก็บน้ำที่มีน้ำยาสตาฟเซลล์ (Fixative) เพื่อคงสภาพเซลล์ให้อยู่ในสถานะเดิม จากนั้นจะมีบริการจองรถขนส่งเอกชน (เช่น KEX หรือ ไปรษณีย์ไทย) เข้าไปรับตัวอย่างถึงหน้าประตูฟาร์ม โดยฟาร์มสามารถวางตารางการเก็บตัวอย่างได้ทุกๆ 3 5 หรือ 7 วัน ตัวอย่างน้ำจะถูกส่งตรงเข้าห้องปฏิบัติการหลักที่จังหวัดนนทบุรีภายใน 1-2 วัน (และ Kytos พร้อมที่จะขยายการตั้งศูนย์วิเคราะห์ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เช่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี หากมีปริมาณตัวอย่างเพียงพอ)


เมื่อตัวอย่างน้ำมาถึงแล็บ ตัวอย่างจะถูกนำเข้าเครื่องวิเคราะห์ที่มีระบบสั่นจัดเรียงกลุ่มเซลล์ให้แยกออกจากกันเป็นเซลล์เดี่ยว (Single Cell) แล้วยิงผ่านลำแสงเลเซอร์ที่มีหลายความยาวคลื่นและหลายสี พร้อมทำงานร่วมกับ กล้องถ่ายภาพความเร็วสูง (Visual Camera Sensor) ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อช่วยบันทึกและวิเคราะห์ลักษณะทางกายภาพของเซลล์ได้อย่างชัดเจน


เครื่องสามารถวัดและประมวลผลเซลล์ที่มีขนาดตั้งแต่นาโนเมตรไปจนถึงขนาดใหญ่ระดับ 60 ไมครอน (วัดครอบคลุมทั้งแบคทีเรีย สาหร่าย แพลงก์ตอนพืช และแพลงก์ตอนสัตว์) ด้วยความเร็วในการสแกนสูงถึง 1000 เซลล์ต่อวินาที โดยใช้เวลาในการยิงวิเคราะห์ในห้องแล็บเพียง 45 วินาทีต่อ 1 ตัวอย่าง และใช้อีกเพียง 10 วินาทีในการอัปโหลดไฟล์ข้อมูลดิจิทัลขึ้นสู่ระบบแอปพลิเคชัน


”ด้วยความละเอียดของเลเซอร์นี้ ไม่มีเซลล์แบคทีเรียชนิดไหนที่สามารถเล็ดรอดผ่านเลเซอร์ของเราไปได้”


บทวิเคราะห์: ความเร็วและความแม่นยำระดับนี้ช่วยตัดขั้นตอนการเตรียมอาหารเลี้ยงเชื้ออันเทอะทะออกไปทั้งหมด ทำให้เกษตรกรได้รับข้อมูลระบบชีวภาพในน้ำอย่างรวดเร็วและครบถ้วนทันเวลา ซึ่งความเร็วนี้เองคือจุดเปลี่ยนสำคัญต่อโอกาสในการรอดชีวิตของกุ้งในบ่อเลี้ยง


รู้ลึกถึงระดับ DNA – แยกเซลล์เป็น/เซลล์ตาย และตัวเลขภัยร้าย EHP

การจำแนกความเสี่ยงเชิงลึกด้วยเทคนิคย้อมสีจับ DNA

สิ่งที่เทคโนโลยีการเพาะเชื้อแบบเดิมไม่สามารถบอกได้ คือความสมบูรณ์และสถานะที่แท้จริงของเซลล์แบคทีเรีย แต่เทคโนโลยี Flow Cytometry ของ Kytos นำเทคนิค การย้อมสีเพื่อเข้าไปจับกับ DNA ของเซลล์ มาใช้ ทำให้สามารถจำแนกได้อย่างเด็ดขาดว่า ในน้ำปริมาณเท่ากันนั้น มีสัดส่วนของเซลล์แบคทีเรียที่มีชีวิตอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ และเป็นเซลล์ที่ตายแล้วกี่เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ เทคโนโลยียังสามารถนับจำนวนเซลล์และตรวจสอบเชื้อก่อโรคสำคัญได้อย่างแม่นยำ ได้แก่:

