รายงานพิเศษ
ข้อเสนอแก้สถานการณ์วิกฤตตลาดกุ้งกุลาดำ โดย คุณศักดิ์สหกรณ์ คงสมุทร
ข้อเสนอแก้สถานการณ์วิกฤตตลาดกุ้งกุลาดำ
โดย คุณศักดิ์สหกรณ์ คงสมุทร
น้องได้คุยประเด็นสำคัญ กับพี่รส ศักดิ์สหกรณ์ คงสมุทร ที่ปรึกษาคลัสเตอร์กุ้งกุลาดำไทย เกี่ยวกับวิกฤตการณ์ในตลาดกุ้งกุลาดำของไทย ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจาก ภาวะอุปทานล้นตลาดอย่างรุนแรง อันเนื่องมาจากการที่เกษตรกรหันมาลงเลี้ยงกุ้งกุลาดำ โดยเฉพาะสายพันธุ์โตเร็ว กันเป็นจำนวนมาก ส่งผลให้ผลผลิตเข้าสู่ระบบเร็วกว่าและมากกว่าที่ตลาดจะสามารถรองรับได้ สถานการณ์นี้นำไปสู่ การตกลงของราคากุ้ง โดยเฉพาะกุ้งกุลาดำขนาดใหญ่ ที่ราคาลดลงกว่า 100 บาทต่อกิโลกรัม
ปัญหาทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อ ผู้ซื้อรายใหญ่ (ห้องเย็น) แสดงความลังเลที่จะเข้าซื้อ เนื่องจากความจุในการจัดเก็บห้องเย็นที่ใกล้เต็ม และความกังวลอย่างยิ่งต่อความเสี่ยงที่จะถูกกล่าวหาว่ากดราคาเกษตรกร ซึ่งเป็นบทเรียนจากเหตุการณ์ในอดีต ส่งผลให้กลไกตลาดในการดูดซับอุปทานส่วนเกินหยุดชะงัก
พี่รส บอกว่า ข้อเสนอเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือการแทรกแซงตลาดโดยผู้ประกอบการห้องเย็นรายใหญ่อย่าง ”คุณเม้ง มารีนโกล์ด” และ ”ไทยยูเนี่ยน” ที่จะเข้ามาช่วยเหลือซับผลผลิตกุ้งจากเกษตรกร แต่ ในระยะยาว การสร้างเสถียรภาพให้แก่อุตสาหกรรมจำเป็นต้องมีการวางแผนการผลิตที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง และการสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งระหว่างเกษตรกรและผู้ซื้อต่อไป
????การวิเคราะห์ประเด็นสำคัญ
ภาวะอุปทานล้นตลาดและราคาตกต่ำ
สาเหตุหลักของวิกฤตการณ์ครั้งนี้เกิดจากการเพิ่มขึ้นของผลผลิตกุ้งกุลาดำอย่างรวดเร็วจนเกินความต้องการของตลาด มีปัจจัยเร่งหลายประการ
* ผลผลิตเพิ่มขึ้นเร็วกว่าคาดการณ์
ผลผลิตที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10000 ตันในปีหน้า กลับเกิดขึ้นแล้วภายในปีนี้ ซึ่งตลาดไม่สามารถปรับตัวรองรับได้ทัน
* สายพันธุ์โตเร็ว: การใช้กุ้งกุลาดำสายพันธุ์โตเร็วทำให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงกุ้งได้ถึง 3 รุ่นต่อปี จากเดิม 2 รุ่น ทำให้ปริมาณผลผลิตสะสมในระบบเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
* การตกต่ำของราคา: ราคากุ้งขนาดใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก:
* ”โคตรกุ้ง” (กุ้งไซส์จัมโบ้) ถูกกดราคาลงไปแล้ว 100 บาท
* กุ้งขนาด 20 ตัว/กก. ซึ่งเคยมีความต้องการสูงที่ราคา 320 บาท/กก. ในอดีต
* มีการคาดการณ์ว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ กุ้งขนาด 40 ตัว/กก. อาจมีราคาเหลือเพียง 160-170 บาท/กก.
