รายงานพิเศษ
ศึกกุ้ง 2026: อินเดียสะดุดกำแพงภาษีสหรัฐฯ โอกาสทองของ ”กุ้งไทย” หรือแค่ฝันค้าง?
ศึกกุ้ง 2026: อินเดียสะดุดกำแพงภาษีสหรัฐฯ โอกาสทองของ ”กุ้งไทย” หรือแค่ฝันค้าง?
ปี 2026 กำลังจะกลายเป็นปีแห่งจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของสมรภูมิกุ้งโลก โดยเฉพาะในตลาดเบอร์หนึ่งอย่าง ”สหรัฐอเมริกา” เมื่อนโยบายภาษีชุดใหม่ (Tariff War) เริ่มส่งผลรุนแรงต่อผู้เล่นรายใหญ่
คำถามที่คนในวงการถามกันเซ็งแซ่คือ ”ระหว่างแชมป์เก่าอย่างอินเดีย กับอดีตแชมป์อย่างไทย ใครจะกุมความได้เปรียบในตลาดสหรัฐฯ ปีนี้?”
บทวิเคราะห์นี้จะพาไปดูข้อเท็จจริงแบบหมัดต่อหมัดครับ
ยกที่ 1: กำแพงภาษี (The Tariff Wall)
???? ผู้ชนะ: ไทย (ชนะขาดลอย)
นี่คือปัจจัยที่พลิกเกมที่สุดในปี 2026 อินเดียกำลังเผชิญ ”ฝันร้าย” จากมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ
อินเดีย: เจอศึกหนักรอบด้าน ทั้งภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด (AD) ภาษีตอบโต้การอุดหนุน (CVD) และความเสี่ยงจากนโยบายภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ของรัฐบาลสหรัฐฯ ชุดใหม่ ทำให้อัตราภาษีรวมอาจพุ่งสูงทะลุ 50-60%
ไทย: แม้จะโดนตรวจสอบเหมือนกัน แต่ไทยประคองตัวได้ดีกว่ามาก โดยมีอัตราภาษีรวมเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 19%
วิเคราะห์: ส่วนต่างของภาษีที่ห่างกันเกือบ 30-40% ทำให้ต้นทุนนำเข้ากุ้งอินเดียในสหรัฐฯ แพงขึ้นมหาศาล ผู้นำเข้าสหรัฐฯ จึงเริ่มมองหาแหล่งผลิตใหม่เพื่อกระจายความเสี่ยง และ ”ไทย” คือตัวเลือกแรกๆ ที่พวกเขาหันกลับมามอง
ยกที่ 2: กำลังการผลิต (Production Capacity)
???? ผู้ชนะ: อินเดีย (แต่เริ่มสั่นคลอน)
อินเดีย: แม้จะเจอภาษีหนัก แต่อินเดียยังคงเป็นยักษ์ใหญ่ด้านปริมาณ (Volume) ผลิตได้ปีละเกือบ 1 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม ปี 2026 เกษตรกรอินเดียเริ่มถอดใจจากราคาหน้าบ่อที่ผันผวน บางส่วนหันไปเลี้ยงกุ้งกุลาดำ (Monodon) หรือลดรอบการเลี้ยงลงเพื่อหนีขาดทุน
ไทย: นี่คือ ”จุดอ่อน” ที่ใหญ่ที่สุด เรามีโอกาสขาย แต่เรา ”ไม่มีของ” ตัวเลขผลผลิตไทยยังวนเวียนอยู่ที่ระดับ 270000 ตัน/ปี มาหลายปี (ต่ำกว่าเป้าหมาย 400000 ตัน ที่สมาคมฯ ตั้งไว้มาก) โรคระบาดอย่าง EMS และ EHP (ขี้ขาว) ยังคงเป็นหนามยอกอกที่ทำให้ต้นทุนแฝงสูงและผลผลิตไม่แน่นอน
วิเคราะห์: สหรัฐฯ ต้องการกุ้ง แต่ถ้าไทยผลิตให้ไม่ได้ Order นี้จะไหลไปที่ไหน? คำตอบคือ ”เอกวาดอร์” หรือ ”อินโดนีเซีย” แทน
ยกที่ 3: ต้นทุนและโครงสร้างราคา (Cost & Price)
???? ผู้ชนะ: อินเดีย (ต้นทุนถูกกว่า) / แต่ไทยได้เปรียบที่ภาษี
อินเดีย: โครงสร้างต้นทุนยังต่ำกว่าไทย ทั้งค่าแรงและปัจจัยการผลิต แต่เมื่อบวกภาษีนำเข้าขาเข้าสหรัฐฯ เข้าไป ราคาสุดท้าย (Landed Cost) ของกุ้งอินเดียจะแพงกว่าคู่แข่งทันที
ไทย: ต้นทุนการผลิตเราสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก (ทั้งค่าไฟ ค่าอาหาร และค่าจัดการโรค) แต่ปี 2026 เป็นปีแปลกประหลาดที่ ”กำแพงภาษีช่วยอุ้มราคาไทยไว้” ทำให้ราคาขายปลายทางของเรากลับมาแข่งขันได้
สรุปสถานการณ์: ไทยได้เปรียบ ”ในกระดาษ” แต่หน้างานต้องลุ้นหนัก
ในปี 2026 ไทยมีความได้เปรียบอินเดียอย่างชัดเจนในตลาดสหรัฐฯ เรื่อง ”ภาษี” ช่องว่างภาษีที่มหาศาลเปิดประตูให้กุ้งไทยกลับไปทวงบัลลังก์ได้ แต่... ”โอกาส” ไม่ใช่ ”ความสำเร็จ”
3 โจทย์หินที่ไทยต้องแก้ ถ้าอยากชนะในศึกนี้:
ต้องมีของขาย: รัฐและเอกชนต้องดัน ”วาระแห่งชาติ” ให้เกิดผลจริง ดึงผลผลิตให้แตะ 350000-400000 ตันให้ได้ ถ้าไม่มีของ ผู้นำเข้าจะหนีไปหาเอกวาดอร์ทันที
คุณภาพต้องเป๊ะ: จุดขายของไทยคือ Premium Grade ถ้าเราแข่งราคาไม่ได้ เราต้องชนะที่ความสด ไซส์สวย และไม่มีสารตกค้าง เพื่อจับตลาดบนในสหรัฐฯ
ระวังเอกวาดอร์: คู่แข่งที่น่ากลัวตัวจริงไม่ใช่กุ้งอินเดีย (ที่โดนภาษีสกัด) แต่คือ กุ้งเอกวาดอร์ ที่ต้นทุนต่ำและขยายตลาดเก่งมาก
ฟันธง 2026: เป็นปีทองที่เปิดกว้างที่สุดในรอบ 10 ปีสำหรับกุ้งไทย ประตูเปิดแล้ว อยู่ที่ว่าเราจะเดินเข้าไปกอบโกย หรือจะยืนมองดูคนอื่นเดินแซงไปค่ะ
#นสพกุ้งไทย #สถานการณ์กุ้ง2026 #ส่งออกกุ้งไทย #กุ้งอินเดีย #TariffWar #DrNongAnalysis