  1. สปอร์ EHP: ตรวจนับจำนวนในระยะ Mature Spore หรือระยะสปอร์แก่ที่พร้อมก่อโรคและเจริญเติบโตเข้าทำลายกุ้ง
  2. เชื้อวิบริโอ (Vibrio): ตรวจวัดปริมาณกลุ่มเชื้อร้ายฉวยโอกาส
  3. สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Blue-green algae): ตรวจวัดปริมาณจำนวนเซลล์ต่อมิลลิลิตรอย่างตรงไปตรงมา

การตรวจวิเคราะห์นี้สามารถทำได้ทั้งใน น้ำบ่อเลี้ยง และ น้ำบ่อทรีต/บ่อพักน้ำ เพื่อประเมินและกำจัดความเสี่ยงก่อนที่จะสูบน้ำเข้าสู่บ่อเลี้ยงกุ้งจริง


บทวิเคราะห์: การทราบเปอร์เซ็นต์เซลล์เป็นและเซลล์ตาย รวมถึงการวัดปริมาณเชื้อร้ายได้อย่างแม่นยำ มีประโยชน์มหาศาลต่อการประเมินประสิทธิภาพของสารฆ่าเชื้อ หากเกษตรกรใส่สารฆ่าเชื้อแล้วพบว่าเปอร์เซ็นต์เซลล์ที่มีชีวิตลดลงเหลือเพียง 10-20% นั่นแปลว่าสารฆ่าเชื้อนั้นรุนแรงเกินไปจนทำลายทั้งแบคทีเรียตัวดีและตัวร้าย (ซึ่งแบคทีเรียตัวร้ายมักจะฟื้นตัวและกลับมาเจริญเติบโตได้ไวกว่า) แต่หากเปอร์เซ็นต์เซลล์ที่มีชีวิตอยู่ในระดับประมาณ 40-60% ร่วมกับปริมาณเชื้อร้ายที่ลดลง ย่อมแสดงถึงการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ช่วยป้องกันไม่ให้เกษตรกรสิ้นเปลืองงบประมาณไปกับการใส่ยาหรือสารเคมีอย่างมั่วซั่ว


ระบบเตือนภัยล่วงหน้า 3-4 สัปดาห์ ก่อนที่โรคจะระบาดและค่าเคมีน้ำจะเปลี่ยน

ทำนายอนาคตและความเสี่ยงของโรคด้วยระบบชีวภาพ

เกษตรกรส่วนใหญ่มักคุ้นเคยกับการตรวจวัด ”ค่าเคมีน้ำ” (เช่น pH อัลคาไลน์ แอมโมเนีย) แต่ในความเป็นจริง ค่าเคมีน้ำเป็นเพียงค่าทางกายภาพและเคมี ในขณะที่ ”จุลินทรีย์คือระบบไบโอ (Bio System)” ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีปฏิกิริยาและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมก่อนที่ค่าเคมีจะแสดงผลเปลี่ยนแปลง


หากมีการตรวจติดตามค่าไมโครไบโอมเป็นประจำตามตารางอย่างสม่ำเสมอ (เช่น ทุกๆ 3 5 หรือ 7 วัน) ระบบจะสามารถส่งสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าได้นานถึง 3-4 สัปดาห์ ก่อนที่จะเกิดโรคระบาดร้ายแรง เช่น EMS โรคหัวเหลือง/ตัวแดงดวงขาว หรือโรค EHP โดยสัญญาณเตือนล่วงหน้าที่จะปรากฏ ได้แก่:

  1. ค่าความหลากหลายของจุลินทรีย์ (Microbiome Diversity) ลดต่ำลง: จนตกลงสู่ ”โซนสีแดง”
  2. อัตราการผลิตเอนไซม์ของแบคทีเรียสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง: แสดงถึงการสะสมของสารอินทรีย์และของเสียในบ่อ
  3. การขยายตัวอย่างรวดเร็วของแบคทีเรียฉวยโอกาส: เกิดขึ้นติดกัน 3-4 สัปดาห์


”จุลินทรีย์เป็นระบบไบโอ การเปลี่ยนแปลงจะบอกล่วงหน้าก่อนค่าเคมีน้ำและก่อนที่โรคจะเข้าบ่อ”


