สัมมนา

   เมื่อ : 28 ต.ค. 2569

ถอดบทเรียน ฟาร์มใหญ่ เลี้ยงอย่างไร ให้ได้กำไร ไสตล์ แสงสว่างฟาร์ม


จากการบรรยายโดย คุณพิพัฒน์ แสงสว่าง จาก ”แสงสว่างฟาร์ม” จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในกิจกรรมที่จัดขึ้นโดยชมรมผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งได้ถ่ายทอดประสบการณ์ วิธีการปรับตัว และเทคนิคการเลี้ยงกุ้งขาวเชิงพาณิชย์ให้ประสบความสำเร็จภายใต้การประยุกต์ใช้ ”ระบบฟาร์มใหญ่” ในพื้นที่ฟาร์มขนาดเล็ก


สาระสำคัญของการดำเนินงานแสงสว่างฟาร์มเน้นย้ำถึงการเปลี่ยนผ่านจากการเลี้ยงแบบดั้งเดิมไปสู่ ”โมเดลระบบกางมุ้ง” ร่วมกับการปรับโครงสร้างฟาร์มเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพความปลอดภัยชีวภาพ (Biosecurity) การควบคุมโรคระบาดร้ายแรง โดยเฉพาะเชื้อ EHP และโรคตัวแดง การใช้เทคนิคการจัดการน้ำและสารเคมีตามค่า pH อย่างถูกต้อง ตลอดจนการประยุกต์ใช้สูตรการคำนวณการเจริญเติบโตต่อวัน (PDG) เพื่อวางแผนการให้อาหารกุ้งอย่างแม่นยำ ป้องกันการให้อาหารเกินความจำเป็น นอกจากนี้ยังเน้นย้ำการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านการเงินและสภาวะราคากุ้งผันผวนด้วยการแบ่งย้ายกุ้งเพื่อเลี้ยงต่อ และการทำอาชีพเสริมอย่างการเลี้ยงปลาเก๋าเพื่อสร้างสภาพคล่องทางการเงิน


ประวัติความเป็นมาและการปรับเปลี่ยนรูปแบบการเลี้ยงของแสงสว่างฟาร์ม

จุดเริ่มต้นและยุคแรกเริ่มของครอบครัว (ปี 2537 – 2548)

ครอบครัวเริ่มเลี้ยงกุ้งกุลาดำตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 โดยเคยย้ายไปทำฟาร์มในพื้นที่ตำบลกระบุรี จังหวัดระนอง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงย้ายกลับมาเริ่มต้นใหม่ ณ ภูมิลำเนาเดิมในปี พ.ศ. 2540 ในปี พ.ศ. 2548 ได้ปรับเปลี่ยนมาเลี้ยง ”กุ้งขาว” เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่เลี้ยงง่ายในยุคนั้น โดยเริ่มขยายจาก 1 บ่อ เพิ่มขึ้นเป็น 16 บ่อ ฟาร์มเคยใช้อาหารกุ้งของบริษัทยูเนี่ยน (อาหารยูนิตราน ทิพยเจริญ) และประสบความสำเร็จจนได้รับรางวัล รถยนต์ Toyota จำนวน 1 คัน


การเข้ามารับช่วงต่อและการเผชิญวิกฤตโรคระบาด (ปี 2555 เป็นต้นมา)

คุณพิพัฒน์ จบการศึกษาเกียรตินิยมอันดับ 1 วิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (เคยศึกษาที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ) หลังจากทำงานประจำได้ 1 ปี จึงตัดสินใจกลับมาช่วยงานฟาร์มกุ้งของครอบครัว ประสบวิกฤต โรคกุ้งตายด่วน (EMS) ส่งผลให้กุ้งในบ่อของแม่ที่เลี้ยงไว้ทั้ง 10 บ่อ เสียหายทั้งหมด หลังจากนั้นพยายามแก้ปัญหาโดยศึกษาการเลี้ยงตาม ”ตราดโมเดล” ผ่านกลุ่ม Line จนประสบผลสำเร็จในระดับหนึ่ง แต่ยังประสบปัญหาการระบาดของ ”โรคตัวแดง” ในพื้นที่ ทำให้กุ้งเสียหายยกระบบในช่วงที่มีการระบาด