ความลังเลของผู้ซื้อรายใหญ่ (ห้องเย็น)
ผู้ประกอบการห้องเย็น ซึ่งเป็นผู้ซื้อหลักในตลาด กลับไม่สามารถทำหน้าที่ดูดซับอุปทานส่วนเกินได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากเหตุผลหลายประการ
* ความกลัวที่จะถูกโจมตี: ประเด็นนี้เป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด ผู้ซื้อรายใหญ่กลัวว่าจะถูกสังคมและกลุ่มเกษตรกรบางกลุ่ม โจมตีว่า ”กดราคา” หากเข้าซื้อในช่วงที่ราคาตกต่ำ ประสบการณ์เลวร้ายในอดีตเช่น กรณีที่ผู้ซื้อเข้าไปช่วยรับซื้อกุ้งแต่กลับถูกกล่าวหาในภายหลัง กลายเป็นบทเรียนที่ทำให้พวกเขาเลือกที่จะ ”รอดูก่อนแล้วถึงจะเล่น” เพื่อความปลอดภัยของตนเอง
* ข้อจำกัดด้านการรับซื้อ: ห้องเย็นบางแห่งมีข้อจำกัดในการรับซื้ออยู่แล้ว เช่น:
* โกลเด้น (Golden): ระบุว่าสามารถรองรับการเติบโตของผลผลิตได้เพียง 15% และยังคงเน้นตลาดพรีเมียม ซึ่งคุณภาพของกุ้ง เช่น สี เป็นปัจจัยสำคัญ
* ไทยรอยัล (Thai Royal): แม้จะเคยประกาศรับซื้อ แต่ล่าสุดได้หยุดรับซื้อกุ้งนอกกลุ่มที่ทำสัญญาไว้ (MOU) อย่างกะทันหัน หลังมีกุ้งเข้าสู่ระบบจำนวนมากจนเต็มความสามารถในการจัดเก็บ ซึ่งเกิดขึ้นเพียง 3 วันหลังจากงานสัมมนาที่เพชรบุรี
* สต็อกเต็ม: ห้องเย็นหลายแห่งได้ทำการรับซื้อกุ้งไปแล้วในช่วงก่อนหน้าจนมีสต็อกเต็ม ทำให้ไม่สามารถรับซื้อเพิ่มเติมได้อีก
การขาดการวางแผนและการตลาดเชิงรุก
พี่รสบอกว่า วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการขาดการวางแผนเชิงกลยุทธ์ในฝั่งผู้ผลิต...(คือเกษตรกร)อย่างชัดเจน
* ผลิตโดยไม่มีตลาดรองรับ: เกษตรกรจำนวนมาก ”โหมลงกัน” เลี้ยงกุ้งตามกระแสราคา โดยไม่ได้ทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า กับผู้ซื้อ ทำให้เมื่อผลผลิตออกมาพร้อมกันจึงไม่มีตลาดรองรับ
* การเพิกเฉยต่อคำเตือน: ผู้เชี่ยวชาญในวงการได้เคยเตือนไว้แล้วในงานสัมมนาต่างๆ (เช่น ที่วังใต้ งานที่ตรัง) ว่าการเพิ่มผลผลิตอย่างรวดเร็วโดยไม่มีแผนการตลาดจะนำไปสู่ปัญหาราคาตกต่ำ แต่คำเตือนดังกล่าวไม่ได้รับการตอบสนอง
* การพึ่งพาตลาดเฉพาะกลุ่ม: มีการผลิตกุ้งขนาดใหญ่เพื่อป้อนตลาด ”โคตรกุ้ง” มากเกินไป ทั้งที่ตลาดนี้มีขนาดเล็กเพียง 5-7% ของตลาดทั้งหมด และมีความอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจสูง
* บทเรียนที่ไม่ถูกนำมาใช้: มีการยกกรณีความต้องการกุ้งขนาด 20 ตัว/กก. จำนวน 7 ตัน ของการบินไทยที่ราคา 320 บาท/กก. ซึ่งในอดีตหาเกษตรกรทำสัญญาด้วยไม่ได้ เพราะเกษตรกรเลือกที่จะไปขายในราคาที่สูงกว่า (450-500 บาท/กก.) ในตลาดโคตรกุ้ง แต่ปัจจุบันราคากลับตกต่ำลงเหลือ 200 บาท/กก. สะท้อนให้เห็นถึงการขาดวิสัยทัศน์ในการทำสัญญาระยะยาว การทำคอนแทรก กับตลาดในประเทศอย่างการบินไทย
เป้าหมายการผลิตที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง
มีการตั้งเป้าหมายการผลิตที่สูงมาก แต่ขาดแผนการตลาดที่เป็นรูปธรรมมารองรับ
* เป้าหมาย 40000 ตัน: จากการพูดคุยตั้งเป้ายุทธศาสตร์กุ้งกุลาดำโดย มีการประกาศเป้าหมายการผลิตกุ้งกุลาดำไว้ที่ 40000 ตัน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นเป้าหมายที่ ”เร็วเกินไป”