บทวิเคราะห์: ช่วงเวลาล่วงหน้า 3-4 สัปดาห์ที่เทคโนโลยีนี้มอบให้ เปรียบเสมือน ”ระยะเวลาทองคำ” ที่ช่วยให้เกษตรกรมีเวลาเพียงพอในการปรับสภาพน้ำ ปรับแผนการให้อาหาร หรือเติมจุลินทรีย์เพื่อดึงค่าไมโครไบโอมกลับเข้าสู่โซนปลอดภัย (โซนสีเหลืองหรือสีเขียว) ได้ทันท่วงที ก่อนที่กุ้งจะป่วยหรือเกิดความเสียหายจนยากจะแก้ไข


จากข้อมูลสู่ AI คำแนะนำ 3 ด้านอัจฉริยะผ่านแอปพลิเคชัน

การประมวลผล 25 พารามิเตอร์ สู่คำแนะนำการจัดการฟาร์ม

ข้อมูลระบบไมโครไบโอมที่ได้จากเครื่องจะถูกนำมาวิเคราะห์และประมวลผลออกมาเป็นค่าพารามิเตอร์ต่างๆ ถึง 25 ค่า แล้วแปลงผลผ่านอัลกอริทึมในแอปพลิเคชัน Kytos ออกมาเป็นคำแนะนำในการปฏิบัติงานจริง 3 ด้านหลัก ได้แก่:


คำแนะนำการเติมโปรไบโอติก (Probiotic Management):

  1. ประเมินความหลากหลาย: วิเคราะห์ระดับความหลากหลายของจุลินทรีย์ในบ่อเลี้ยง
  2. นับจำนวนสปอร์และการงอกจริง: ตรวจเช็กจำนวนสปอร์ของแบคทีเรียที่มีประโยชน์ เช่น Bacillus (บาซิลลัส) Nitrosomonas (ไนโตรโซโมนัส) Nitrobacter (ไนโตรแบคเตอร์) และ Rhodobacter (โรโดแบคเตอร์ / จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง)
  3. วิเคราะห์สถานะ Active Cells: จำแนกได้ว่าสปอร์เหล่านั้น ”งอกและแตกตัวเป็นตัวทำงานจริง” ในบ่อจำนวนกี่เซลล์ ช่วยให้เกษตรกรทราบได้ทันทีว่าโปรไบโอติกที่ใส่ลงไปนั้นได้ผลจริงหรือไม่


คำแนะนำด้านการให้อาหารและสารอินทรีย์ (Feed & Organic Matter Control):

  1. ตรวจวัดกิจกรรมเอนไซม์: วัดระดับการปลดปล่อยเอนไซม์ย่อยสลายของแบคทีเรีย หากพบว่ามีกิจกรรมเอนไซม์สูงเกินไป (เข้าสู่โซนสีแดง) แสดงว่ามีของเสียและสารอินทรีย์ตกค้างสะสมมาก
  2. ประเมินจุด Peak Capacity: หากพารามิเตอร์ของเสียและกิจกรรมเอนไซม์สูงติดต่อกัน พร้อมกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของแบคทีเรียฉวยโอกาส แอปพลิเคชันจะส่งสัญญาณเตือนจุด Peak Capacity ของบ่อ ซึ่งระบุว่าบ่อไม่สามารถรับของเสียเพิ่มได้แล้ว และถึงเวลาที่ต้องเริ่มจับกุ้งออกบางส่วน (Partial Harvest)


คำแนะนำการเปลี่ยนถ่ายน้ำ (Water Exchange Decision):

  1. ควบคุมความหนาแน่นแบคทีเรีย: ประเมินปริมาณแบคทีเรียทั้งหมดในบ่อให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม ไม่ให้สูงเกินไปจนกลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อร้าย
  2. ตรวจจับกลุ่มสายพันธุ์ดุร้าย: ตรวจวัดปริมาณแบคทีเรียสายพันธุ์ดุร้ายและเซลล์สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (เป็นจำนวนเซลล์ต่อมิลลิลิตร) หากพบค่าสูงเกินเกณฑ์ แอปพลิเคชันจะแนะนำให้เกษตรกรพิจารณาเปลี่ยนถ่ายน้ำทันที


