วิชาการ

   เมื่อ : 6 มี.ค. 2569

หมอสุรศักดิ์ สรุปประเด็นสำคัญ ที่ส่งผลต่อการฟื้นฟูศักยภาพการผลิตกุ้งไทยปี 2569


สถานการณ์อุตสาหกรรมกุ้งไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับวิกฤตความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากการสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดโลกให้กับคู่แข่งสำคัญอย่างเอกวาดอร์และอินเดีย ซึ่งสามารถขยายตลาดไปได้กว้างขวางกว่า 120 จุดทั่วโลก ในขณะที่ประเทศไทยถูกลดบทบาทลงจนไม่อยู่ในฐานะผู้นำตลาดหลักอีกต่อไป ปัญหาสำคัญที่เป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวคือการไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาโรคระบาด โดยเฉพาะโรค EHP และขี้ขาว ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจากความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม การขาดการพักบ่อที่เหมาะสม และการจัดการระบบการเลี้ยงที่ยังไม่สอดคล้องกับขีดความสามารถในการรองรับของระบบ (Carrying Capacity) การฟื้นฟูศักยภาพในปี 2569 จึงจำเป็นต้องมุ่งเน้นไปที่การหยุดปัญหาโรคให้เร็วที่สุด ผ่านการยกระดับเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัย การปรับระบบการเลี้ยงเป็นแบบน้ำหมุนเวียนหรือถ่ายน้ำน้อย และการสร้างความร่วมมืออย่างเป็นระบบระหว่างภาครัฐ เอกชน และนักวิชาการ


บทวิเคราะห์สถานการณ์ตลาดกุ้งโลกและสถานะของประเทศไทย

ปัจจุบันโครงสร้างตลาดกุ้งโลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีประเด็นที่น่ากังวลสำหรับอุตสาหกรรมกุ้งไทยดังนี้:

  1. การครอบงำตลาดโดยคู่แข่ง: เอกวาดอร์และอินเดียก้าวขึ้นมาเป็นผู้ผลิตหลักด้วยปริมาณรวมกันกว่า 2 ล้านตัน และขยายฐานลูกค้าไปสู่ 120 ประเทศ/ดินแดน เปรียบเทียบกับยุคทองของไทยที่มีคู่ค้าเพียง 30 จุด ทำให้ผู้ซื้อทั่วโลกมีอำนาจต่อรองสูงขึ้นและไม่กล้าเปลี่ยนไปซื้อจากแหล่งอื่นเพราะเกรงผลกระทบต่อความมั่นคงในการจัดหา
  2. การสูญเสียตัวตนในเวทีโลก: ในการประชุมธุรกิจกุ้งระดับนานาชาติ ชื่อของประเทศไทยเริ่มหายไปจากจอการนำเสนอ โดยถูกจัดไปอยู่ในกลุ่ม ”อื่นๆ” (Others) ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพการตลาดที่ลดลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้ลูกค้าเก่าเริ่มขาดความมั่นใจ และลูกค้าใหม่ไม่รู้จักแบรนด์กุ้งไทย
  3. การจัดกลุ่มผู้ผลิต: อุตสาหกรรมกุ้งถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่มชัดเจน ได้แก่
  4. กลุ่มมุ่งมั่น (Committed): เอกวาดอร์ (ตั้งเป้า 2 ล้านตัน) และเวียดนาม ซึ่งเน้นการทำฟาร์มกุ้งแม่นยำและมาตรฐานสากล
  5. กลุ่มพยายาม (Struggling): ไทย อินโดนีเซีย และซาอุดีอาระเบีย ซึ่งยังคงติดหล่มปัญหาภายในและพยายามหาทางกลับคืนสู่ตลาด
  6. มาตรการทางการค้าในอนาคต: ธุรกิจกุ้งจะเผชิญกับความท้าทายใหม่ เช่น มาตรการสินค้าแลกเปลี่ยน (Barter Trade) ระหว่างประเทศ ข้อกำหนดด้านไมโครพลาสติก และความผันผวนของค่าเงินบาทที่แข็งตัวกว่าคู่แข่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันโดยตรง


ถอดบทเรียนความสำเร็จของต่างประเทศ: กรณีศึกษาอินเดียและเอกวาดอร์

ปัจจัยที่ทำให้คู่แข่งสามารถผลิตกุ้งได้ปริมาณมากแม้จะเคยเผชิญปัญหาโรคระบาดคล้ายกับประเทศไทย มีดังนี้:

  1. การใช้มาตรการ Crop Holiday (การหยุดพักการเลี้ยง): อินเดียตอนเหนือมีการหยุดเลี้ยงกุ้งตามกฎหมายในช่วงฤดูหนาว (พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์) เป็นเวลา 3-4 เดือน ซึ่งเป็นการตัดวงจรโรคระบาด โดยเฉพาะ EHP ที่ต้องอาศัยตับกุ้งในการขยายสปอร์ ส่งผลให้กุ้งครอปแรกของปีมีอัตราความสำเร็จสูงถึง 80-85%
  2. มาตรฐาน SSP (Sustainable Shrimp Partnership): แม้ไทยจะเป็นผู้ร่วมร่างแนวคิดนี้ แต่เอกวาดอร์กลับนำไปใช้อย่างประสบความสำเร็จ โดยเน้นหลักการสำคัญ 3 ประการ:
  3. การประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้เกิดความประมาท
  4. การเลี้ยงกุ้งโดยไม่เกินสมดุลสิ่งแวดล้อม เพื่อลดการหมักหมมของตะกอนในแหล่งน้ำ
  5. เน้นความสุขของตัวกุ้ง (Shrimp Welfare) เพื่อให้ทราบปัญหาเร็วและแก้ไขได้ทันท่วงที
  6. ระบบลูกกุ้งปลอดเชื้อ: การใช้ลูกกุ้งที่มั่นใจได้ว่าปลอดเชื้อ 100% และมีการบริหารจัดการที่เน้นประสิทธิภาพสูงสุดในโรงเพาะฟัก