คุณพิพัฒน์ ได้พักการเลี้ยงกุ้งไปทำธุรกิจฟิชชิ่งบ่อตกปลา แต่เมื่อเกิดสถานการณ์โควิด-19 ไม่สามารถจัดกิจกรรมตกปลาได้ จึงหวนกลับมาเลี้ยงกุ้งอีกครั้งด้วยการพัฒนาระบบใหม่ หันมาใช้ระบบพัฒนาและโมเดลการเลี้ยงแบบกางมุ้ง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ฟาร์มกลับมาประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน


โครงสร้างฟาร์มและการจัดการระบบความปลอดภัยชีวภาพ (Biosecurity)

แสงสว่างฟาร์มปรับเปลี่ยนจากการใช้พื้นที่เลี้ยงเต็มทุกบ่อ มาเป็นการวางโครงสร้างฟาร์มอย่างมีระบบ เพื่อตัดวงจรพาหะและลดความเสี่ยงการเกิดโรค

การจัดสรรพื้นที่บ่อเลี้ยงและบ่อพักน้ำ:

  1. ลดพื้นที่บ่อเลี้ยงลง โดยกำหนดสัดส่วนให้มี บ่อเลี้ยง 1 บ่อ ต่อ บ่อพักน้ำอย่างน้อย 1 บ่อ
  2. ทำการซอยบ่อขนาดใหญ่ให้เป็นบ่อขนาดเล็ก มีพื้นที่ประมาณ บ่อละ 2 ไร่ เพื่อให้ง่ายต่อการดูแลและจัดการ
  3. เพิ่มความหนาแน่นในการปล่อยกุ้ง พร้อมคำนวณปริมาณอาหาร การให้อากาศ และสัดส่วนการปล่อยกุ้งให้เหมาะสม

มาตรการความปลอดภัยชีวภาพ 3 ทาง:

  1. ทางบก: ควบคุมและกำจัดพาหะที่มากับคนและอุปกรณ์
  2. ทางน้ำ: ทำการทรีทน้ำและกรองน้ำอย่างเข้มงวดก่อนนำเข้าบ่อ
  3. ทางอากาศ: ติดตั้งมุ้งปกคลุมบ่อ (ระบบกางมุ้ง) เพื่อป้องกันพาหะทางอากาศ


ขั้นตอนปฏิบัติตามมาตรการเข้มงวดเพื่อกำจัดเชื้อ EHP ในบ่อเลี้ยง

การเตรียมบ่อปกติจะใช้การจ้างแรงงานภายนอก (Outsource) ล้างบ่อ แต่หากบ่อประสบปัญหาเชื้อ EHP (Enterocytozoon hepatopenaei) จะต้องใช้นวัตกรรมและกระบวนการกำจัดขั้นสูง เนื่องจากเชื้อ EHP ซ่อนตัวอยู่ในไข่/สปอร์ ไม่สามารถฆ่าได้ด้วยสารฆ่าเชื้อทั่วไปในภาวะปกติ โดยมีขั้นตอนดังนี้:

ขั้นตอนที่ 1: การปรับค่า pH ให้สูงด้วยปูนร้อน

  1. เติม ปูนร้อน เพื่อปรับค่าน้ำในบ่อให้มีค่า pH สูงกว่า 10
  2. ทำการแช่ปูนร้อนทิ้งไว้เป็นเวลาประมาณ 3 วัน เพื่อกระตุ้นและจัดการสปอร์ของเชื้อ

ขั้นตอนที่ 2: การฉีดล้างและใช้กรดเกลือร่วมกับคลอรีน

  1. สูบน้ำปูนร้อนออก จากนั้นทำการฆ่าเชื้อด้วยการผสม กรดเกลือ (Hydrochloric acid) ร่วมกับคลอรีน
  2. หลักการคือ กรดเกลือจะช่วยลดค่า pH ในน้ำให้ต่ำลง ซึ่งในภาวะ pH ต่ำ สารคลอรีนจะมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อสูงสุด

ขั้นตอนที่ 3: การทำความสะอาดระบบท่อและหลุมกลางบ่อ

  1. อัดน้ำยาฆ่าเชื้อและฉีดล้างบริเวณหลุมตรงกลางบ่อและภายในท่อน้ำอย่างละเอียด
  2. สูบน้ำออก แล้วทำการฆ่าเชื้อด้วยกรดเกลือซ้ำอีกครั้ง
  3. ทำการส่งสวอบ (Swab) ตรวจสอบเชื้อในห้องปฏิบัติการเพื่อยืนยันความสะอาดก่อนเริ่มการเลี้ยง