นอกจากนี้ แอปพลิเคชันยังมีการสรุป ”คะแนนสุขภาพบ่อ” (Pond Health Score) ในรูปแบบคะแนน 1-6 หัวใจ หากบ่อไหนได้คะแนนสูง (เช่น 6 หัวใจ / แถบสีเขียว) แปลว่าสุขภาพบ่อดีเยี่ยม ไม่ต้องกังวล แต่หากบ่อไหนได้คะแนนต่ำ (เช่น 3 หัวใจ / แถบสีแดง) เกษตรกรจะสามารถพุ่งเป้าเข้าไปจัดการแก้ไขบ่อนั้นได้อย่างตรงจุดและทันท่วงที


ความจริงโปรไบโอติกหมักเอง – ของดีหรือดงเชื้อร้าย?

ข้อเท็จจริงจากการตรวจวิเคราะห์เชื้อหมักในฟาร์ม

หนึ่งในวิธีที่เกษตรกรนิยมใช้เพื่อลดต้นทุนคือการนำเชื้อจุลินทรีย์มาหมักใช้เองในฟาร์ม แต่ที่ผ่านมาไม่มีใครสามารถระบุได้ว่า น้ำหมักที่ได้นั้นมีจุลินทรีย์สายพันธุ์ดีตามต้องการ หรือกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อก่อโรคกันแน่

ด้วยการเก็บตัวอย่างน้ำหมักเพียง 1 มิลลิลิตร ใส่หลอดสตาฟเซลล์ส่งตรวจ Kytos เกษตรกรจะได้รับผลวิเคราะห์ที่ชัดเจนว่า:

  1. เชื้อที่มีประโยชน์ เช่น Bacillus หรือจุลินทรีย์สังเคราะห์แสง (Rhodobacter) รวมถึงกลุ่มเจริญเติบโตดี เช่น Nitrosomonas และ Nitrobacter เพิ่มจำนวนขึ้นจริงตามสเปกหรือไม่
  2. มีการปนเปื้อนของเชื้อร้ายอย่างวิบริโอ (Vibrio) ในปริมาณเท่าใด

จากข้อมูลการตรวจจริงพบว่า การหมักจุลินทรีย์ที่มีการขยายเชื้อต่อกันไปเรื่อยๆ (เช่น การต่อเชื้อจากฟาร์มแม่ไปสู่ฟาร์มลูก) บ่อยครั้งกลับพบปริมาณ เชื้อวิบริโอ (Vibrio) เจริญเติบโตสูงมากจนเข้าข่ม (Dominate) จุลินทรีย์สายพันธุ์ดี (Bacillus) ที่ต้องการ


บทวิเคราะห์: การทราบข้อมูลนี้ช่วยป้องกันความเสียหายได้อย่างมหาศาล เพราะหากเกษตรกรนำน้ำหมักที่มีเชื้อร้ายเข้าข่มไปสาดใส่บ่อเลี้ยง ก็เปรียบเสมือนการเติมเชื้อโรคลงบ่อด้วยมือตัวเองโดยไม่รู้ตัว การตรวจเช็กไมโครไบโอมจึงช่วยเซฟทั้งเงินค่าวัตถุดิบและช่วยชีวิตกุ้งในบ่อได้อย่างแท้จริง


สรุปและข้อคิดส่งท้าย

การเข้ามาของเทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ไมโครไบโอมด้วยเครื่อง Flow Cytometry และการประมวลผลผ่าน AI ของ Kytos กำลังเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง จากยุคที่ต้องพึ่งพา ”ความรู้สึก การสังเกต หรือการเดาสุ่ม” เข้าสู่ยุค ”การบริหารจัดการด้วยข้อมูลที่แม่นยำ (Data-Driven Aquaculture)” ซึ่งเปรียบเสมือนการติดดวงตาคู่ใหม่ให้เกษตรกรสามารถมองเห็นสภาวะทางชีวภาพในน้ำได้เป็นครั้งแรก


บรรยายในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ “การเลี้ยงกุ้งยุคข้อมูล: รับมือโลกร้อนและซูเปอร์เอลนีโญ” (Data-Driven Shrimp Aquaculture in the Era of Climate Change and Super El Niño) ณ โรงแรมวังใต้ จ.สุราษฎร์ธานี