ส่องฟาร์ม

   เมื่อ : 24 มิ.ย. 2569

ฟาร์มเสี่ยจอยเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการปรับตัวในอุตสาหกรรมการเลี้ยงกุ้ง โดยเปลี่ยนจากการส่งกุ้งเข้าโรงงานแช่เยือกแข็งมาเป็นการส่ง ”กุ้งเป็น” ให้กับแม่ค้าโดยตรง ซึ่งช่วยให้ได้รับราคาสูงกว่าตลาดประมาณ 20 บาท (ราคา 170 บาท สำหรับกุ้งไซส์ 40 ตัว/กก.) กลยุทธ์สำคัญประกอบด้วยการใช้ระบบฟาร์มแบบปิดบนพื้นที่กว่า 200 ไร่ การปรับรูปแบบบ่อจากบ่อปูพลาสติก (PE) กลับมาเป็นบ่อดินตามแนวทาง ”เพชรบุรีโมเดล” และการใช้จุลินทรีย์หมักสับปะรดเพื่อรักษาสภาพน้ำและสุขภาพกุ้ง ระบบการขายเน้นความรวดเร็ว ชั่งน้ำหนักรวมน้ำ และชำระเงินทันทีเมื่อรถออกจากฟาร์ม ช่วยลดปัญหาการถูกคัดเกรดหรือการหักราคากุ้งนิ่ม


โครงสร้างพื้นฐานและการบริหารจัดการฟาร์ม

ฟาร์มกุ้งของเสี่ยจอยถือเป็น ”อาณาจักร” ขนาดใหญ่ที่มีการจัดการพื้นที่อย่างเป็นสัดส่วน เพื่อรองรับการผลิตในปริมาณมากและคงไว้ซึ่งมาตรฐานชีวนิรภัย (Biosecurity)

พื้นที่และการจัดวางบ่อ:

พื้นที่รวมเฉพาะฟาร์มที่สำรวจประมาณ 200 ไร่ ประกอบด้วยบ่อเลี้ยงทั้งหมด 30 บ่อ (รวม 2 ฟาร์ม)

ขนาดบ่อเลี้ยงมี 3 ขนาดหลัก คือ 2 ไร่ 3 ไร่ และ 4 ไร่

มีบ่อเก็บน้ำขนาดใหญ่ (ประมาณ 30 ไร่) และบ่อพักน้ำขนาดเล็กสำหรับบำบัดน้ำ (Treatment) ก่อนส่งเข้าบ่อเลี้ยงผ่านระบบคลองส่งน้ำรอบฟาร์ม

ระบบบ่อดินและการจัดการเลน:

ฟาร์มตัดสินใจรื้อพลาสติก PE ออกและกลับมาใช้ ”บ่อดินล้วน” หลังจากพบปัญหาในการเลี้ยงช่วงที่ใช้ PE มานานกว่า 10 ปี

มีการสร้าง ”หลุมปูน” ไว้กลางบ่อเพื่อใช้สำหรับดูดเลนและตรวจสอบอัตราการตายของกุ้ง (กุ้งตายใหม่/เก่า) เพื่อประเมินสถานการณ์รายวัน

มาตรการป้องกันโรค:

ติดตั้งตาข่ายกันนกครอบคลุมทุกบ่อ

ใช้แผ่นพลาสติก PE เก่าทำคันกั้นรอบขอบบ่อเพื่อป้องกันพาหะ เช่น ปู


เทคนิคการเลี้ยงตามแนวทาง ”เพชรบุรีโมเดล”

ความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้งของฟาร์มนี้มาจากการใช้เทคนิคเฉพาะถิ่นที่เน้นความทนทานของกุ้งและสภาพแวดล้อมที่สมดุล

ระบบจุลินทรีย์และน้ำหมัก:

ใช้จุลินทรีย์ EM และน้ำหมักสับปะรดตามสูตร ”เพชรบุรีโมเดล” โดยมีการหมักเองภายในฟาร์ม

ใส่จุลินทรีย์ลงในบ่อทุกวันเพื่อให้น้ำมีความโปร่งและสะอาด รวมถึงนำไปคลุกผสมกับอาหารกุ้ง

การจัดการน้ำและความเค็ม:

เลี้ยงในระบบน้ำกร่อย ความเค็มต่ำประมาณ 10-15 ppt (ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและปริมาณน้ำฝน)

ใช้แร่ธาตุ เช่น แคลเซียมและแมกนีเซียมในปริมาณสูงเพื่อชดเชยความเค็มต่ำและเสริมความแข็งแรงของเปลือกกุ้ง

ใช้ปูนช่วยจับตะกอนในบ่อดินเพื่อลดความขุ่นของน้ำ

สายพันธุ์และการให้อาหาร:

เลือกใช้กุ้ง ”สายทน” เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคขี้ขาว

อัตราการปล่อยลูกกุ้ง (ปล่อยตรงไม่ผ่านการชำระ) อยู่ที่ประมาณ 150000 ตัวต่อไร่

ใช้อาหารที่มีโปรตีน 38%


กลยุทธ์การจับและจำหน่ายกุ้งเป็น

ฟาร์มเน้นการจำหน่ายกุ้งให้กับแม่ค้ากุ้งเป็นที่มารับถึงหน้าบ่อ ซึ่งมีกระบวนการและข้อดีที่แตกต่างจากการส่งโรงงานห้องเย็น

ตารางเปรียบเทียบ: การส่งกุ้งแม่ค้า vs การส่งโรงงานห้องเย็น

หัวข้อเปรียบเทียบการส่งแม่ค้า (กุ้งเป็น)การส่งโรงงานห้องเย็น
การคัดเกรดเหมาไซส์ ไม่คัดนิ่ม ไม่แยกหัว/หางคัดแยกไซส์อย่างละเอียด แยกกุ้งนิ่มและตำหนิที่แผง
การชั่งน้ำหนักชั่งทั้งน้ำ (หักค่าน้ำ/ตะกร้าตามตกลง)ชั่งแห้ง (ต้องรอสะเด็ดน้ำ)
ราคาสูงกว่า (ประมาณ 170 บาท/กก. ที่ไซส์ 40)ต่ำกว่าตามราคาประกาศตลาด
ความรวดเร็วจับแล้วขึ้นรถอ๊อกซิเจนทันทีต้องผ่านกระบวนการน็อคน้ำแข็งและคัดเกรด
การชำระเงินโอนเงินทันทีเมื่อรถออกจากบ่อมีระยะเวลาการวางบิล/ชำระเงินตามระบบ


กระบวนการเตรียมตัวก่อนจับ: ต้องอดอาหารกุ้ง 1 วันเพื่อให้ตับเข้มและแข็งแรง ป้องกันปัญหา ”ตับแตก” ระหว่างขนส่ง

การควบคุมสีตัวกุ้ง: แม่ค้าเน้นกุ้งที่มีสีเข้ม (สีน้ำผึ้ง/น้ำตาล) ซึ่งจะได้ราคาดีกว่ากุ้งสีซีด

โลจิสติกส์: แม่ค้าจะนำรถมารับกุ้ง (เฉลี่ยคันละ 1 ตัน) เพื่อนำไปแพ็คที่ตลาดทะเลไทย จ.สมุทรสาคร ก่อนกระจายไปยังภาคเหนือและภาคอีสาน โดยมีการควบคุมอุณหภูมิน้ำที่ประมาณ 17-18 องศาเซลเซียส


มุมมองและกิจกรรมในอุตสาหกรรมกุ้ง

ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์: พื้นที่เพชรบุรีอยู่ใกล้ตลาดทะเลไทย ทำให้แม่ค้าเดินทางมารับกุ้งได้สะดวกและรวดเร็ว

การส่งเสริมการบริโภค: มีความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในจังหวัด (เกษตรจังหวัด พาณิชย์จังหวัด หอการค้า) เพื่อผลักดันให้คนในพื้นที่และนักท่องเที่ยวบริโภคกุ้งมากขึ้น

งานวันกุ้งเพชรบุรี ครั้งที่ 5:

กำหนดจัดงานวันที่ 24-25 ตุลาคม (ที่โรงแรมบ้านพิงภูแพว ชะอำ)

กิจกรรมประกอบด้วย การออกบูธเกษตรแฟร์ การจำหน่ายกุ้งราคาถูก และความบันเทิงจากศิลปิน (บ่าว วี)

วัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรื่นเริงและสนับสนุนเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งในพื้นที่