การจัดการน้ำ อาหาร และจุลินทรีย์ระหว่างการเลี้ยง

การเตรียมน้ำและการเลือกพันธุ์ลูกกุ้ง:

  1. ก่อนปล่อยกุ้ง ต้องทำการกำจัดพาหะ ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ลงสีน้ำเทียม ใส่จุลินทรีย์ และเติมแร่ธาตุที่ขาดหาย
  2. คัดเลือกพันธุ์ลูกกุ้งที่เจริญเติบโตไว สามารถรองรับการปล่อยหนาแน่นได้ดี มีระบบการคัดกรองที่น่าเชื่อถือ โดยส่วนใหญ่เลือกใช้ลูกกุ้งระยะ Super PL

กลยุทธ์การให้อาหารและการใช้เครื่องให้อาหารอัตโนมัติ (Auto-feeder):

  1. ช่วงแรกเริ่มใช้ อาหารกุ้งกุลาดำ เพื่อเร่งการเจริญเติบโต จนกระทั่งกุ้งโตได้ขนาดประมาณ 100 ตัวต่อกิโลกรัม จึงเปลี่ยนมาใช้อาหารกุ้งขาวเพื่อลดต้นทุน
  2. เริ่มเปิดเครื่อง Auto-feeder ตั้งแต่วันแรกที่ปล่อยลูกกุ้ง เนื่องจากใช้ลูกกุ้งขนาดใหญ่ (Super PL น้ำหนักประมาณ 0.1 – 0.7 กรัม)
  3. สูตรคำนวณการให้อาหารวันแรก: หากปล่อยกุ้งขนาด 0.7 กรัม อัตราการให้อาหารอยู่ที่ 7 กิโลกรัม ต่อลูกกุ้ง 100000 ตัว (หากปล่อย 1 ล้านตัว ให้สูตรอาหาร 70 กิโลกรัม/วัน)

การแบ่งสัดส่วนอาหาร: แบ่งอาหารออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

  1. 30% ของปริมาณอาหารทั้งหมด: นำมาแบ่งเป็น 4 มื้อ สำหรับสาดรอบขอบบ่อ เพื่อเลี้ยงกุ้งส่วนที่ยังแตกฝูงอยู่ขอบบ่อ
  2. 70% ที่เหลือ: ใส่ในเครื่องให้อาหารอัตโนมัติ (Auto-feeder)

การจัดการของเสียและการถ่ายน้ำ:

  1. ทำการดูดตะกอนและคราบของเสียบริเวณหลุมกลางบ่อวันละ 2 ครั้ง (เช้าและเย็น)

สูตรการถ่ายน้ำประจำวัน: คำนวณตามปริมาณการกินอาหาร หากกุ้งกินอาหาร 100 กิโลกรัม ต้องถ่ายน้ำออก 10 เซนติเมตร

  1. คำนวณสมรรถนะปั๊มสูบน้ำ เช่น หากบ่อกินอาหาร 500 กิโลกรัม ต้องถ่ายน้ำ 50 เซนติเมตร ถ้าปั๊มดึงน้ำได้ชั่วโมงละ 10 เซนติเมตร จะเริ่มถ่ายน้ำตั้งแต่เวลา 14:00 น. เพื่อให้เสร็จสิ้นในเวลา 18:00 น.

การเติมแร่ธาตุ: ให้เติมแร่ธาตุลงไปในช่วงที่ระดับน้ำในบ่อลดลงต่ำสุด เพื่อให้แร่ธาตุมีความเข้มข้นสูง จากนั้นจึงเติมน้ำใหม่เข้าไป กุ้งที่ออกมาเล่นน้ำใหม่จะได้ใช้แร่ธาตุในการสร้างเปลือกอย่างมีประสิทธิภาพ

  1. หากพบปัญหาน้ำขุ่นหลังเติมน้ำ ให้ใช้วิธีเปิดระบบวนน้ำ/โพลน้ำในเวลากลางคืน เพื่อให้ได้น้ำที่โปร่ง ไร้ตะกอน

การตรวจวิเคราะห์น้ำและการใช้จุลินทรีย์:

  1. ได้รับการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ CP เข้ามาเก็บตัวอย่างกุ้งและน้ำไปตรวจวิเคราะห์เป็นประจำทุกสัปดาห์ (เช็กแบคทีเรียกลุ่มเชื้อสีเหลือง เชื้อสีเขียว ค่าไนไตรต์ แอมโมเนีย และความเค็ม)
  2. จุลินทรีย์ที่เลือกใช้ ได้แก่ บิ๊กเซอร์ (Bigsur) ไบโอติก (Biotic) น้ำหมัก/น้ำเหม็น และใช้ INVA เป็นจุลินทรีย์หลักในการควบคุมและตัดเชื้อ โดยใส่เป็นประจำทุกวัน


การคำนวณอัตราการเติบโต (PDG) เพื่อการวางแผนให้อาหารอย่างแม่นยำ

เพื่อป้องกันปัญหากุ้งกินอาหารเกิน (Overfeeding) หรืออาหารขาดแคลน ฟาร์มใช้การคำนวณอัตราการเจริญเติบโตต่อวัน (PDG: Per Day Gain) ร่วมกับตารางซุ่มกุ้ง:

กำหนดเป้าหมาย PDG: ตั้งเป้าหมายอัตราการเติบโตไว้ที่ประมาณ 0.4 กรัมต่อวัน (หรือเท่ากับกุ้งต้องโตขึ้น 2.8 กรัมต่อสัปดาห์)

สูตรการคำนวณน้ำหนักและการคาดการณ์ขนาดกุ้ง:

  1. คำนวณน้ำหนักกุ้งปัจจุบันจากการสุ่ม (ตัวอย่าง: สุ่มได้ 77 ตัว/กก. น้ำหนักกุ้งจะเท่ากับ 1000 / 77 = 12.98 กรัม)
  2. คำนวณน้ำหนักที่ต้องโตขึ้นในสัปดาห์ถัดไป: 12.98 2.8 = 15.78 กรัม
  3. แปลงน้ำหนักเป็นขนาดตัวต่อกิโลกรัมในสัปดาห์ถัดไป: 1000 / 15.78 \approx 63 ตัวต่อกิโลกรัม
  4. นำขนาด 63 ตัว/กก. ไปเปิดตารางอัตราการกินอาหาร (เช่น ขนาด 63 ตัว กินอาหาร 50 กก. 5 กก. = 55 กิโลกรัม ต่อกุ้ง 100000 ตัว)
  5. หากมีกุ้ง 1 ล้านตัว ปริมาณอาหารที่ต้องให้ในสัปดาห์ถัดไปคือ 550 กิโลกรัม/วัน

การประเมินอัตรารอดจากค่า PDG จริง:

  1. หากคำนวณปรับลดปริมาณอาหารตามสัดส่วนแล้ว แต่ค่า PDG ที่คำนวณได้จริงก้าวกระโดดขึ้นสูง เช่น เพิ่มขึ้นเป็น 0.58 กรัม/วัน แสดงว่าจำนวนตัวกุ้งในบ่อจริงมีน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ (อัตรารอดต่ำกว่าเป้า) ฟาร์มจะต้องปรับลดปริมาณอาหารลงตามสัดส่วนกุ้งที่เหลือจริงทันที


กรณีศึกษาผลการผลิต และเทคนิคการย้าย/จับกุ้ง

กรณีศึกษาที่ 1: บ่อแม่ขนาด 2 ไร่ และการแบ่งเลี้ยงบ่อลูก

บ่อแม่ (เริ่มต้น): ปล่อยกุ้ง 1.8 ล้านตัว เลี้ยงได้ 60 วัน กุ้งโตได้ขนาด 100 ตัว/กก. ปริมาณกุ้งแน่นบ่อ (ประมาณ 18 ตัน) จึงทำการย้ายกุ้ง 800000 ตัว ไปยังบ่อลูก/บ่อน้อง

การแก้ไขปัญหาในบ่อลูก: ลูกน้องให้อาหารไป 450 - 500 กิโลกรัม/วัน (เท่ากับอัตราของกุ้ง 1 ล้านตัว) แต่จากการคำนวณจริง กุ้ง 800000 ตัว ขนาด 40 ตัว/กก. ควรจะได้กินเพียง 368 กิโลกรัม/วัน จึงทำการบีบปริมาณอาหารลง เมื่อคำนวณ PDG พบบริเวตรขยับเป็น 0.58 จึงทราบว่ากุ้งเหลือรอดจริงประมาณ 650000 ตัว

ผลผลิตที่จับได้:

บ่อลูก: ทยอยเชียรจับ (Partial Harvest) 3 ครั้ง ได้กุ้งประมาณ 8 ตัน และจับปิดบ่อ ได้ผลผลิตรวม 22 ตัน

บ่อแม่: ทยอยเชียรจับขายขนาด 52 ตัว/กก. รวม 4 ครั้ง ได้กุ้ง 13 ตัน และจับปิดบ่ออีก 27 ตัน รวมผลผลิตบ่อแม่ 41 ตัน

สรุปผลผลิตรวมทั้ง 2 บ่อ (จากบ่อแม่และบ่อลูก): ได้กุ้งรวมสูงถึง 63 ตัน


กรณีศึกษาที่ 2: การแก้ปัญหาราคากุ้งตกต่ำด้วยการกระจายบ่อ

บ่อขนาด 2 ไร่ ปล่อยกุ้ง 1.2 ล้านตัว เมื่อกุ้งได้ขนาด 80 ตัว/กก. ประสบปัญหาราคากุ้งตกต่ำ (ราคาเพียง 120 บาท/กก.)

ใช้วิธีแบ่งกุ้ง 400000 ตัว (ประมาณ 5 ตัน) ย้ายไปเลี้ยงต่อในบ่อข้างๆ เพื่อดึงเชียรจับภายหลัง

ผลผลิต: บ่อแม่ได้กุ้ง 26 ตัน ส่วนบ่อลูกที่ย้ายไปเลี้ยงต่อจับได้ 12 ตัน ช่วยเพิ่มมูลค่าและแก้ปัญหาราคาตกต่ำได้สำเร็จ


กรณีศึกษาที่ 3: การดำเนินงานบ่อที่ 3 (บ่อล่าสุด)

ปล่อยลูกกุ้ง 3 ล้านตัว อัตรารอดติดกุ้งประมาณ 2 ล้านตัว เลี้ยงได้ 57 วัน (ขนาด 120 ตัว/กก.) ย้ายข้ามฟากไปให้ฟาร์มน้องชาย 700000 ตัว เมื่อเลี้ยงถึงวันที่ 73 กุ้งได้ขนาด 76 ตัว/กก.

อีกบ่อหนึ่งปล่อยกุ้ง Super PL จำนวน 1 ล้านตัว เลี้ยงถึงวันที่ 71 ทำการเชียรจับรอบแรกขนาด 46 ตัว/กก. ขายได้ราคา 200 บาท/กก. ได้กุ้ง 2 ตัน โดยยังมีกุ้งเหลือในบ่อประมาณ 1 ล้านตัว และกำลังอยู่ระหว่างการเชียรจับรอบที่สอง


เทคนิคและวิธีการย้ายกุ้ง (3 วิธี)

  1. ใช้รถบรรทุกย้ายกุ้ง: สำหรับการเคลื่อนย้ายไปยังบ่อที่อยู่ระยะไกล
  2. ปล่อยไหลลงท่อ: สำหรับบ่อที่อยู่ติดกัน โดยปล่อยให้กุ้งไหลผ่านระบบท่อเชื่อมระหว่างบ่อ
  3. ใส่ตระกร้าย้ายผ่านประตูบ่อ: สำหรับบ่อที่มีประตูน้ำเชื่อมติดกัน สามารถตักใส่ตระกร้าและย้ายข้ามฝั่งได้ทันที
  4. การใช้อุปกรณ์จับ: ใช้ ”โง้ง” (เครื่องมือจับกุ้ง) ในการดักจับเมื่อกุ้งมีความหนาแน่นสูง


การบริหารความเสี่ยงและการสร้างรายได้เสริม

เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพารายได้จากกุ้งเพียงอย่างเดียว และแก้ปัญหาขัดสนสภาพคล่องทางการเงินในระหว่างรอบการเลี้ยง:

การทำอาชีพเสริม (การเลี้ยงปลาเก๋า): แสงสว่างฟาร์มแบ่งพื้นที่เลี้ยง ”ปลาเก๋า” เป็นอาชีพเสริม

ประโยชน์ด้านการเงิน: เมื่อประสบปัญหามุนเงินไม่ทันหรือต้องจ่ายค่าอาหารกุ้งในช่วงที่ยังไม่ได้จับกุ้งขาย สามารถจับปลาเก๋าขายเพื่อนำเงินมาหมุนเวียน สมทบทุนทำบ่อ และชำระค่าอาหารกุ้ง ช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินให้แก่ฟาร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ส่วนหนึ่งของการบรรยายในงานวันกุ้งเพชรบุรี ครั้งที่ 5