* ส่สนเป้าหมาย 100000 ตัน ที่เกษตรกรเอง มีการพูดถึงความเป็นไปได้ที่ผลผลิตอาจสูงถึง 100000 ตันในปีหน้า หากเกษตรกรยังคงขยายการเลี้ยงในอัตราปัจจุบัน
* ความจริงของตลาด: ในขณะที่เป้าหมายถูกตั้งไว้สูง แต่ความเป็นจริงคือเพียงแค่ผลผลิตส่วนเกิน 10000 ตันที่เพิ่มเข้ามาในปีนี้ก็สร้างวิกฤตการณ์ให้กับทั้งระบบแล้ว ผู้ซื้อรายใหญ่ประเมินว่าตลาดสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนเพียงปีละ 15% หรือประมาณ 3000-5000 ตันเท่านั้น
????แนวทางแก้ไขและข้อเสนอแนะที่ถูกหยิบยก
จากการพูดคุยกับพี่รสในครั้งนี้ พี่รสได้มีการเสนอแนวทางแก้ไขทั้งในระยะสั้นและระยะยาวดังนี้
1. การแทรกแซงตลาดโดยผู้ซื้อรายใหญ่ (ระยะสั้น):
* ทางออกที่เร่งด่วนที่สุดคือการให้ห้องเย็นรายใหญ่ที่ยังมีศักยภาพ โดยเฉพาะ ”คุณเม้ง มารีนโกล์ด” และ ”ไทยยูเนี่ยน” กระโดดเข้ามาช่วยรับซื้ออุปทานส่วนเกิน
* การเข้าซื้อนี้จำเป็นต้องทำใน ”ราคาที่เหมาะสม” เพื่อลดแรงต้านจากสังคมและสร้างสมดุลให้กับตลาด
2. การประเมินอุปทานที่แท้จริง (ต้องทำทันที):
* มีการเสนอให้เร่งประเมินปริมาณกุ้งที่แท้จริงที่กำลังจะออกจากบ่อในอีก 1-2 เดือนข้างหน้า
* วิธีการที่เป็นรูปธรรมคือ การสอบถามข้อมูลการจำหน่ายลูกกุ้งย้อนหลัง 3-4 เดือนจากผู้จำหน่ายรายใหญ่ที่สุด โดยเฉพาะในพื้นที่นครศรีธรรมราชซึ่งมีการลงเลี้ยงหนาแน่น เพื่อนำมาคาดการณ์ปริมาณผลผลิตที่จะเข้าสู่ตลาด
3. การวางแผนการผลิตและการตลาด (ระยะยาว):
* เกษตรกร: ต้องมีการกระจายความเสี่ยงโดยการเลี้ยงกุ้งหลากหลายขนาด ไม่มุ่งเน้นแต่ไซส์ใหญ่เพียงอย่างเดียว เพื่อให้สามารถป้อนตลาดได้ทุกกลุ่ม ทั้งตลาดพรีเมียมและตลาดแปรรูป (เช่น กุ้งขนาด 40-50 ตัว/กก.)
* กลุ่มพันธมิตร: ควรทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการ ”วางแผนเรื่องการตลาด” ซึ่งเป็นจุดแข็งของกลุ่ม โดยเชื่อมโยงระหว่างผู้ผลิตและห้องเย็น เพื่อให้การผลิตและตลาดสมดุลกัน
* สร้างวินัยในสัญญา: เกษตรกรต้องให้ความสำคัญกับการทำสัญญาระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นคงและหลีกเลี่ยงวงจรราคาที่ผันผวนรุนแรง
@ อนึ่งในท้ายที่สุด ตัองขออภัยที่กล่าว ต้องอ้างถึง ผู้ซื้อหลายรายในตลาด เพราะคาดหวังว่า การแก้ปัญหาที่แท้จริงต้องพูดคุยถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมาและสะท้อนถึงแนวทางที่เป็นไปได้ ในการ ผลักดัน ดีมานด์ ซัพพลาย ให้ไปด้วยกันได้ และมีราคา ที่มีเสถียรภาพทั้งสองฝั่ง โดยรักษาตลาด พรีเมียม ที่เราสร้างมายาวนาน
หากจะขยายการผลิต กุ้งเนื้อ โตเร็วปริมาณมากเข้ามาในระบบ ก็ต้องสร้างตลาดที่ขาย กุ้งดำทดแทนกุ้งขาว ได้ในราคาที่ใกล้เคียงกับกุ้งขาวและผลักดันการส่งออก ส่วนเกิน ที่จะผลิตได้ใน ตลาดนี้อย่างจริงจังขอบคุณครับ
แล้วหวังว่าสถานการณ์นี้จะเกิดขึ้นและผ่านไปในช่วงระยะเวลาสั้นๆ หากมีการบริหารผลผลิตและตลาดให้สอดคล้องกัน ย่อมเป็นผลดีทั้ง 2 ฝ่าย