สาเหตุที่ประเทศไทยยังไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาโรคกุ้ง

จากการวิเคราะห์ของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ปัญหาที่ทำให้ไทยยังไม่ประสบความสำเร็จในการหยุดโรคมีดังนี้:

  1. ผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมสะสม: การเลี้ยงกุ้งต่อเนื่องทั้งปีโดยไม่มีการพักบ่อ (ขาด Crop Holiday) ทำให้เกิดการสะสมของเชื้อในระบบและสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
  2. ความเหลื่อมล้ำในการจัดการ: มีช่องว่างระหว่าง ”เจ้าของฟาร์ม” ที่ได้รับความรู้จากการสัมมนา กับ ”คนเลี้ยงกุ้ง” ในภาคสนามที่ยังคงยึดติดกับวิธีการเดิมๆ ทำให้การนำเทคโนโลยีหรือแนวทางใหม่ๆ ไปใช้จริงไม่มีประสิทธิภาพ
  3. ความเสี่ยงในห่วงโซ่การผลิต:
  4. การใช้พ่อแม่พันธุ์ที่ไม่ทราบสถานะโรคที่ชัดเจน (Unknown status)
  5. การใช้โพสต์ลาร์วี (PL) จากแหล่งที่ไม่ทราบคุณภาพหรือเน้นของราคาถูก
  6. การขาดการประเมินขีดความสามารถในการรองรับของระบบ (Carrying Capacity) ของแต่ละบ่อ
  7. ปัญหาเทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัย: ปัจจุบันฟาร์มส่วนใหญ่ยังขาดความสามารถในการตรวจพบเชื้อ EHP ในระดับต่ำ (Low level detection) ทำให้เมื่อตรวจพบเชื้อ ความรุนแรงก็เกินกว่าจะควบคุมได้แล้ว


ยุทธศาสตร์และแนวทางการแก้ไขเพื่อความยั่งยืน

เพื่อฟื้นฟูศักยภาพการผลิตกุ้งไทย ภาคส่วนต่างๆ ได้เสนอแนวทางการดำเนินงานดังนี้:

  1. การปรับระบบการเลี้ยง:
  2. มุ่งสู่ระบบ Zero Water Exchange หรือระบบถ่ายน้ำน้อย เพื่อลดความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก
  3. เน้นความ ”โปร่งสะอาด” ของน้ำ (มีตะกอนอุดเหงือกน้อยและเชื้อค้างน้อย) แทนที่จะเน้นเพียงความใส
  4. ตัดห่วงโซ่การต่อเชื้อในบ่อเลี้ยงโดยการจัดการตะกอนไม่ให้เกิดการหมักหมม
  5. การยกระดับงานวิจัยและเทคโนโลยี:
  6. Hub of Knowledge: สร้างแพลตฟอร์มกลางเพื่อสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้ประกอบการ ภาครัฐ (กรมประมง) และนักวิชาการให้รวดเร็วและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
  7. Advanced Detection: พัฒนาวิธีการตรวจเชื้อโดยใช้เทคโนโลยีนาโน (Nanotech) เพื่อให้สามารถตรวจพบเชื้อในระดับต่ำมาก (ระดับ 10 copies) เพื่อการเฝ้าระวังที่มีประสิทธิภาพ
  8. Closed System Prototype: พัฒนาต้นแบบระบบการเลี้ยงกุ้งแบบปิดที่ไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำ ซึ่งปัจจุบันมีการทดสอบในหลายมหาวิทยาลัย
  9. การบริหารจัดการความเสี่ยง: เกษตรกรต้องประเมินศักยภาพของตัวเองและเลือกสายพันธุ์กุ้งให้เหมาะสมกับสภาพบ่อ (เช่น สายพันธุ์ทนหรือสายพันธุ์โต) และต้องเลือกซื้อลูกกุ้งจากแหล่งที่เชื่อถือได้เท่านั้น


หัวใจสำคัญของการฟื้นฟูอุตสาหกรรมกุ้งไทยคือการ ”หยุดปัญหาโรคและลดต้นทุนแฝง” ให้เร็วที่สุด ประเทศไทยต้องนำบทเรียนเรื่องการพักบ่อและการรักษาความสมดุลของสิ่งแวดล้อมมาปรับใช้ร่วมกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ การแก้ปัญหาไม่สามารถทำแยกส่วนได้ แต่ต้องเกิดจากความร่วมมือของทั้งระบบ ตั้งแต่โรงเพาะฟักจนถึงฟาร์มเลี้ยง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาในตลาดโลกภายในปี 2569